หน้าแรก คอลัมนิสต์ เรื่อง ‘ปืนที...

เรื่อง ‘ปืนที่ชนะตะวันตก’ กับโศกนาฏกรรมของอินเดียนแดง

12.11.25 | 11:02 น.

เรื่อง ‘ปืนที่ชนะตะวันตก’ กับโศกนาฏกรรมของอินเดียนแดง

ใครก็ตามที่อ่านประวัติศาสตร์อเมริกาในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18-19 จะพบอยู่อย่างหนึ่งว่า เรื่องของ “การพิชิตตะวันตก” นั้น แท้จริงไม่ใช่เรื่องโรแมนติกของรถม้าลากเกวียน คนผิวขาวผู้มีหนวดเครายาว หรือสาวตะวันตกผูกผ้าพันหัวไว้ทำครัวกลางทุ่งเพียงเท่านั้น หากแต่เป็นเรื่องเลือด เรื่องดินแดน เรื่องผลประโยชน์ของพ่อค้าปืน และเรื่องที่คนขาวผู้มาทีหลัง ใช้เทคโนโลยีเข้าชนะคนพื้นเมืองอินเดียนแดงที่อยู่มาก่อนนานนับชั่วอายุคน และนี่แหละคือแก่นแท้ที่ทำให้ปืนไรเฟิลวินเชสเตอร์ ใน พ.ศ.2416 (ช่วงต้นของรัชสมัย ร.5 แห่งกรุงสยามนี่เอง) ได้รับสมญาอย่างน่าขันปนโหดร้ายว่า “ปืนพิชิตตะวันตก” หรือ The gun that won the West

ก่อนที่นายโอลิเวอร์ วินเชสเตอร์ จะคิดสร้างปืนไรเฟิลที่บรรจุกระสุนได้ 13 นัดในคราวเดียว ชะตากรรมของคนขาวกับอินเดียนแดงในเขตแดนตะวันตกยังไม่ได้ตัดสินง่ายดายนัก ปืนไรเฟิลที่พวกทหารม้าและผู้อพยพชาวยุโรปใช้อยู่เดิมนั้น เป็นปืนที่ต้องบรรจุกระสุนทีละนัด ยิงได้ก็ต้องหยุดบรรจุใหม่ พูดกันให้เห็นภาพคือ ยิงปังหนึ่งที ก็ต้องยกปืนขึ้นบรรจุ กระสุนนัดต่อไปยังอยู่ในมือ ไม่ได้อยู่ในลำกล้อง ความต่อเนื่องของอำนาจยิงจึงไม่มี อำนาจการยิงของคนขาวในยุคแรกๆ นั้นจึงเป็น “อำนาจที่เป็นพักๆ” หาใช่อำนาจที่ต่อเนื่องไม่

“อินเดียนแดง” ซึ่งคนผิวขาวเรียกเสียเพี้ยนจากที่โคลัมบัสเมื่อคราวค้นพบทวีปอเมริกาแต่สำคัญผิดว่าข้ามมาถึงอินเดียนั้น หาใช่คนป่าเถื่อนโง่เขลาตามที่คนผิวขาวในยุคนั้นจงใจเอ่ยถึงไม่ พวกเขาเรียนรู้สงครามในทุ่งหญ้าแพรรี่มายาวนาน รู้ว่าม้าตัวใดอึดกว่ากัน รู้ว่าลมพัดอย่างไรค่อยวิ่งสวน รู้ว่าฝุ่นที่เกิดจากกีบม้าจะบังทัศนวิสัยของฝ่ายตรงข้ามได้อย่างไร และที่สำคัญ รู้ว่าปืนของคนขาวยิงได้แค่ทีเดียว จากนั้นก็ต้องบรรจุใหม่ ช่วงเวลานั้นแหละคือรอยต่อระหว่างชีวิตกับความตาย

อนุภาคแห่งสติปัญญาของอินเดียนแดงจึงอยู่ที่ “การทำให้ข้าศึกยิงก่อน” แล้วค่อยเข้าโจมตี จะเห็นได้ว่ากลวิธีที่เล่ากันมาค่อนข้างตรงกัน คืออินเดียนแดงจะขี่ม้าวนเป็นวงกลม หรือกวาดผ่านระยะยิง เพื่อยั่วยุให้คนขาวเหนี่ยวไกเสียก่อน พอฝ่ายคนขาวลั่นไปแล้วหนึ่งนัด และกำลังยุ่งอยู่กับการบรรจุกระสุนอีกครั้ง ซึ่งในยุคนั้นไม่ใช่แค่เอาลูกกระสุนยัดลงไปเฉยๆ แต่ต้องทำอย่างเป็นขั้นตอน พวกอินเดียนแดงก็จะใช้จังหวะนั้นเข้าประชิด ระยะปืนยาวของคนขาวหมดประโยชน์ในพริบตา เหลือแต่มีดสั้นหรือด้ามปืนซึ่งสู้คนขี่ม้าที่กำลังพุ่งเข้ามาด้วยความเร็วไม่ได้เลย

Advertisement

ฉะนั้นในช่วงแรกๆ การรุกของคนขาวเข้าไปในดินแดนของอินเดียนแดงจึงไม่ได้ราบรื่น เพราะความเหนือกว่าทางอาวุธยังไม่เพียงพอจะกลบยุทธวิธีบนม้าของอินเดียนแดงได้ ที่ดินผืนละไม่กี่ดอลลาร์ที่รัฐบาลกลางประกาศให้ใครก็ตามสามารถไปจับจองทางตะวันตก จึงไม่ได้มาฟรีๆ แต่ต้องแลกด้วยศพคนผิวขาวผู้อพยพจำนวนมาก และกะโหลกทหารม้ามากมายเช่นกัน เราอาจกล่าวได้อย่างไม่เกินเลยว่า จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอาวุธไฟ คนขาวก็ยังเป็น “ผู้บุกรุกที่ล่อแหลม” มากกว่าจะเป็น “ผู้พิชิตที่สมบูรณ์”

ครั้นมาถึงเมื่อนายโอลิเวอร์ วินเชสเตอร์ นักอุตสาหกรรมชาวอเมริกันผู้รู้จักผสมผสานความคิดทางช่างเข้ากับตลาด ได้พัฒนาปืนไรเฟิลที่บรรจุกระสุนได้หลายๆ นัดในคราวเดียวโดยบรรจุได้ถึง 13 นัด รูปเกมทั้งหมดก็เปลี่ยนในชั่วชีวิตคนเดียว

เพราะอะไรหรือ? ก็เพราะ “จังหวะว่าง” ของฝ่ายคนขาวหายไปแทบหมด และเมื่อจังหวะว่างของผู้มีเทคโนโลยีหายไป ยุทธวิธีที่อาศัยจังหวะนั้นอยู่ ก็ย่อมหมดค่าตามไปด้วย เป็นกฎง่ายๆ ของสงคราม

เราควรทำความเข้าใจเสียก่อนว่า ในสงครามทุกสมัย ปัจจัยชี้ขาดไม่ใช่ความกล้าหาญเพียงอย่างเดียว คนกล้าที่ต่อสู้กับปืนกลด้วยดาบ จะตายอย่างกล้าหาญก็จริง แต่จะตายกองอยู่ตรงนั้นเป็นแถวๆ เพราะกลไกของอาวุธยุคใหม่คือ “การรักษาอำนาจการยิงอย่างต่อเนื่อง” (continuity of fire) เพื่อไม่เปิดโอกาสให้ข้าศึกเข้ามาใกล้พอจะใช้ยุทธวิธีอื่น ปืนวินเชสเตอร์ที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นเมื่อ พ.ศ.2416 ซึ่งต่อมาถูกยกย่องว่าเป็น “ปืนพิชิตตะวันตก” ก็คือเครื่องมือของหลักการนี้นั่นเอง

คำว่า “ปืนพิชิตตะวันตก” ฟังดูก็เหมือนคำโฆษณาสวยหรูของโรงงานปืน แต่หากมองด้วยสายตาของประวัติศาสตร์ จะเห็นว่านั่นคือประโยคที่ปนเลือดและน้ำตา เพราะตะวันตกที่ว่ามิได้หมายถึงทิศตะวันตกบนเข็มทิศ หากหมายถึง ดินแดนของคนอื่น ที่ต้องถูกพิชิตด้วยปืนรุ่นนี้ เมื่อปืนนี้เข้าไปอยู่ในมือทหารม้าอเมริกัน มือของผู้ตั้งถิ่นฐาน และต่อมากระทั่งไปอยู่ในมือของรัฐบาลต่างประเทศเพราะวิลเลียม เวิร์ต วินเชสเตอร์ ผู้เป็นลูกชายค้าขายให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกา ดินแดนอินเดียนแดงก็หดเล็กลงทุกที ชนเผ่าซู เผ่าเชอโรกี เผ่าอาปาเช กลายเป็นเพียงชื่อเรียกในเอกสาร มากกว่าจะเป็นผู้ครองทุ่งกว้างอย่างที่บรรพบุรุษเคยเป็น

ภาพที่มีคนเล่าไว้ว่า “พวกอินเดียนแดงล้มตายราวกับใบไม้ร่วง” นั้น ไม่ใช่คำเปรียบเทียบที่เกินจริงนัก ลองนึกภาพนักรบอินเดียนแดงจำนวน 20-30 คน ขี่ม้าวนอยู่รอบค่าย หรือรอบเกวียนของคนขาว หวังจะล่อให้ยิงอย่างที่เคยทำมาหลายสิบปี พอคนขาวลั่นปังนัดแรก แทนที่อินเดียนแดงจะได้ยินแต่เสียงบรรจุกระสุนอย่างเก่า กลับกลายเป็นเสียงปัง ปัง ปัง ติดต่อกันสิบกว่านัดโดยไม่หยุด ม้าก็ล้ม คนก็ร่วง วงล้อมแตกในไม่กี่อึดใจ ยุทธวิธีทั้งชุดที่เคยใช้ได้ผลก็กลายเป็นของใช้ไม่ได้ในชั่วพริบตา สิ่งที่เจ็บปวดก็คือ อินเดียนแดงไม่ได้แพ้เพราะโง่ แต่แพ้เพราะระบบอาวุธของเขาและวิถีชีวิตของเขาไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับความถี่ของกระสุนแบบใหม่

ครอบครัววินเชสเตอร์นั้นไม่ได้ร่ำรวยเพราะโชคช่วย แต่ร่ำรวยเพราะ “ผลิตของที่ตรงกับความต้องการของสงคราม” ในยุคที่สหรัฐอเมริกากำลังขยายตัวจากฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกไปยังมหาสมุทรแปซิฟิก รัฐบาลต้องการอาวุธที่เชื่อถือได้ ยิงได้ถี่ ดูแลง่าย ผลิตขึ้นได้จำนวนมาก และไม่ต้องฝึกซ้อมสลับซับซ้อนเกินไป ปืนของวินเชสเตอร์เข้ามาตรงช่องว่างนี้พอดี วิลเลียม เวิร์ต วินเชสเตอร์ผู้เป็นลูกชายก็ฉลาด ไม่คิดจะผูกขาดไว้ใช้เอง จึงขายให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกา ซึ่งรัฐบาลกลางก็เอาไปใช้ทั้งในกองทัพและในหน่วยที่ออกไปจัดการปัญหาชายแดน เมื่อรัฐบาลกลางซื้อ ก็เป็นการโฆษณาในตัวเองทำให้โรงงานปืนของวินเชสเตอร์จึงกลายเป็นโรงงานผลิตเงินเราดีๆ นั่นเอง

อารยธรรมใดก็ตามที่ไม่ยอมปรับตัวกับเทคโนโลยีการทำศึกย่อมตกเป็นเบี้ยล่าง แม้อารยธรรมนั้นจะมีจิตวิญญาณสูงกว่า มีศิลปะงดงามกว่า หรือมีจริยธรรมมากกว่าก็ตาม อเมริกันอินเดียนในยุคก่อนวินเชสเตอร์ เป็นอารยธรรมที่อยู่กับธรรมชาติ อยู่กับม้า อยู่กับทุ่งหญ้า และอยู่กับความกล้าหาญแบบตัวต่อตัว เขาไม่ได้อยู่กับโรงงานเหล็ก ไม่ได้อยู่กับเครื่องกลึง ไม่ได้อยู่กับทุนนิยมอุตสาหกรรม ฉะนั้นเมื่อปืนที่ออกมาจากโรงงานเหล็กซึ่งกินถ่านหินและแรงงานอพยพยุโรปปรากฏขึ้นกลางทุ่งหญ้า อินเดียนแดงก็เหมือนคนถูกฟ้าผ่า เข้าไม่ถึง ไม่เข้าใจ แต่ต้องตายเพราะมัน

โกวิท วงศ์สุรวัฒน์