โลกของความเหลื่อมล้ำในจักรวาล/อุตสาหกรรมความมั่นคงแห่งชาติ
เรื่องจักรวาล/อุตสาหกรรมความมั่นคงแห่งชาติของบ้านเรานี่เป็นเรื่องใหญ่ ที่เวลาพูดถึงกันอาจจะพูดกันคนละนิดละหน่อย
หมายถึงว่า เวลาที่เราพูดถึงการปฏิรูปกองทัพเราก็อาจจะมีฉันทามติใหม่ ว่าต้องทำกองทัพให้
เล็กลง ไฮเทคขึ้น
ส่วนจะทำได้จริงไหมนั่นก็คือเรื่องหนึ่ง
หรือบางทีเราอาจไม่ได้ตั้งคำถามกับคำถามถึงฉันทามติใหม่เรื่องกองทัพไฮเทค เล็กลง มืออาชีพขึ้นนั้น อาจจะเป็น “ฉันทาคติ” ก็ได้
ก่อนที่จะวกมาพูดเรื่องนี้อยากชวนคิดชวนคุยกันเรื่องกรณีศึกษาของคุณกัน จอมพลังก่อน
ประเด็นเรื่องคุณกันโปร่งใสไหม ผมขอไม่พูดถึงมากนัก เพราะไม่รู้เทคนิคในรายละเอียด
ในการบริจาค
ผมคิดว่าถ้าใช้มาตรฐานคุณกัน ก็ต้องใช้กับองค์กรสาธารณะทั้งหมดแหละครับ มูลนิธิ และวัดวาอารามด้วย อีกทั้งระบบราชการทั้งหมด
เรื่องนี้ไม่ต้องคนมาร้องแล้วครับ สาธารณะต้องเข้าถึงการใช้งบสาธารณะทุกอย่างแหละครับ ไม่ใช่แค่ให้ ส.ส.มาตรวจสอบตามฤดูกาล
ไหนๆ จะปฏิรูปเรื่องนี้กันทั้งทีแล้ว
เรื่องที่น่าสนใจสำหรับผมก็คือประเด็นที่อ้อมๆ แอ้มๆ กันไปว่า ตกลงแล้วราชการขอการสนับสนุนจากคุณกัน หรือเป็นการรับเพราะมีคนอยากให้
สุดท้ายก็เห็นตามข่าวว่ากองทัพไม่ได้ขอ แต่ต่อมาข้อมูลเริ่มปรากฏว่าบางหน่วยมีการขอสนับสนุนไปจริง เช่นตำรวจตระเวนชายแดน และทหารพราน
ประเด็นเกี่ยวเนื่องที่ตามมาอีกสองประเด็นก็คือ
หนึ่ง เรามียุทโธปกรณ์เพียงพอไหม
สอง เรามีงบเพียงพอไหม
และจากทั้งสองประเด็นคือ กระบวนการพิจารณาเป็นอย่างไร
ประเด็นนี้ไม่ใช่มูลนิธิและการรับบริจาคด้วยความสมัครใจ แต่เป็นเรื่องของงบประมาณประเทศที่มาจากภาษีและเงินกู้ที่ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบและตัดสินใจจากตัวแทนประชาชน
เรื่องที่ตามมาที่น่าสนใจยิ่งสำหรับผมก็คือเรื่องของความเหลื่อมล้ำในกองทัพที่นับวันจะมีมากขึ้นเรื่อยๆ
จากกรณีล่าสุดนี้เรื่องยุทโธปกรณ์เราจะเห็นข้อถกเถียงที่น่าสนใจ เพราะเหมือนเทคโนโลยีนี้จะมีในไทยแล้ว และสูงกว่าสเปกพื้นฐานของกองทัพ
และคำถามมันมาสู่ว่าทำไมเรายังเห็นทหารที่เป็นทหารแนวหน้า ที่ไม่ค่อยมีเสียงนั้นเสียชีวิตเสียอวัยวะ และเข้าไม่ถึงสวัสดิการและยุทโธปกรณ์มากเท่ากับที่เราเจอกับการพูดถึงงบประมาณของยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยต่างๆ
และงบประมาณรับรองและสวัสดิการของนายทหารระดับสูง
ความท้าทายจึงอยู่ที่ว่าเราคงต้องถามคำถามหลายคำถามที่เกี่ยวเนื่องกัน
เช่นไม่ถามคำถามง่ายๆ ว่า ถ้าเรามีงบประมาณกองทัพที่สูงแล้วเท่ากับว่าเราไม่ดูแลปากท้องของประชาชนเหรอ
เพราะงบประมาณกองทัพและฝ่ายความมั่นคงจำนวนไม่น้อยก็เกี่ยวข้องกับปากท้องของประชาชนเช่นกัน เช่นอุตสาหกรรมอาวุธ โครงการพัฒนา หรือกระทั่งเงินเดือนบุคลากร
ตรงนี้ไม่ได้ต้องการมาแก้ต่างให้กับกองทัพ เพียงชี้ว่ามันก็มีส่วนเกี่ยวข้องกัน ไม่ได้หมายความว่างบประมาณกองทัพไม่เกี่ยวกับปากท้องและการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ
แต่ต้องคิดก่อนว่า เอาไปใช้ทางอื่นได้เช่นกันและดีกว่านี้ไหม
อีกประการหนึ่งก็คือสิ่งที่ควรจะพิสูจน์กันจริงๆ ในบ้านเราก็คือ กองทัพนั้นเป็นกลไกที่ทำให้สังคมมันเท่าเทียมกันขึ้นไหม และคนที่มาจากภูมิหลังเศรษฐสถานะมีโอกาสได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งทางสังคมเศรษฐกิจที่สูงขึ้นไหม
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เขาสนใจกันมากในต่างประเทศ อาทิ เพศหญิง คนเชื้อสายผิวดำ หรือคนจากครอบครัวอพยพ
คำถามนี้เราได้ถามกันจริงๆ แค่ไหนว่านายทหารของไทย หรือระบบการศึกษา และรับทหารเข้าสู่กองทัพนี้มันเพิ่มหรือลดความเหลื่อมล้ำ
การเข้าใจโครงสร้างกองทัพ และจักรวาล/อุตสาหกรรมความมั่นคงของไทย ว่างบประมาณมันมาจากคนละแหล่งและไม่เท่ากัน ทั้งทหารพราน ตำรวจตระเวนชายแดน หน่วยงานป่าไม้ หน่วยงานอาสารักษาดินแดน และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน เป็นต้น ทำให้เราเห็นภูมิหลังของคนที่เข้าสู่จักรวาลของความมั่นคงจากที่ทางที่แตกต่างกัน รับสวัสดิการไม่เท่ากัน
จะดูแค่งบประมาณต่อหัวก็อาจจะยังไม่พอด้วยซ้ำ
คำว่าปฏิรูปกองทัพอาจจะไม่พอ เท่ากับการถามว่าจะปฏิรูปหน่วยงานความมั่นคงทั้งหมดอย่างไร
และถึงแม้เราอาจจะมีความสามารถในการผลิตยุทโธปกรณ์ต่างๆ มากขึ้น แต่มันไม่ได้เป็นหลักประกันว่าสิ่งเหล่านี้จะอยู่ที่แนวหน้าตามที่จำเป็นเสมอไป
และความท้าทายต่อไปก็คือ ในอนาคตที่เราชอบพูดเรื่องกองทัพที่เล็กลง มีประสิทธิภาพ เราจะวางตำแหน่งแห่งที่ให้กับทหารแนวหน้าอย่างไร
ในงานวิจัยของต่างประเทศ ทั้งสหรัฐและนานาชาติหลายประเทศพบว่า การทำให้กองทัพเล็กลงด้วยการเน้นประสิทธิภาพที่หมายถึงอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัย มีผลทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในกองทัพมากขึ้น ซึ่งขัดกับหนึ่งในวัตถุประสงค์ยุคตั้งต้นของกองทัพแห่งชาติที่กองทัพนั้นสร้างความเท่าเทียมและให้โอกาสที่คนในสังคมที่หลากหลายเศรษฐสถานะและภูมิหลังครอบครัว มีโอกาสเข้าสู่ระบบและเลื่อนชั้นได้ (J.Kentor. Et al. 2012. The “new” military and income inequality: A cross national analysis. Social Science Research. 41: 514-526.)
ข้อค้นพบต่อมาก็คือ ความเหลื่อมล้ำที่สำคัญก็คือ บรรดาหน่วยงานที่มียุทโธปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือที่ทันสมัย ขั้นสูง ก็จะรับแต่คนที่คุณสมบัติสูงเข้ามา แต่ถ้ายังมีหน่วยงานแบบบู๊เดือดเน้นปะทะ จะเห็นว่าคนที่เข้าไปในหน่วยก็อาจจะมาจากเศรษฐสถานะและภูมิหลังทางสังคมที่ต่ำกว่า และอาจจะไม่มีโอกาสได้เลื่อนขั้นเข้าสู่หน่วยงานที่ทันสมัยใช้เทคโนโลยีขั้นสูง (อ้างแล้ว)
อีกส่วนหนึ่งก็คือในกองทัพของประเทศกำลังพัฒนา ที่เน้นการนำเข้าเทคโนโลยีเราก็ต้องคิดดีๆ ว่า ถ้าเราเน้นพัฒนากองทัพสมัยใหม่แบบนำเข้าเทคโนโลยี แต่ในกรณีการรบจริงที่เรายังต้องการคนกล้าที่เข้าออกไปทำงานพื้นที่ เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าเขาได้รับการดูแลใส่ใจทั้งสวัสดิการ และยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยอย่างเพียงพอต่อชีวิต และภารกิจของเขา
และย้อนกลับมาถามว่า ถ้าเราจะพัฒนากองทัพไปสู่กองทัพรุ่นใหม่แล้ว เราจะกลับมาคิดว่าการจ้างงานในประเทศ และการลดความเหลื่อมล้ำของผู้คนกลุ่มต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มที่เศรษฐสถานะและภูมิหลังทางสังคมนั้นเสียเปรียบกว่ากลุ่มอื่นได้อย่างไร (ไม่ใช่ว่าที่มีอยู่มันดีและเป็นธรรมนะครับ)
ช่วยกันคิดต่อครับ

