การโฆษณาชวนเชื่อ (propaganda) มีความสำคัญต่อสงครามเป็นอย่างมาก และมีวิวัฒนาการมาอย่างยาวนานจากอดีตสู่ยุคสงครามสมัยใหม่ จนมาถึงวันนี้
ความตื่นตัวในการศึกษาเรื่องของการโฆษณาชวนเชื่อที่สัมพันธ์กับสงครามยุคใหม่นั้นมีมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งแรก (ค.ศ.1914-1918) เป็นต้นมา อาจเนื่องมาจาก มันเป็นสงครามที่มีขอบเขตที่กว้างขวาง มีคนที่เกี่ยวข้องมากมาย และต้องการการสนับสนุนเป็นอย่างมากจากผู้คน ทั้งการส่งเสริมความฮึกเหิมและจิตวิญญาณของนักรบของฝ่ายตัวเอง และทำให้ความเด็ดเดี่ยวของฝ่ายศัตรูนั้นอ่อนกำลังลง
การโฆษณาชวนเชื่อจึงเป็นเรื่องที่รัฐนั้นต้องลงทุนลงแรงไปกับมันเป็นอย่างมากของทั้งสองฝ่าย แต่ในยุคหลังนี้การศึกษาพบว่าสื่อภาคเอกชนก็มีบทบาทเพิ่มขึ้นในเรื่องนี้ และในปัจจุบันเรายิ่งพบการกระจายตัวอย่างกว้างขวางของสื่อสังคมที่ผลิตและผลิตซ้ำสิ่งนี้กันเอง เช่นบรรดาเพจย่อยๆ และผู้ทรงอิทธิพลออนไลน์ (อินฟลูฯ) ต่างๆ จึงทำให้การโฆษณาชวนเชื่อกับสงครามนั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างซับซ้อนเพิ่มขึ้น
แม้ว่าการโฆษณาชวนเชื่อซึ่งแปลรวมๆ ว่า “การชี้นำความรู้สึกเห็นอกเห็นใจและทัศนคติของสาธารณะ” จะมีได้ในหลายเรื่องราว แต่การโฆษณาชวนเชื่อในสถานการณ์สงครามมีลักษณะเฉพาะตัวของมัน ยิ่งในกรณีประเทศที่มีเงื่อนไขทางการเมืองแบบประชาธิปไตย (ไม่ว่าประชาธิปไตยนั้นจะมีคุณภาพหรือไม่ก็ตาม) ความเห็นของผู้คนมีความสำคัญยิ่งในการดำเนินนโยบายต่างๆ โดยเฉพาะในการให้ความยินยอมของสังคมต่อการเข้าสู่ความขัดแย้งโดยเฉพาะความขัดแย้งในระดับประเทศ ไม่ว่าจะเรื่องของการรักษาการสนับสนุนของสังคมในช่วงเวลาที่สงครามดำเนินไป ซึ่งมักจะกินเวลายาวนาน การให้ความชอบธรรมต่อปฏิบัติการต่างๆ ในช่วงสงคราม การชี้นำความเห็นอกเห็นใจ หรือการยุติความเห็นอกเห็นใจกับผู้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
การโฆษณาชวนเชื่อยังทำหน้าที่กำหนดว่าใครเป็นศัตรู โจมตีศัตรู ทำให้ศัตรูท้อแท้ และการส่งเสริมให้เกิดความไม่พอใจและต่อต้านต่อรัฐบาลที่เป็นศัตรูของประเทศ รวมทั้งให้ความชอบธรรมในการรุกรานประเทศที่เรากำหนดให้เป็นศัตรู
ในความหมายนี้การโฆษณาชวนเชื่อจึงเป็นสงครามย่อยของสงครามใหญ่ ที่คู่ขนานไปกับการทำสงครามที่แนวหน้า แต่เป็นสงครามที่ทำต่อทัศนคติสาธารณะของผู้คนในประเทศที่แนวหลังนั่นเอง โดยกระทำผ่านหลายช่องทาง เช่นสื่อ เพลง ความบันเทิงอื่นๆ แม้กระทั่งนิทานเด็ก
อีกเงื่อนไขหนึ่งที่ การโฆษณาชวนเชื่อ มีความสำคัญต่อสงครามก็คือการทำหน้าที่ของการโฆษณาชวนเชื่อเป็นเครื่องมือสำคัญต่อการรักษาเอาไว้ซึ่งการยืนยันว่าสิ่งที่ฝ่ายตัวเองทำในสงคราม (รวมถึงการทำสงครามเอง) เป็นสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรมแล้ว ซึ่งการกระทำดังกล่าวในแง่ของการโฆษณาชวนเชื่อนั้น นอกเหนือจากเรื่องของการให้ข้อมูลด้านเดียว และเทคนิคในการเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อต่างๆ แล้ว พัฒนาการของการโฆษณาชวนเชื่อในสงครามโลกครั้งที่สองนั้นยังรวมไปถึงการจัดการ-เปลี่ยนแปลงตัวข้อมูลข่าวสารให้เป็นข้อมูลข่าวสารที่ส่งผลในทางบวกกับฝ่ายตัวเองถึงขั้นที่อาจทำให้การรับรู้ถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นไปในแบบที่เข้าข้างฝั่งตัวเองด้วยการบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร และเมื่อเทคโนโลยีมันล้ำหน้าขึ้นการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารก็ปรากฏในหลายช่องทางขึ้น เช่นจาก สิ่งพิมพ์มาสู่วิทยุ ภาพ และภาพยนตร์ข่าว
ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่หนึ่งเป็นต้นมา มีคำอธิบายว่าความสำเร็จของการโฆษณาชวนเชื่อในสงครามจะต้องประกอบด้วยเงื่อนไขหกประการ
หนึ่ง การโยนความรู้สึกว่าเป็นฝ่ายผิดให้กับศัตรู
สอง การอ้างอิงเอกภาพความสามัคคีในหมู่ประชาชนผ่านการอ้างประวัติศาสตร์ที่มีร่วมกัน และการอ้างว่าเราเป็นฝ่ายที่ถูกต้องในทางศีลธรรม และชัยชนะในสงครามก็จะเป็นสิ่งที่เราจะได้รับในท้ายที่สุดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สาม เป้าหมายของการทำสงครามนั้นเป็นเรื่องที่สอดคล้องไปกับอุดมคติทางวัฒนธรรมบางอย่าง อาทิ เสรีภาพ สันติภาพ และความมั่นคง
สี่ การเผยแพร่ความเลวทรามของศัตรูจะยิ่งเป็นการสร้างความแข็งแกร่งของความเชื่อที่ว่าศัตรูนั้นเป็นต้นเหตุ เป็นสาเหตุ และต้องรับผิดชอบต่อสงครามในครั้งนี้
ห้า ข้อมูลข่าวสารที่ไม่เป็นคุณกับฝ่ายเรา จะต้องถูกมองว่าเป็นการโกหกบิดเบือนของฝ่าย (หรือมาจาก) ศัตรู เพื่อทำให้ไม่แตกสามัคคีและความรู้สึกที่จะยอมรับความพ่ายแพ้โดยไม่ยอมต่อสู้
หก เรื่องราวความน่าสยดสยองของฝ่ายศัตรูจะต้องถูกนำมาเผยแพร่ เพื่อลดทอนความเป็นมนุษย์ของฝ่ายศัตรู และให้ความชอบธรรมของฝ่ายเราในการใช้ความรุนแรง (H.Laswell. Propaganda Technique in the World War. Alfred A. Knopf: London. 1927 ใน E.L.Bermays. The Marketing of National Policies: A Study of War Propaganda. Journal of Marketing. 6(3), 236-244, 1942 ใน S.Scriver. War Propaganda. International Encyclopedia of the Social and Behavioral Science. 2nd Edition. Amsterdam: Elsevier. 395-400, 2015.)
ในแง่เครื่องมือของการโฆษณาชวนเชื่อในสงครามก็จะพบว่ามีเครื่องมือสำคัญอยู่เจ็ดประการ
หนึ่ง การใช้การเรียกชื่อในแบบที่แฝงฝังไปด้วยภาพลักษณ์ในแง่ลบให้กับศัตรู
สอง การใช้คำที่หรูหรา เพื่อสร้างความรู้สึกเชิงบอกให้กับการกระทำของฝ่ายเรา เช่นการอ้างอิงเรื่องของความดีงาม ความจริง เสรีภาพ เกียรติยศ เสรีภาพ ความยุติธรรม การรับใช้ประชาชน สิทธิในการใช้ชีวิต ความจงรักภักดี ความก้าวหน้า ประชาธิปไตย การปกป้องรัฐธรรมนูญ
สาม การโอนย้ายสิ่งที่เรายอมรับเคารพไปสู่สิ่งที่เราต้องยอมรับมัน เช่นมองว่าสิ่งที่กำลังจะทำนั้นเป็นสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ และเป็นการทำเพื่อชาติ
สี่ เชื่อมโยงเอาจุดยืนในการโฆษณาชวนเชื่อกับบุคคล องค์กร หรือสถาบันที่เป็นที่ยอมรับในสังคม
ห้า การเชื่อมโยงว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่นั้นเป็นสิ่งที่ทุกคน หรือบุคคลทั่วไปต้องทำกันทุกคน ไม่ใช่เป็นเรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง
หก การชี้นำว่าสิ่งที่เราทำนั้นเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็น ซึ่งจะทำให้ผู้คนนั้นไม่จดจำต่อข้อมูลข่าวสารที่ไม่ไปในทางเดียวกับทิศทางนี้
เจ็ด การย้ำให้เห็นว่าสิ่งที่กำลังทำนี้เป็นทิศทางที่ทุกคนเขาเข้าร่วมไปในทิศทางนี้เท่านั้น (J.M.Sproule. Authorship and Origins of the Seven Propaganda Devices: A Research Note. Rhetoric and Public Affairs. 4(1): 135-148, 2021. อ้างใน Scriver 2015)
ที่เล่ามานั้นเป็นบางส่วนเสี้ยวของการโฆษณาชวนเชื่อในสถานการณ์สงคราม แต่อยากจะชวนคิดว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในบ้านของเรานั้น เราจะต้องคำนึงถึงเรื่องใดบ้าง และการที่เราเกี่ยวพันกับสถานการณ์ที่การโฆษณาชวนเชื่อในเรื่องสงครามที่ดำเนินอยู่นี้ เราจะรับรู้ข่าวสารในเรื่องนี้ในทิศทางอื่นๆ ได้มากขึ้นอย่างไร
ยิ่งในสัปดาห์นี้การยกระดับความรู้สึกร่วมกับความขัดแย้งที่ชายแดนมีมากขึ้น เราอาจจะยิ่งต้องระมัดระวังและตรึกตรองมากขึ้นกับสิ่งที่กำลังจะตามมาครับ
พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

