ผลการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีของมหานครนิวยอร์กล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ก่อให้เกิดผลสะเทือนและความสนใจมากมายในสหรัฐอเมริกาและในระดับโลกดังที่มีข่าวสารข้อมูลรายงานกันมาในบ้านเรา
โดยเฉพาะชัยชนะของโซราน มัมดานี ผู้สมัครหน้าใหม่ที่อายุน้อยที่สุด และเป็นอดีตคนอพยพจากอินเดีย-ยูกันดา ซึ่งมีประสบการณ์ทางการเมืองในระดับเป็นเพียงสมาชิกสภามลรัฐนิวยอร์กเท่านั้น
ปรากฏการณ์นี้น่าสนใจหลายเรื่อง มีคนพูดกันเยอะแล้ว ผมคงเก็บบางมุมมาเสริมเพื่อให้เห็นว่ามีอะไรที่ควรเรียนรู้จากเรื่องนี้บ้าง เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับบ้านเรา
เรื่องแรก ทำไมเราต้องลากเรื่องนี้มาถึงบ้านเราด้วย
คำตอบก็คือ ทั้งนิวยอร์กและกรุงเทพฯ มีขนาดพอๆ กัน ผลคะแนนการเลือกตั้งพอๆ กัน มัมดานีชนะมาด้วยคะแนนหนึ่งล้านนิดๆ คิดเป็นร้อยละห้าสิบจุดสี่ของผู้มาเลือกตั้ง
ส่วนกรุงเทพฯ อ.ชัชชาติ ชนะมาด้วยคะแนนหนึ่งล้านสาม คิดเป็นร้อยละ 51.84
ทั้งคู่แลนด์สไลด์ และมาจากจำนวนประชาชนพอๆ กัน
เรื่องที่สอง เรื่องที่ต้องเรียนรู้คือ ประเด็นในการเมืองของการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนิวยอร์กรอบนี้ อาจแบ่งเป็นสองประเด็นใหญ่
ประเด็นแรก การเมืองท้องถิ่นมหานครนิวยอร์ก เชื่อมโยงกับการเมืองระดับชาติของอเมริกา และเชื่อมโยงกับการเมืองระดับโลก
มัมดานีไม่ใช่นักการเมืองโนเนม หรือคนที่ม้ารองบ่อน หรือม้ามืดเอาเสียเลย เพราะเขาเป็นตัวแทนของพรรคเดโมแครตอย่างเป็นทางการ
ไม่ได้เป็นผู้สมัครอิสระ
ภาพของม้ามืดหรือม้ารองบ่อนนั้นอาจจะเป็นในช่วงแรกเท่านั้น จากข่าวที่บอกว่าตอนแรกมีคะแนนความนิยมร้อยละหนึ่ง นั่นหมายถึงก่อนที่จะชนะการหยั่งเสียงเบื้องต้นในหมู่ผู้สมัครของพรรคเดโมแครต
ดังนั้นเมื่อเขาชนะการหยั่งเสียงในบรรดาเดโมแครต เขาได้คะแนนมาร้อยละห้าสิบหก จากเสียงห้าแสนเจ็ด
มองแบบนี้ก็คือ เขาชนะทั้งจากคนห้าแสนกว่ามาแล้ว และยังสามารถไปหาคะแนนเสียงสนับสนุนนอกพรรคมาได้อีก
ซึ่งถ้าเราเข้าใจตรงนี้ เราจึงจะเข้าใจเพิ่มขึ้นถึงความยิ่งใหญ่ของมัมดานี ที่ได้คะแนนเสียงจากคนนอกพรรคในทางการเมือง และเมื่อมัมดานีที่เป็นทั้งคนอพยพจากอินเดีย-ยูกันดา และเป็นมุสลิม ที่ยังต่อสู้เรื่องของสิทธิของชาวปาเลสไตน์ ในเมืองที่มีคนยิวในอเมริกามากที่สุด แต่ก็ได้รับความสนับสนุนจากคนยิวไม่ใช่น้อยตรงนี้แหละครับที่น่าสนใจ
เพราะในรอบนี้ประเด็นการหาเสียงของมัมดานีในระดับชาติและนานาชาติ คือเรื่องของการปะทะกับทรัมป์ในนโยบายระดับประเทศโดยเฉพาะเรื่องสวัสดิการ และเรื่องของจุดยืนในการสนับสนุนปาเลสไตน์และต่อต้านการรุกรานของอิสราเอล
ส่วนหนึ่งอาจกล่าวได้ว่าชัยชนะรอบนี้ของมัมดานี ส่วนที่สำคัญคือการเป็นคู่ขัดแย้งกับทรัมป์ และเป็นคู่ขัดแย้งที่ทรงอิทธิพลที่สุดในสหรัฐในวันนี้ เพราะเขาเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ ของความเป็นอเมริกันอีกด้านหนึ่งคือการโอบรับความหลากหลาย เป็นตัวแทนของพรรคเดโมแครต และยังเป็นตัวแทนของฝ่ายก้าวหน้าของเดโมแครต คือการเป็นเดโมแครตเฉดสังคมนิยม ที่ถูกทรัมป์กล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์
ผู้สนับสนุนสำคัญอีกคนหนึ่งของมัมดานีคือ เบอร์นี่ย์แซนเดอร์ ผู้สมัครประธานาธิบดีสหรัฐที่ลงอิสระ และรับการสนับสนุนจากคนก้าวหน้าและรุ่นใหม่ในอเมริกาแซนเดอร์เป็นคนจากครอบครัวยิว และเติบโตในนิวยอร์กมาก่อน และก่อนที่จะเป็นสมาชิกวุฒิสภาของเวอร์มอนต์ เขาเคยเป็นนายกเทศมนตรีของเมืองเบอร์ลิงตันในเวอร์มอนต์มาก่อนถึงสามสมัย
เรื่องราวมันไม่ได้แค่ง่ายๆ แบบนี้ เพราะทรัมป์เองนั้นเป็นชาวนิวยอร์กมาก่อน ใครไปนิวยอร์กก็ย่อมจะรู้จักอาคารของทรัมป์ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานที่ที่คนไปยืนชมเหมือนกัน (ส่วนหนึ่งเพราะไม่ไกลจากสถานที่ที่มีชื่อเสียงอื่นๆ เช่น สวนสาธารณะขนาดใหญ่)
โดยภาพรวมแล้ว แม้ว่ามหานครนิวยอร์กและมลรัฐนิวยอร์กจะเป็นพื้นที่ของเดโมแครต (ฮิลลารี
คลินตันเคยเป็น ส.ว.นิวยอร์ก ก่อนที่จะลงสมัครแข่งเป็นประธานาธิบดี)
เรื่องมันไม่ได้มีแค่นี้ เพราะคนที่เป็นคู่แข่งของมัมดานี คือ คูโอโม ซึ่งเดิมเป็นผู้ว่าการมลรัฐนิวยอร์ก ที่มีมหานครนิวยอร์กเป็นมหานครอยู่ในนั้น คูโอโมครองตำแหน่งผู้ว่าการรัฐอยู่สิบปี คือ 2011-2022 และสังกัดเดโมแครต คราวนี้คูโอโมก็ลงสมัครในนามของตัวแทนเดโมแครต แต่แพ้ในรอบหยั่งเสียง โดยได้คะแนนสี่แสนสี่ และคิดเป็นร้อยละ 43.61
ตัวคูโอโมเองเมื่อไม่ได้รับการหยั่งเสียงเป็นผู้สมัครเดโมแครต ก็ประกาศลงอิสระ สุดท้ายก็ได้คะแนนถึงแปดแสนห้า คิดเป็นร้อยละ 41.6 ซึ่งคะแนนก็ไม่ได้ขี้เหร่ขนาดนั้น แต่เขามีคะแนนชนะขาดเพียงแค่เขตเดียวจากห้าเขตของนิวยอร์กเท่านั้นเอง
แต่คูโอโมก็มีสีสันอยู่มาก ประการแรกเขาเป็นนักการเมืองที่มีคนรู้จักระดับประเทศอยู่ไม่ใช่น้อย แต่มาตกม้าตายลาออกจากตำแหน่งเพราะอื้อฉาวเรื่องการล่วงละเมิศทางเพศหญิงสาวถึงสิบเอ็ดรายระหว่างดำรงตำแหน่งผู้ว่าการมลรัฐ ซึ่งทำให้เขาลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าการมลรัฐที่เขาครองมาสามสมัย และสุดท้ายคดีก็ถูกยกฟ้อง
แต่ที่น่าสนใจคราวนี้คือ ทรัมป์จากรีพับลิกันนั้นประกาศสนับสนุนคูโอโมที่ลงอิสระ แทนที่จะสนับสนุนสลิวา ซึ่งเป็นตัวแทนของรีพับลิกันที่ชิงตำแหน่งนายกฯทั้งสองสมัย และสมัยที่แล้วก็แพ้ให้กับนายกฯอดัมส์ของเดโมแครตเช่นกัน (ตัวสลิวาเองก็มีจุดยืนไม่เอาทรัมป์เช่นกัน)
ในฐานะคนนอกอย่างผม ผมคิดว่าถ้าทรัมป์ไม่วุ่นวายมากเนี่ย มัมดานีอาจไม่ได้ชนะถล่มทลายขนาดนี้ และมัมดานีเองก็ไม่ได้ต้านยิว เขาต้านอิสราเอลเรื่องปาเลสไตน์ ขณะที่คูโอโมนั้นต้านยิวมากกว่า
ประการที่สองการเมืองของมหานครนิวยอร์กโดยตัวของมันเอง มีเนื้อหาสาระที่น่าสนใจ อาจจะกล่าวง่ายๆ ว่าที่ผ่านมานั้นเรื่องสำคัญในการบริหารเมืองในสหรัฐ โดยเฉพาะในนิวยอร์กมันก็มีสองเรื่องใหญ่นั่นแหละครับ
นั่นก็คือเรื่องของที่พักอาศัย กับเรื่องของการปราบปรามอาชญากรรม
คูโอโมนั้นก่อนที่จะมาเป็นผู้ว่าการมลรัฐ เขาเป็นทนาย และเป็นประธานด้านการดูแลเรื่องคนไร้บ้านในนครนิวยอร์กมาก่อน และทำงานเกือบสิบปีในองค์กรที่ดูแลที่พักอาศัยและการพัฒนาเมืองของสหรัฐ โดยเฉพาะเป็น ผอ.ขององค์กรในยุคคลินตัน ก่อนที่จะมาเป็นอัยการสูงสุดของมหานครนิวยอร์ก (ส่วนหนึ่งเพราะแพ้การหยั่งเสียงในปี 2006) และมาเป็นผู้ว่าการรัฐนิวยอร์กถึงสามสมัย
จากอดีตสู่ปัจจุบันนั้น การปราบปรามอาชญากรรมเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการเมืองมหานครนิวยอร์ก สลิวาเองก็เติบโตจากการจัดตั้งองค์กรลุกขึ้นมาป้องกันอาชญากรรมในนิวยอร์ก
ขณะที่นายกเทศมนตรีนิวยอร์กคนปัจจุบันที่จะลงจากตำแหน่งในวันสุดท้ายของปีนี้คืออดัมส์นั้น เติบโตมาจากการเป็นคนผิวสีเชื้อสายแอฟริกันอเมริกัน และมาจากการเป็นตำรวจในนิวยอร์กเอง
อดัมส์นั้นจบไม่สวย เพราะมีคดีความมากมายในยุคสมัยของเขา แม้ว่าเขาจะเป็นตัวแทนของเดโมแครตในคราวที่แล้ว และชนะสลิวาอย่างถล่มทลายถึงร้อยละหกสิบ สุดท้ายในรอบนี้ก็ไม่ได้รับการเสนอชื่อจากพรรค และในตอนแรกก็ประกาศว่าจะลงอิสระ แต่สุดท้ายก็ถอนตัว แต่ถอนตัวล่าช้าเลยยังมีชื่อในบัตรเลือกตั้งอยู่
ความเสื่อมความนิยมของอดัมส์นั้นมาจากการที่เขาโดนสอบสวนหนักเรื่องการคอร์รัปชั่น และเป็นนายกเทศมนตรีคนแรกที่ถูกสอบสวนในระดับชาติ และแม้ว่าเขาจะรอดจากคดี แต่ชีวิตทางการเมืองเขาน่าจะสิ้นสุดลงในช่วงนี้ จากอดีตนายตำรวจที่สู้กับประเด็นต่อต้านการเหยียดผิว อดีตตัวแทนระดับมลรัฐ อดีตประธานหนึ่งในห้าเขตของนิวยอร์ก (บรูคลิน) และมาเป็นนายกเทศมนตรี
มีข้อมูลอีกนิดหน่อยที่ชี้ว่าอดัมส์นั้น น่าจะไม่ได้ผุดได้เกิดทางการเมืองในนิวยอร์กง่ายๆ เพราะอดัมส์นั้นไม่ได้ประกาศตนต่อต้านทรัมป์สักเท่าไหร่ในช่วงเวลาที่ผ่านมา หรือไม่ได้วิจารณ์ทรัมป์แถมยังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับทรัมป์มากกว่าผู้สมัครคนอื่นๆ หลายคน ในเมืองที่อาการไม่เอาทรัมป์นั้นรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ
สำหรับเรื่องที่พักอาศัยนั้น ผมไม่ค่อยเห็นด้วยกับการแปลประเด็นการหาเสียงของมัมดานีในเรื่อง affordability ว่าที่พักอาศัยราคาถูก เพราะคำว่าราคาถูกมันไม่ได้หมายความเฉพาะคนจนเท่านั้น แต่มันหมายถึงการที่ไม่มองแต่เมืองน่าอยู่แบบกลวงๆ สวยๆ มาสู่เรื่องเมืองที่ (พอ) อยู่ได้ คือมันไม่ใช่แค่เรื่องของการจัดหาที่พักราคาถูกให้คนจากสลัม หรือคนไร้บ้าน แต่มันหมายถึงระบบที่พักอาศัยที่มันปลอดภัย มั่นคงเพียงพอ และทำให้คนนั้นมีปัญญาที่จะเข้าถึงได้ ซึ่งในกรณีของเมืองแบบนิวยอร์กนั้นมันก็หมายถึงระบบค่าเช่าบ้าน
อย่าลืมว่าคนอย่างคูโอโมนั้นเขาเป็น ผอ.องค์กรที่พักอาศัยมาก่อน และนายกฯอดัมส์เองก็มีนโยบายเรื่องที่พักอาศัย แต่สำหรับมัมดานีนโยบายมันจะเข้มข้นขึ้น อาจถึงขั้นแช่แข็งค่าเช่า หรือจัดการกับคนให้เช่ามากขึ้น รวมทั้งการเพิ่มภาษีกับคนรวยมากในเมืองด้วย
ลองคิดดูว่าการเลือกตั้ง กทม.ครั้งหน้าก็ใกล้เข้ามาเต็มที เราก็คงยังไม่มีเรื่องของการเมืองระดับชาติ
ไม่มีเรื่องที่พักอาศัย หรือเรื่องอาชญากรรมในวาระการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ครั้งหน้าหรอกครับ เราคงยังพูด
เรื่องเมืองน่าอยู่กันมากกว่าเมืองที่พออยู่ได้ โดยเฉพาะในทางเศรษฐกิจ เพราะที่พักอาศัยนั้นมันเป็นภาระทางการเงินก้อนใหญ่ของคนเมือง เราก็คงไม่มีการพูดเรื่องอาชญากรรม หรือโยงไปถึงการเมืองระหว่าง
ประเทศ
ความท้าทายคือเรากำลังจะสรุปว่า เพราะเมืองมันไม่เหมือนกัน หรือเราไม่ได้ตั้งคำถามกับกระแสเสรีนิยมใหม่ทางเศรษฐกิจที่ทำเมืองให้เป็นสินค้า และไม่ตั้งคำถามกับเรื่องหลายเรื่องที่ในเมืองหลายแห่งในโลกมันเป็นเรื่องที่ปกปิด-ปิดกั้นไม่อยู่แล้ว?
นี่แหละครับอีกมุมเล็กๆ ของควันหลงของการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีในมหานครนิวยอร์ก

