เจนิสซารี: ความพินาศของสถาบันที่ยืนขวางกาลเวลา
ชาวเติร์กเป็นพวกผิวขาว (Caucasian) เดิมจากบันทึกของจีนอ้างว่าเป็นพวกที่อยู่ละแวกเดียวกับชาวมองโกลในที่ราบสูงมองโกเลีย เป็นพวกที่ร่อนเร่บนหลังม้าตามฝูงสัตว์เลี้ยงไปเรื่อยๆ เช่นเดียวกับพวกมองโกล และได้มาตั้งถิ่นฐานทางตอนใต้ของคาบสมุทรอนาโตเลียหรือที่เรียกว่าเอเชียไมเนอร์ ซึ่งเป็นดินแดนทางตะวันตกของทวีปเอเชีย คาบสมุทรอนาโตเลียนี้เป็นเสมือนสะพานที่เชื่อมระหว่างยุโรปและเอเชียตั้งแต่ยุคโบราณ ดินแดนแห่งนี้จึงเป็นเส้นทางสำหรับการเดินทางไปมาระหว่างยุโรปและเอเชีย ซึ่งอยู่ใต้อำนาจของจักรวรรดิโรมันเป็นเวลานาน ใน พ.ศ.1842 พวกเติร์กก็ได้สถาปนาจักรวรรดิออตโตมานเติร์กขึ้นอีกและขยายอำนาจออกไปอย่างกว้างขวาง โดยทำลายจักรวรรดิโรมันตะวันออกหรือจักรวรรดิไบแซนไทน์ลงเมื่อ พ.ศ.1996 (สมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถแห่งกรุงศรีอยุธยา) และยืนยงอยู่ได้ถึง พ.ศ.2466 สิริรวมอายุจักรวรรดิออตโตมานนั้นยืนยาวถึง 624 ปี
มีเรื่องที่น่าสนใจเรื่องสถาบันทหารของจักรวรรดิออตโตมานโดยเฉพาะทหารรักษาพระองค์ของสุลต่านที่เรียกว่าเจนิสซารี ซึ่งสุลต่านได้สร้างระบบโรงเรียนเฉพาะเพื่อคัดเลือกเด็กชายอายุระหว่าง 8-18 ปี ไม่จำกัดเชื้อชาติหรือศาสนาที่มีแววฉลาดเฉลียว เด็กชายเหล่านี้ถูกคัดเลือกทั้งจากหมู่เชลยของดินแดนที่ออตโตมานมีชัยชนะ โดยการคัดเลือกนี้อาจจะมีทุกปี หรือทุกๆ 5 ปี แล้วแต่ความจำเป็น ข้าราชการออตโตมานจะไปท่องเที่ยวทั่วทั้งบอลข่านและเลือกเด็กชายที่ฉลาดและเข้มแข็งนำมาฝึกฝนอย่างเข้มงวดในโรงเรียนดังกล่าว ให้จงรักภักดีต่อสุลต่านแต่เพียงผู้เดียวและต้องเปลี่ยนศาสนาเป็นมุสลิมซุนหนี่ด้วย ซึ่งกองทหารเจนิสซารีเป็นกำลังสำคัญในกองทัพของจักวรรดิในช่วงการขยายตัวของจักรวรรดิออตโตมาน แต่ภายหลังกลับเป็นปัญหาความไม่สงบกระด้างกระเดื่องจนต้องปราบปรามและยกเลิกไปในช่วงหลังของจักรวรรดิ
คำว่า “เจนิสซารี” หรือเสียงเติร์กว่า “เยนิเซริ” นั้น ฟังดูเหมือนชื่อทหารรุ่นใหม่ไฟแรงที่รัฐบาลประกาศรับสมัครกันเป็นบางปี ทว่าแท้จริงแล้วความหมายของพวกเขาเต็มไปด้วยเลือด น้ำตา และความปวดร้าวของครอบครัวหนึ่งในหมู่บ้านคริสต์เล็กๆ ในบอลข่าน ซึ่งลูกชายถูกนำออกจากบ้านไปในนามของภาษีเลือดความคิดนี้มาจากสุลต่านมูรัดที่หนึ่ง เมื่อออตโตมานขยายอำนาจเข้าไปในยุโรปตะวันออกและต้องควบคุมผู้คนที่ศรัทธาในศาสนาคริสต์ให้สงบเสงี่ยมอยู่ในกรอบ กฎหมายที่ชื่อ “เดวชีร์เม” หรือภาษีเลือด จึงถือกำเนิดขึ้น ซึ่งภาษีเลือดคือเรื่องปกติ เป็นกติกาของผู้แพ้สงคราม และเป็นเครื่องสืบอำนาจของผู้ชนะ โดยเจ้าหน้าที่ออตโตมานมาถึง หมู่บ้านก็ต้องส่งเด็กคนหนึ่งให้ถูกนำตัวไปชุบชีวิตใหม่ที่ดินแดนอิสลาม เด็กหนุ่มคนนั้นจะไม่กลับบ้านอีกเลย จะไม่ได้เห็นพ่อแม่อีก และจะเติบโตขึ้นเพื่อรับใช้เพียงบุคคลเดียว คือองค์สุลต่าน
ระบบนี้ฟังดูโหดร้าย แต่ก็เป็นรากฐานที่ทำให้จักรวรรดิออตโตมานแข็งแกร่งที่สุดจักรวรรดิหนึ่งในยุคกลาง เมื่อเด็กชายคริสต์ถูกนำตัวออกมาจากบ้านเกิดแล้ว เขายังไม่เข้าเมืองหลวงทันที จะถูกส่งไปโรงเรียนพื้นฐานของกองทัพที่เรียกว่า “อะเซมิ ออกลัน” ซึ่งเปรียบได้กับโรงเรียนเตรียมทหารผสมโรงเรียนดัดนิสัย ที่นั่นพวกเขาต้องเข้ารีตอิสลามก่อน เพื่อให้การภักดีต่อจักรวรรดิไม่มีความลังเลว่าศาสนาเก่าจะดึงกลับไป เด็กๆ ต้องเรียนภาษาเติร์กเป็นหลัก เรียนมารยาทในราชสำนักที่เคร่งครัดเสียยิ่งกว่ากฎหอพักมหาวิทยาลัยบางแห่ง และเหนือสิ่งอื่นใดคือ วิชาการรบ ซึ่งถือเป็นวิชาหลักตั้งแต่หัวรุ่งจนตะวันตกดิน ทั้งดาบ หอก ธนู ปืนคาบศิลา มวยปล้ำ การเดินทัพ การรวมหมู่ การเข้าแถวรวมทั้งการยิงปืนใหญ่ ซึ่งทำให้ทหารวัยสิบกว่าปีกลายเป็นมืออาชีพตั้งแต่หนวดยังไม่ขึ้น
ในความคิดของสุลต่าน เด็กพวกนี้มิใช่แค่ทหารธรรมดา แต่เป็นเหมือน “ลูกบุญธรรม” ของรัฐ เป็นกลไกที่จะทำให้อาณาจักรมั่นคงที่สุด เพราะทหารเจนิสซารีไม่มีครอบครัว ไม่มีบ้าน ไม่มีทรัพย์สิน ไม่มีภาระผูกพันที่ใดในโลก นอกจากองค์สุลต่าน
ชายคนหนึ่งที่มีเพียง “เจ้านาย” คนเดียวในชีวิตนั้น หากจะซื่อสัตย์ ก็ซื่อสัตย์ยิ่งกว่าใคร-แต่หากจะทรยศ ก็ทรยศจนล้มทั้งราชสำนัก เมื่อสำเร็จการฝึกแล้ว เด็กหนุ่มทั้งหลายจึงได้เข้าสู่กรุงหลวงเพื่อเป็นนักรบในราชสำนัก และก็ถึงเวลาสวมสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ที่สุด คือหมวก “บอร์ก คาซือลิก” หรือที่ชาวบ้านคงจะเรียกว่า “หมวกช้อน” เพราะมีจงอยตั้งขึ้นเหมือนด้ามช้อน หรือจวักในครัวเรือนบ้านเรา หมวกนี้แปลกตาแต่สง่างาม และเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นเจนิสซารีที่สุด แม้ทหารอื่นทั้งกองทัพจะโพกผ้า แต่เจนิสซารีสวมหมวกหนังหรือโลหะที่ปักขนนกปลิวไสว เป็นภาพที่กรุงคอนสแตนติโนเปิลต้องตะลึงเมื่อทหารเหล่านี้เดินขบวนในวันแรกที่ออตโตมานเข้าครอง พวกเขาถูกเรียกว่า “ฆูลัม” คือ ทาสของสุลต่าน แต่เป็นทาสที่ทรงอำนาจที่สุดในโลกยุคนั้น เพราะเป็นหัวใจของกองทัพจักรวรรดิ ในสงคราม พวกเขาคือกำลังรบที่เด็ดขาดที่สุด ในยามสงบ พวกเขาคือเสาหลักที่ทำให้ราชสำนักอยู่รอด ว่าไปแล้วก็แปลก เนื่องจากสถาบันที่ตั้งอยู่บนภาษีเลือดของเด็กหนุ่มกลับกลายเป็นสถาบันที่มั่นคงที่สุดของรัฐ
เมื่อออตโตมานยึดคอนสแตนติโนเปิลใน พ.ศ.1996 กองทัพเจนิสซารีก็ขึ้นสู่จุดสูงสุดของชื่อเสียง ทหารมุสลิมจากทั่วแผ่นดินต่างอิจฉาเด็กคริสต์ที่ถูกจับมาเป็นเจนิสซารีเสียอีก เพราะพวกเขาได้รับอภิสิทธิ์อย่างล้นหลาม มีเงินเดือน มีอาหารดี มียศ มีเกียรติ และมีสิทธิประจำการในนครหลวงในขณะที่ทหารทั่วไปต้องตากแดดอยู่ชายแดน จนในที่สุดความเป็น “ทหารทาสต่างศาสนา” กลายเป็นเพียงตำนาน เพราะเด็กมุสลิมเองก็อยากเข้าสู่กองกำลังนี้ รัฐจึงต้องแก้กฎหมายให้ชาวเติร์กเข้าเป็นเจนิสซารีได้ เมื่อหมายหัวว่าจะเป็นเอกอัครทหารของจักรวรรดิแล้ว ก็ไม่มีใครสนใจว่าบรรพบุรุษจะเป็นคริสต์หรืออิสลาม ขอเพียงมีหมวกช้อนบนศีรษะ ก็เป็นเจนิสซารีเหมือนกัน
ทว่าความรุ่งเรืองที่ยาวนานมักนำไปสู่ความหละหลวม เจนิสซารีเองก็หาได้ต่างจากสถาบันใดในโลกไม่ เมื่อยิ่งใหญ่ขึ้น อำนาจมากขึ้น บุญคุณของกองทัพต่อรัฐก็ถูกหยิบไปต่อรองกับราชสำนักเรื่อยไป แต่มีสิ่งหนึ่งที่อันตรายเนื่องจากพวกเขาเริ่มยึดมั่นในผลประโยชน์ของตนเองมากกว่าการรับใช้รัฐ เมื่อยุโรปเริ่มมีปืนคาบศิลาที่แม่นยำกว่า กระบวนเดินแถวที่ทันสมัยกว่า และระบบฝึกที่มีระเบียบกว่ามาก เจนิสซารีกลับต่อต้านการเปลี่ยนแปลง เพราะความเปลี่ยนแปลงทำให้พวกเขาจากผู้เคยเป็นทหารพิเศษกลายเป็นทหารธรรมดา ความรุ่งเรืองจึงค่อยๆ ผุกร่อนเหมือนไม้เก่าที่ปลวกกินมานาน ในที่สุด เมื่อ พ.ศ.2341 นโปเลียนยกทัพเข้าอียิปต์และซีเรียได้อย่างง่ายดาย เพราะกองทัพออตโตมานตามเทคโนโลยียุโรปไม่ทัน นี่คือสัญญาณแรกว่ากองทัพเจนิสซารีมิได้เป็นภูผาหินอย่างที่ผู้คนเคยคิด หากแต่เป็นสถาบันที่ไม่สามารถยืนหยัดต่อแรงลมของยุคสมัยได้แล้ว
สุลต่านเซลิมที่ 3 เห็นความเสื่อมถอยของกองทัพชัดเจน จึงทรงตั้งกองทหารแบบยุโรปใหม่ชื่อ “นิซาม-อิ เซดิด” แต่นั่นเหมือนการเดินไปเตะรังแตนเต็มๆ ใน พ.ศ.2349 พวกทหารเจนิสซารีลุกฮือทันทีโดยได้ทำการสังหารสุลต่านเซลิมที่ 3 และสถาปนาสุลต่านองค์ใหม่ขึ้นมาเอง เพราะรู้ดีว่าหากมีทหารใหม่ที่ฝีมือดีกว่า รัฐก็ไม่จำเป็นต้องง้อพวกเขาอีก ความกลัวตกงานเป็นสิ่งที่น่ากลัวไม่น้อยไปกว่าปืนใหญ่ของยุโรป และเจนิสซารีก็กลัวเต็มที่ จนกระทั่งสุลต่านมะห์มุดที่ 2 ต้องจัดการล้างบางพวกทหารเจนิสซารี ใน พ.ศ.2369 (ตรงกับต้นรัชสมัย ร.3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์) เมื่อทหารเจนิสซารีหลายแสนนายถืออาวุธต่อต้านราชสำนักอีก แต่คราวนี้สุลต่านมีอาวุธใหม่ มีทหารระบบยุโรป ศึกนั้นจึงจบลงอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด เต็นท์ทหารเจนิสซารีถูกเผาจนมอด เสียงปืนใหญ่ดังก้องตลอดค่ำคืน และเมื่อรุ่งสาง อำนาจของสถาบันทหารที่ยิ่งใหญ่กว่า 400 ปี ก็หายไปจากโลก เหลือเพียงชื่ออยู่ในประวัติศาสตร์เช่นเดียวกับสถาบันมนุษย์หลายสถาบัน พวกเขาตายเพราะ “ปฏิเสธความเปลี่ยนแปลง” ไม่ใช่เพราะข้าศึก
ครับ ! “สถาบันที่ขวางกระแสเวลา ย่อมแตกดับ”
โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

