ที่เห็นและเป็นไป : โอกาสแห่ง‘คุณภาพการเมือง’
แม้หลายความเคลื่อนไหว หลายปรากฏการณ์เกมการเมือง จะสร้างความคิด ความเชื่อ ว่าเรื่องราวน่าจะไม่เป็นไปตามไทม์ไลน์ MOA ระหว่างพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทย
คือจะ “ยุบสภา” ก่อน 31 มกราคม 2569 และเลือกตั้งราวปลายมีนาคม-ต้นเมษายน 2569
แต่เชื่อว่านั่นเป็นแค่ความคิด และวางเกมเพื่อให้เกิดความสับสนในกันและกันขอพรรคการเมือง ที่สุดแล้วทุกอย่างจะเป็นไปตามกรอบของกำหนดเดิม ไม่มีพรรคไหนเอาจริงในการทำให้เปลี่ยน
และเป็นเรื่องยากที่จะมีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ “นายกรัฐมนตรี” ที่จะทำให้ต้องตัดสินใจ
“ยุบสภา” เพราะเป็นการกดดันให้ “พรรคภูมิใจไทย” ต้องหลีกเลี่ยงความเสี่ยงหลายอย่างระหว่างหาเสียงเลือกตั้ง
ที่แน่ๆ พรรคประชาชนไม่มีทางเอาด้วย เพราะเป้าหมายอยู่ที่การทำให้มีเวลาพอจะเริ่มต้น “จัดการรัฐธรรมนูญ”
ขณะที่พรรคเพื่อไทยต้องประเมินหนักว่าจะเหลือผู้สนับสนุนญัตติพอจะเปิดอภิปรายหรือไม่
และเมื่อผู้ที่เล่นเกมนี้สบายที่สุดคือ “พรรคภูมิใจไทย” จะเป็นประเด็นให้ “พรรคเพื่อไทย” ต้องจินตนาการให้รอบคอบถึงโอกาสเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้ง
ด้วยเหตุความน่าจะเป็นทั้งหลายแหล่เคลื่อนในบริบทนี้ วาทกรรม “เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ-ยุบสภาทันที-เลือกตั้งก่อนมีนาคม” จึงเป็นแค่วาทกรรมสร้างความเวียนหัวเล่นๆ ทางการเมืองเท่านั้น ไม่มีทางเกิดขึ้นจริง ด้วยในที่สุดแล้วไม่มีใครพร้อม หรือต้องการอย่างที่ว่า
สำหรับประชาชนทั่วไปอย่างเราๆ ที่มีหน้าที่ตัดสินใจเลือกตั้งให้ดีที่สุด หากตั้งสติไว้ให้มั่น ไม่หลงไปกับวาทกรรมที่ชวนให้ฟุ้งซ่านไปกับประเด็นปลีกย่อยที่เป็นธรรมชาติของนักการเมืองจะแสดงออกแบบ “เอาดีใส่ตัว เอาชั่วให้คนอื่น” เบี่ยงเบนความคิดความเชื่อของผู้คนให้เป็นประโยชน์ต่อตัวเองไปเรื่อย
ยืนหยัดในการเฝ้าสังเกต ความคิด คำพูด การกระทำของนักการเมืองแต่ละคน แต่ละพรรคไว้ ไม่เผลอไปกับอารมณ์จากบางเรื่องที่ถูกปลุกเร้า จะพบว่าถึงวันนี้สะท้อนว่าการเลือกตั้งใหญ่ที่จะมีขึ้นในอีกไม่นานนี้ เป็นการเลือกตั้งที่มีศักยภาพ มีอิทธิฤทธิ์ที่จะเปลี่ยนคุณภาพการเมืองไทยได้เลย
อุปสรรคคุณภาพการเมืองไทยคือ ผู้ใช้สิทธิส่วนใหญ่เลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ ส.ส. ให้มีคุณภาพเหมาะสมกับมาตรฐานการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่เป็นสากลไม่ได้ เนื่องจากมีปัจจัย และเงื่อนไขมากมายที่บงการการตัดสินใจไปนอกกรอบของการเลือกคนดี มีความรู้ อุดมการณ์ ความสามารถเหมาะสมกับระบบเข้าไปทำหน้าที่
มีจำนวนมากที่เลือกด้วยความไม่รู้ หรือรู้ไม่ดีพอว่าคนที่เลือกเข้ามาจะสร้างความเสียหายอย่างไร เพราะเลือกไปตามการชักนำของเงื่อนไขอื่นที่มากำหนดการตัดสินใจ
แต่การเลือกตั้งครั้งนี้จะไม่เป็นอย่างนั้น
ผลของการเมืองที่ผ่านมาซึ่งมีการใช้อำนาจเลยเถิดไปจากการอยู่ร่วมกันตามหลัก “นิติธรรม-นิติรัฐ” ปรากฏเรื่องราวของ “ยุติธรรมเลือกข้าง” ตำสองตาให้เห็นอยู่เสมอ
ก่อคำถามในใจคนส่วนใหญ่ว่า “เราจะอยู่กันอย่างนี้หรือ” ตลอดมา
อีกความเป็นไปที่สำคัญคือ ในช่วงหลัง การใช้อำนาจอย่างเข้มข้นก่อปฏิกิริยาสะท้อนกลับให้เกิดการแสดงออกในทางตอบโต้อย่างชัดเจนในความแหลมคมของเหตุผลมากขึ้น
การต้องยอมรับว่าต้องทำงานการเมืองในกรอบของการใช้อำนาจเข้มข้น ทำให้ผู้ที่ไม่สยบยอมต้องคิดและทำงานหนักเพื่อหาทางแสดงให้เห็นถึงความไม่ชอบธรรม ไม่ถูกต้องนั้น และตอบโต้ด้วยสันติวิธี แต่มีพลังที่จะส่งผลต่อประชาชนในการมีส่วนร่วมกับสำนึกที่ไม่ยอมจำนน
ประชาชนทั้งคนรุ่นเก่า รุ่นใหม่ เห็นได้เองชัดเจนมากขึ้นว่า นักการเมืองคนไหน พรรคการเมืองใด มีแรงผลักดันเบื้องหลังอย่างไร เป็นไปเพื่อประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้อง หรือเพื่อส่วนรวม มีความเชื่อ มีอุดมการณ์ที่หวังได้กับการสร้างโอกาสให้เกิดการพัฒนาประเทศหรือไม่
มีการแสดงออกมากมายให้เห็นอย่างโจ่งแจ้ง อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
ขอเพียงตั้งสติอย่าให้ความคิดเพริดไปกับ “วาทกรรม” ที่เจตนาก่อความสับสน
จะตัดสินใจได้ไม่ยากเลยว่าจะเลือกอย่างไร ให้การเมืองไทยสู่คุณภาพการพัฒนาประเทศอย่างที่ควรจะเป็น

