ปรากฏการณ์ “เรือดำน้ำ” มีอะไรมากกว่าการจัดซื้อเรือดำน้ำ
เพราะปฏิกิริยาที่สะท้อนออกมานั้นรุนแรงมากขึ้น
มากขึ้นทั้งจากแวดวงออนไลน์ มากขึ้นทั้งจากแวดวงการเมือง
รวมทั้ง “คนกันเอง” กับ คสช.
เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นและลุกลามขยายออกไปเป็นวงกว้าง
จากมิติความมั่นคงตามข้อเสนอของกองทัพเรือและกระทรวงกลาโหม
เกี่ยวโยงไปถึง ครม. ที่พิจารณาอนุมัติแบบเงียบๆ
ตามมาด้วยมิติเศรษฐกิจที่มีเสียงคัดค้านการใช้จ่ายงบประมาณในครั้งนี้
รวมไปถึงมิติความสัมพันธ์ต่างประเทศ หลังจากไทยตัดสินใจซื้อเรือดำน้ำสัญชาติจีน
กระทั่งสุดท้ายมาเกี่ยวพันกับมิติทางการเมือง เมื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีออกมาวิจารณ์
ติดตามด้วยข้อเปรียบเทียบจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เรื่องจำนำข้าว
กระทั่งเกิดเป็นข้อโต้เถียงกันทางการเมือง
การหยิบยกเอากรณีซื้อเรือดำน้ำไปโยงเข้ากับสภาพเศรษฐกิจของประเทศดูจะเป็นเรื่องสำคัญ
ทั้งนี้เพราะนับตั้งแต่เทศกาลสงกรานต์ผ่านพ้นไป ดูเหมือนว่าประชาชนมีความรู้สึกต่อรัฐบาลไม่เหมือนเก่า
ผลการสำรวจของสวนดุสิตโพลทำขึ้น 3 ครั้งในห้วงเวลาใกล้เคียงกัน
คำถามอาจจะแตกต่าง แต่คำตอบของกลุ่มตัวอย่างได้สะท้อนความต้องการที่ชัดแจ้งยิ่ง
โพลสวนดุสิตสำรวจครั้งแรก พบว่าประชาชนเป็นห่วงใยในรัฐบาลค่อนข้างมาก
ข้อเสนอจากโพลครั้งนั้น คือ การเปิดรับฟังความคิดเห็นของชาวบ้านให้มากขึ้่น
โพลสวนดุสิตสำรวจครั้งต่อมา พบว่าประชาชนยังรู้สึกว่าเศรษฐกิจไทยย่ำแย่ และยังมองว่าการทุจริตคอร์รัปชั่นมีอยู่มาก
การสำรวจความคิดเห็นอีกครั้งของสวนดุสิตโพล พบว่าประชาชนยังอยากเห็นรัฐบาลปราบปรามการทุจริต
ประชาชนยังฝากให้รัฐบาลดูแลปัญหาเศรษฐกิจอีกด้วย
ผลการสำรวจเช่นนี้ เมื่อไปผนวกรวมกับข่าวกองทัพจัดซื้อเรือดำน้ำ
ผนวกกับข่าว ครม.อนุมัติเงียบจัดซื้อเรือดำน้ำ 3.6 หมื่นล้านบาท
ย่อมส่งผลสะเทือนทางการเมือง
ขณะที่คำชี้แจงจากฝ่ายรัฐบาลในกรณีเรือดำน้ำยังคงใช้กลวิธีเหมือนเก่า นั่นคือ พูดแต่น้อย หรือไม่พูดเสียเลย
นับตั้งแต่ปรากฏเป็นข่าวในภายหลังว่า ครม.อนุมัติจัดซื้อเรือดำน้ำจำนวน 3 ลำ วงเงิน 3.6 หมื่นล้านบาทไปเมื่อวันที่ 18 เมษายน
คำชี้แจงจากปากโฆษกรัฐบาลถึงสาเหตุที่ไม่แถลงข่าวหลังการประชุม ครม. วันนั้นคือ ไม่มีใครถาม
คำชี้แจงจากปากของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม คือ จะรู้ไปทำไม
คำชี้แจงจากปากของนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี คือ เป็นชั้นความลับที่ต้องรอการอนุมัติให้เปิดเผย
และเมื่อ ครม.อนุมัติแล้ว จึงนำมาเปิดเผยในคราวหลัง
แต่คำชี้แจงถึงเหตุจำเป็นต้องจัดซื้อเรือดำน้ำ 3.6 หมื่นล้านบาทในขณะที่เศรษฐกิจยังเป็นเช่นนี้ ยังมีน้อยไป
จะอธิบายว่า 3.6 หมื่นล้านบาทเป็นวงเงินตลอด 11 ปี
จะอธิบายว่าท้องทะเลไทยจำเป็นต้องมีเรือดำน้ำคอยปกปักษ์
จะอธิบายความคุ้มค่าและอื่นใดก็น่าจะอธิบาย
มากกว่าจะถามกลับว่า ประชาชนจะรู้ไปทำไม
สําหรับรัฐบาล ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นดูเหมือนว่าจะสะท้อนภาพ “ขาลง” แจ่มชัดขึ้น
ก่อนวันสงกรานต์มาถึง ข่าวสารที่เกี่ยวโยงกับรัฐบาลเป็นเรื่อง “ห้ามนั่งท้ายรถกระบะ”
ข่าวสะพัดในตอนนั้นบั่นทอนความนิยมในตัวรัฐบาลเป็นอย่างมาก กระทั่ง พล.อ.ประยุทธ์ ต้องออกมาสั่งชะลอการบังคับจับ “นั่งท้ายรถกระบะ”
หลังจากวันสงกรานต์เป็นต้นมา กระแสข่าว “เรือดำน้ำ” กลายเป็นหัวข้อถกเถียงอภิปรายกันแทบทุกวงการ
กลุ่มที่ถกเถียงเรื่องเรือดำน้ำขยายออกไปเรื่อยๆ
จากพรรคเพื่อไทย จาก นปช. จากนักวิชาการ จากเว็บไซต์
และที่สำคัญคือจาก “คนกันเอง”
การขยายตัวออกไปเช่นนี้ ทำให้ รัฐบาลที่เคยมีคำสั่ง “ห้ามพูด” มิอาจบังคับใช้คำสั่งเหล่านั้นได้อย่างเดิม
กระแสวิพากษ์วิจารณ์การซื้อเรือดำน้ำยังดำรงอยู่ และบั่นทอนรัฐบาล รวมทั้ง คสช. ไปเรื่อยๆ
ขณะเดียวกันก็บังเกิดกระแสข่าวปรับคณะรัฐมนตรีสอดแทรกขึ้นมาเป็นระยะ
มีกระแสข่าวปรับทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล
มีกระแสข่าวปรับ พล.อ.ประวิตร ออกจากตำแหน่ง
ทั้งสองข่าวได้รับการยืนยันจากรัฐบาลว่า “โคมลอย”
แต่เมื่อมีกระแสข่าวออกมา แสดงว่า รัฐบาลเองก็มีปัญหาภายใน
น่าเชื่อว่า ข่าวที่สะพัด กระจายออกมาจาก “คนใน”
คสช.จึงต้องนำเอาปรากฏการณ์ทั้งหมดมาหารือ
คสช.จะหารันเวย์ลงจากอำนาจอย่างไร
จะลงตามแนวทางเดิมที่วางไว้ คือ ใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่ประกาศใช้ เพื่อดำรงไว้ซึ่งอำนาจของ คสช.
อำนาจในการคัดเลือก ส.ว. และให้ ส.ว.ไปเลือกนายกรัฐมนตรี
นายกรัฐมนตรีที่จะเป็นคนในก็ได้ จะเป็นคนนอกก็ได้
จะลงเลือกตั้งก็ได้ ไม่ต้องลงเลือกตั้งก็ได้
ขณะที่แม่น้ำ 5 สายในปัจจุบันสามารถพลิกผันเปลี่ยนไปลงสมัครรับการคัดเลือกให้เป็น ส.ว.สมัยหน้าได้
ดังนั้น หากเป็นไปตามที่คาดการณ์ พล.อ.ประยุทธ์ อาจกลับมาเป็นนายกฯ
สปท. และ สนช. อาจกลับมาเป็น ส.ว.
อีกหลายคนอาจกลับมาเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดหน้า
แต่การทำหน้าที่บนเก้าอี้ใหม่ในครั้งหน้า จะสะดวกดายเหมือนกับการยึดอำนาจหรือไม่
ยังเป็นข้อสงสัย
อย่างไรก็ตาม คสช.ยังมีหนทางลงจากอำนาจอีกทางหนึ่ง
นั่นคือ ถอยฉาก หลบไปปลีกวิเวกอยู่เงียบๆ
ทุกอย่างปล่อยให้กลไกขับเคลื่อนไปตามรัฐธรรมนูญใหม่ โดยไม่เข้าไปก้าวก่ายยุ่งเกี่ยว
นายกรัฐมนตรีให้พรรคการเมืองคัดเลือกแล้วโหวตตั้ง
ส.ว. ใช้กฎเกณฑ์ที่เหมาะสมในการคัดสรร เหมือนสมัยที่นายบรรหาร ศิลปอาชา เป็นนายกรัฐมนตรีเคยทำมาแล้ว
การบริหารราชการแผ่นดินปล่อยให้การเมืองที่มาจากการเลือกตั้งดำเนินการไป
ขณะที่ คสช. กลับเข้ากรมเข้ากอง คืนสู่ทหารอาชีพ
ทางลงเช่นนี้ คสช. ก็เลือกได้
ปรากฏการณ์เรือดำน้ำที่เกิดขึ้น และปรากฏการณ์อื่นๆ หลังจากนี้ จะสะท้อนสภาพการเมืองหลังเลือกตั้งให้ คสช. ได้เห็นเรื่อยๆ
การเมืองที่ยากต่อการบริหารจัดการ
หลังจาก คสช. คิดและตรึกตรองอย่างชัดแจ้ง คงถึงเวลาที่ต้องเลือกทางลงจากการยึดอำนาจ
สืบสานอำนาจต่อ หรือ ถอยฉากหลบไปอยู่ในกรมกอง
ใกล้เวลาที่ต้องตัดสินใจเลือก

