อนุทินโมเดล (2)
ระหว่างการฟอร์มตัวบุคคลก่อนประกาศรายชื่อคณะรัฐมนตรีเป็นทางการวันที่ 19 กันยายน 2568 คุณอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ค่อยๆ ทยอยเปิดตัวคนนอกที่เชิญมาร่วมงานทีละคนๆ
ตั้งแต่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ
ปรากฏว่าเสียงตอบรับของผู้คนจำนวนมากชื่นชม เพราะล้วนแต่ผู้มีประสบการณ์ ฝีมือการบริหารแต่ละด้านเป็นที่ยอมรับแทบทั้งสิ้น
การดึงเอาคนนอกจากภาคเอกชน ภาควิชาการเข้ามาทำหน้าที่ว่าการกระทรวงหลัก คลัง พลังงาน พาณิชย์ ต่างประเทศ และมือกฎหมายระดับกูรู อดีตประธานคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ทำให้ภาพลักษณ์ของรัฐบาลดีขึ้นกว่าใช้นักการเมืองล้วนๆ เป็นอันมาก
ต่อมา นายบวรศักดิ์ รองนายกรัฐมนตรี เสนอนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนเร่งรัดและติดตามนโยบายสำคัญของนายกรัฐมนตรี วันที่ 30 ตุลาคมที่ผ่านมา นายบวรศักดิ์เป็นประธานกรรมการ
เชิญภาคเอกชน ภาควิชาการ ภาคการเมือง ภาคราชการ เข้ามาร่วมเป็นกลไกหนุนเสริม ได้แก่ นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อดีตประธานอนุกรรมการพิจารณาปรับปรุงกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพและการดำเนินธุรกิจของประชาชน เป็นที่ปรึกษา,
นายวรากรณ์ สามโกเศศ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา, นายนพพล ชูกลิ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท รีเทล บิซิเนส โซลูชั่น จำกัด, น.ส.ดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์ อดีตวุฒิสมาชิก กรรมาธิการติดตาม เสนอแนะและเร่งรัดการปฏิรูปประเทศและการจัดทำและดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ วุฒิสภา เป็นรองประธานกรรมการ นายนิสิต จันทร์สมวงศ์ อดีตอธิบดีกรมที่ดิน เป็นกรรมการ
ในทางการบริหารราชการ จึงน่าสนใจติดตามผลงานและความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นต่อไปอย่างยิ่ง
เพราะเกิดคำถามมาตั้งแต่ต้นว่า ระยะเวลาการทำงานของรัฐบาลตามข้อตกลงกับพรรคประชาชนแค่ 4 เดือน จะสามารถสร้างผลงานการบริหารได้สักเท่าไหร่
เพียงแค่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 เพื่อเปิดประตูให้เกิดการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมาใช้แทน ก็ยังหวาดเสียวว่าจะเข็นออกมาได้สำเร็จ หรือจะเกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ยุบสภาเสียก่อน
การบริหารราชการแผ่นดินด้านต่างๆ ทั้งการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ สังคม ต่างประเทศ สิ่งแวดล้อม ต้องใช้เวลาในการบริหารจัดการทั้งสิ้น
แม้ความเป็นจริงอายุของรัฐบาลไม่ใช่เพียงแค่ 4 เดือนออกทันทีก็ตาม เพราะมีช่วงรักษาการต่อหลังยุบสภา เลือกตั้งทั่วไปและจัดตั้งรัฐบาลใหม่ รวมแล้วไม่น้อยกว่า 8 เดือน
สถานการณ์การเมืองภายในก็ยังมีแต่ความไม่แน่นอน
อย่างไรก็ตาม คนนอกเหล่านี้ล้วนมีบทบาทติดต่อกันมาโดยเฉพาะในช่วงรัฐบาลยุคปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ การดึงเข้ามาร่วมสานต่องานที่รัฐบาลก่อนวางไว้
เป็นไปตามแนวคิด แนวทางการทำงานของคุณอนุทินที่ว่า ใครทำดีอะไรไว้พร้อมรับงานสานต่อนโยบาย ไม่แคร์ใครจะว่าลอกเลียนแบบอะไรทั้งสิ้น ขอให้ประชาชน สังคมส่วนใหญ่ได้ประโยชน์ ยกตัวอย่างโครงการคนละครึ่งพลัส ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างกว้างขวาง
ขณะที่หน่วยราชการรองรับการดำเนินงานที่สำคัญ หรือฝ่ายเลขานุการเดิม คือ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งช่าติ และสำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป)
คราวนี้เปลี่ยนให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (กพร.) เป็นหลัก
ถามว่า กรรมการขับเคลื่อนจะเร่งรัดติดตามอะไร คำตอบคือ ติดตามนโยบายรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภา
ถามอีกว่า เร่งรัดติดตามใคร ภาคราชการ หรือภาคการเมือง
ตรงนี้แหละครับ ภาคการเมืองนี่แหละ จะเร่งรัดติดตามได้อย่างไร แค่ไหน
เพราะถ้าติดตามความเป็นไป จากสิ่งที่เกิดขึ้นในการประชุม สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ช่วงรัฐบาลยุคปฏิรูป จะพบว่ามีการการอภิปรายวิพากษ์วิจารณ์ครั้งแล้วครั้งเล่าว่า ปฏิรูปไม่ได้ผล ไม่คืบหน้า เพราะแผนที่เขียนไว้ยาวนานเกินไป ไม่รับกับสถานการณ์ที่่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วตลอดเวลา
ที่สำคัญ เพราะฝ่ายบริหารคือรัฐมนตรีแต่ละกระทรวงไม่ให้ความสำคัญกับแนวทางปฏิรูปตามยุทธศาสตร์ประเทศที่เขียนไว้เท่าที่ควร
การสร้างกลไกเร่งรัด ติดตาม ขึ้นใหม่ จึงเกิดคำถามเดิมกลับคืนมาว่า จะทำให้เกิดผลสำเร็จตามนโยบายแค่ไหน หากฝ่ายการเมืองไม่ถูกเร่งรัดติดตามอย่างเข้มข้นไปพร้อมกัน
ด้วยข้อจำกัด ทั้งเวลาและสถานการณ์ เจ้ากระทรวง ต่างคน ต่างพรรค ต่างต้องการผลักดันนโยบายของตัวเพื่อผลทางการเมือง สร้างคะแนนนิยมเพื่อการเลือกตั้งครั้งใหม่
เลยทำให้แนวโน้มเนื้องานของคณะกรรมการชุดนี้จึงเป็นไปเพื่อแก้กิโยตินกฎหมาย ข้อติดขัด ของระบบราชการและข้าราชการทั้งหลายเป็นหลัก
ผู้ที่ถูกเร่งรัดติดตามคงเน้นไปที่ภาคราชการ ฝ่ายเดียว เสียละกระมัง
การที่ภาคการเมือง ไม่ถูกเร่งรัดติดตามควบคู่กันไปเท่าที่ควร นี่เอง ทำให้นโยบายและกฎหมายสำคัญบางฉบับไม่สามารถคลอดออกมาบังคับใช้ได้จนถึงขณะนี้
ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ นั่นไง

