‘ผลประโยชน์’ และ ‘ศักดิ์ศรี’ ของชาติ
ในอุ้งมือของอสูรที่ควบคุมไม่ได้
หลังจากเหตุการณ์ที่ทหารไทยเหยียบกับระเบิดของฝ่ายกัมพูชาจนได้รับบาดเจ็บสาหัสขาขาด ซึ่งฝ่ายไทยเชื่อว่าเป็นกับระเบิดใหม่ที่วางหลังจากการลงนามในถ้อยแถลงร่วม (Joint Declaration) ไทย-กัมพูชา ที่ลงนามกันโดยมีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา และนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ร่วมเป็นสักขีพยาน ทำให้อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ประกาศระงับทุกการดำเนินการตามถ้อยแถลงร่วมที่ว่า รวมถึงสั่งเลื่อนการมอบตัวเชลยศึกทหารกัมพูชาที่เคยประกาศไว้ด้วย
ก็ปรากฏคำตอบมาจากผู้แทนการค้าของสหรัฐ ซึ่งแจ้งขอระงับการเจรจา “กรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทน” (Agreement on Reciprocal Trade Framework หรือที่เรียกง่ายๆ ว่าเจรจาการค้าเพื่อต่อรองมาตรการ “ภาษีทรัมป์”) เป็นการชั่วคราว โดยเงื่อนไขที่สหรัฐหยิบยกมาคือการที่ไทยต้องให้คำมั่นว่าจะปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วมดังกล่าวต่อไป
แม้ในภายหลัง นายกรัฐมนตรีจะอ้างว่าได้รับการยืนยันจากนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ที่ได้หารือกับประธานาธิบดีทรัมป์อีกครั้ง โดยผู้นำสหรัฐได้ฝากมายืนยันว่า สหรัฐอเมริกาจะไม่นำประเด็นการระงับปฏิญญาของไทยมาเกี่ยวข้องกับการเจรจาภาษีการค้าของไทยกับสหรัฐ พร้อมอ้างว่าทรัมป์เองก็เห็นด้วยกับจุดยืนของเขาว่าการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมเป็นเรื่องสำคัญและขอให้ไทยเร่งดำเนินการโดยเร็ว ส่วนจดหมายจากผู้แทนการค้าสหรัฐที่ระบุเรื่องการหยุดเจรจานั้น ถูกพิมพ์ขึ้นก่อนที่เขาจะได้คุยโทรศัพท์กับประธานาธิบดีทรัมป์ ทำให้ข้อมูลของเขามีความเป็นปัจจุบันมากกว่า
แต่ถึงอย่างนั้น นี่ก็เป็นการอ้างจากฝั่งของนายอนุทินเองเท่านั้น ซึ่งขณะที่เขียนคอลัมน์นี้ (ช่วงบ่ายวันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายน 2568) ยังไม่มีการยืนยันด้วยเอกสารอย่างเป็นทางการ หรือจากบุคคลที่อ้างถึงโดยชัดเจนแต่อย่างใด
ในระหว่างนั้น ปฏิกิริยาและคอมเมนต์ของชาวเน็ตในสังคมออนไลน์ก็ซัดกันดุเดือด แตกออกเป็นสองขั้ว
ขั้วแรกซึ่งดูเหมือนจะเป็นเสียงส่วนมากในตอนนี้นั้นให้น้ำหนักไปที่เรื่องความมั่นคง อธิปไตย และศักดิ์ศรีของชาตินั้นสำคัญเหนือกว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจการค้า การเจรจาเรื่องภาษีทรัมป์จะล่มหรือจะค้าขายกับสหรัฐไม่ได้ ก็แค่ไปหาตลาดอื่นแทน (ซึ่งนายกฯอนุทินเองก็พูดไว้เช่นนี้) หรือบางคนฮาร์ดคอร์ไปใหญ่ก็ยุส่งว่าไหนๆ สหรัฐก็เลือกที่จะกดดันเราเรื่องการค้าแล้ว ก็เท่ากับว่าไม่มีอะไรต้องเกรงใจ สู้เปิดหน้าใช้กำลังทางการทหารเต็มรูปแบบไปเลยเสียดีกว่า
ในขณะที่อีกทางหนึ่ง ซึ่งแม้จะถือเป็นเสียงส่วนน้อย แต่ก็ยังนับว่ามีจำนวนที่เป็นนัยสำคัญอยู่ คือกลุ่มที่มองว่าเรื่องนี้ รัฐบาลฝ่ายไทยเพลี่ยงพล้ำไปจนเสียเรื่องจริงๆ กลุ่มนี้มองเรื่องผลกระทบทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ เนื่องจากผลกระทบที่จะตามมาหากการเจรจาทางการค้านั้นล่มไปจริงๆ นั้นรุนแรงกว่าที่คิด การจะหาตลาดใหม่มาทดแทนคู่ค้าสำคัญขนาดสหรัฐนั้น ไม่ได้ทำกันได้ง่ายๆ เหมือนคำพูดปลุกใจ และที่น่ากลัวกว่านั้นคือ หากสถานการณ์บานปลายจนเกิดการสู้รบจริง เศรษฐกิจก็จะดิ่งเหว และสุดท้ายก็จะซวยกันไปหมด ไม่ว่าคนเชียร์ให้รบหรือฝ่ายที่ขอให้กลับเข้าสู่การเจรจา
เรื่องนี้ก็ยากที่จะชี้ว่าเหตุผลฝ่ายใดสมเหตุสมผลกว่า เพราะจะบอกว่าไทยกับกัมพูชามีปัญหากัน สหรัฐจะมายุ่งอะไรก็พูดได้ไม่เต็มปาก เพราะการเข้ามา “ยุ่ง” ของเขานั้นไม่ได้ใช้กำลังทางทหาร แต่เป็นการดำเนินมาตรการทางเศรษฐกิจ โดยมี “ตัวล่อ” คือการขึ้นเพดานภาษีนำเข้าหรือภาษีศุลกากรที่คิดภาษีเพิ่มเติมหรือ “ภาษีทรัมป์” ที่ถ้าไม่มีการเจรจาต่อรองใดๆ ไทยจะโดนภาษีนำเข้าสูตรทรัมป์นี่เข้าไปถึง 36% ซึ่งจะส่งผลต่อภาคการส่งออกในประเทศอย่างมหาศาล ที่แม้เอาเข้าจริงแล้ว คนที่ต้องจ่ายภาษีที่ว่าและต้องซื้อสินค้าไทยในราคาแพงก็คือผู้นำเข้าและประชาชนชาวสหรัฐเองด้วยซ้ำ แต่นั่นแหละคือส่วนสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ส่งออกของไทย
รัฐบาลสหรัฐก็ใช้มาตรการทางภาษีนี่แหละเพื่อบีบให้ชาติต่างๆ มาเจรจาเพื่อให้ซื้อสินค้าหรือดำเนินการตามนโยบายต่างๆ ที่สหรัฐกำหนด เช่นการควบคุมผู้อพยพและยาเสพติด หรือในกรณีของไทย คือการยุติข้อพิพาทชายแดน แลกกับการได้ลดอัตราภาษีนำเข้านี้มาให้เหลือระดับที่พอยอมรับได้
โดยเจตนาเบื้องหลังของประธานาธิบดีทรัมป์ที่เข้ามา “ไกล่เกลี่ย” กรณีพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชาโดยกลไกการเจรจาการค้านี้ ก็เป็นเรื่องที่รู้กันทั้งโลก นั่นคือความมุ่งหวังรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพอย่างออกนอกหน้า โดยเขาก็เพิ่งประกาศอย่างภาคภูมิใจไปเมื่อไม่นานนี้ว่าตนสามารถทำให้สงครามในภูมิภาคนี้ยุติลงได้ด้วยกลไกทางภาษีศุลกากร
ดังนั้น สิ่งที่เขาต้องการจากสถานการณ์ความขัดแย้งนี้จึงไม่ใช่การแก้ปัญหาด้วยความยุติธรรมต่อทั้งสองฝ่าย แต่มันคือ “สันติภาพ” แบบ “ความเงียบ” ที่ทุกฝ่ายต้องยุติความขัดแย้งตามเงื่อนไขที่เขากำหนดไว้ โดยต้องไม่มีฝ่ายไหนลุกขึ้นมาโต้แย้ง คัดง้าง หรือทำให้เรื่องมัน “ไม่จบ” ตามที่เขาอ้างว่าพยายามนำ “สันติภาพ” มาให้ แม้ตามข้อเท็จจริงที่ฝ่ายไทยเราเชื่อก็คือ กัมพูชาเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงก่อนด้วยการมาวางกับระเบิดเพิ่มหลังจากที่เพิ่งลงนามในปฏิญญาร่วมกันไป ดังนั้นการที่ไทยจะระงับการดำเนินการตามข้อตกลงก็สมควรเป็นสิทธิที่ชอบธรรม
เรื่องนี้ถ้ามองกันด้วยตัวอย่างแบบตัดทอนรายละเอียดแบบสุดๆ ก็อาจจะใกล้เคียงกับเรื่องตลาดสดขนาดใหญ่ที่มีแผงค้าหลายแผง แต่มีแผงค้าเล็กๆ ขายผักปลาอยู่สองแผงที่กำลังกระทบกระเทียบทะเลาะกันเสียงดังโช้งเช้ง ลูกค้ารายใหญ่เจ้าหนึ่งเลยออกปากว่าถ้าไม่เลิกทะเลาะกันก็จะไม่ซื้อ โดยไม่สนใจว่าฝ่ายไหนจะเริ่มก่อนหรือไม่ทำตามที่ตกลง ซึ่งจะเห็นว่าเขาก็ไม่ได้บีบบังคับอะไร จะทะเลาะกันก็เชิญตามสบาย
ถ้าสมมุติเราเป็นแผงค้านั้นจะตัดใจว่า ฉันขอรักษาศักดิ์ศรีด้วยการสวนคืนสักหมัด เขาก็ไม่ได้เรียกตำรวจมาจับที่อาจเทียบได้กับการบังคับด้วยกำลังทางทหาร แต่เป็นเพียงการไม่มาเลือกซื้อของจากร้านเรา และให้เราไปชั่งน้ำหนักเอาเองว่าอยากทะเลาะกันเพื่อรักษาหน้าตาศักดิ์ศรี หรือยอมทนไม่ตอบโต้เพื่อปากท้อง ซึ่งอาจเทียบได้กับประโยชน์ทางการค้าหรือเศรษฐกิจหรือไม่
เรื่องของ “ศักดิ์ศรีของชาติ” แม้จะจับต้องไม่ได้แต่ก็ยอมรับว่ามีอยู่จริง และมันยังเกี่ยวข้องกับบูรณภาพแห่งดินแดน และความมั่นคง ซึ่งทั้งหมดล้วนแต่เป็นหลักการพื้นฐานที่รัฐต้องปกป้อง หากอธิปไตยถูกล่วงละเมิดหรือแผ่นดินถูกรุกล้ำไม่ว่าในรูปแบบใดก็ตาม การใช้กำลังทางการทหารเพื่อป้องกัน หรือแม้แต่การโต้คืนกลับไปในบางกรณีย่อมเป็นเรื่องที่เข้าใจได้และมีความชอบธรรมในการปกป้องตนเอง
ซึ่งอันที่จริงแล้ว “ศักดิ์ศรีและความมั่นคง” กับ “ความอยู่รอดเศรษฐกิจ” ของชาตินั้นไม่ใช่เรื่องที่จะต้องแลกเปลี่ยนกันแบบได้อย่างเสียอย่างหมดจดชนิดไม่สิบก็ศูนย์ ด้วยมันยังมีวิถีทางมากมายที่จะรักษาศักดิ์ศรีของประเทศ ความมั่นคง และเหลี่ยมคูทางการเมืองระหว่างประเทศได้ด้วยวิถีทางที่ควรจะเป็นและได้สัดส่วน
เพราะในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้นเป็นเรื่องที่ว่ากันด้วยอำนาจตามความเป็นจริงของแต่ละรัฐประเทศ อำนาจตามความเป็นจริงที่ว่านี้ก็ไม่ได้มีเพียงมิติเดียว แต่ประกอบขึ้นจากหลายส่วน ทั้งกำลังทางอาวุธและกองทัพ ซึ่งถือเป็น “อำนาจแบบแข็ง” ที่ใช้ในการป้องปรามหรือสร้างความได้เปรียบเชิงรูปธรรม ควบคู่ไปกับการดำเนินเกมทางการเมืองระหว่างประเทศที่ซับซ้อน มิติหลังนี้จะยิ่งได้รับการเสริมแรงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นจาก “อำนาจโน้มน้าว” หรือ “ซอฟต์พาวเวอร์” ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องถูกนำมาใช้อย่างได้สัดส่วน โดยมีจังหวะเวลาที่เหมาะสมตามขั้นตอนตามลำดับที่ควรจะเป็น
การดำเนินนโยบายต่างประเทศจึงเป็นการบริหารสิ่งเหล่านี้ด้วยความสมดุล การใช้แต่กำลังทหารอย่างเดียว ก็ไม่ต่างอะไรกับ “นักเลงโตประจำซอย” ที่อาจแก้ปัญหาได้อย่างสะใจในระยะสั้น แต่ก็อาจจะแลกมาด้วยการที่ไม่มีใครอยากคบค้าด้วย ในทางกลับกัน หากเลือกที่จะพึ่งพาแต่การเจรจา โดยไร้กำลังอาวุธหรืออำนาจแบบแข็งมาค้ำยัน ต่อให้มีซอฟต์พาวเวอร์ที่อาจจะดึงดูดโน้มน้าวก็ขาดหลักประกันและไม่มีใครเกรงใจยอมปฏิบัติตามหรือบังคับให้อย่างที่ได้เจรจา
เพียงแต่การจัดการที่ได้สัดส่วนตามลำดับขั้นตอนที่เหมาะสมนั้นบางครั้งอาจจะไม่ตอบสนองต่อความเดือดดาลของกระแสชาตินิยมที่อยากจะเห็นการโต้ตอบที่พวกเขาคิดว่าสมน้ำสมเนื้อดังใจได้เท่าไร
และฝ่ายการเมืองเองก็รู้ดีว่า “กระแสชาตินิยม” นี้เป็นได้ทั้งอาวุธที่ทรงประสิทธิภาพและเป็นจุดตายในทางการเมืองได้พอๆ กัน หากอ่อนข้อจนเกินไปก็อาจถูกมองว่าพรรคหรือฝ่ายการเมืองนั้นไม่น่าไว้วางใจให้มีอำนาจเพื่อการดูแลรักษาประเทศให้มีศักดิ์ศรีที่ทางในสายตาของอารยประเทศ การโหนกระแสชาตินิยมจังหวะที่เหมาะสมสามารถที่จะดึงคะแนนนิยมมาได้ในระดับที่อาจจะพลิกเกมในสนามเลือกตั้ง แต่หากนำมาใช้มากไปก็ยากแก่การควบคุม
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การปั่นกระแสความเกลียดชังคั่งแค้นแบบยากจะหยุดได้ของทั้งสื่อหลักและสื่อรอง รวมถึงการทำงานฝ่ายปฏิบัติการเชิงจิตวิทยาทั้งโดยการจัดตั้งและตามธรรมชาติ ที่อย่างหลังแม้แต่รัฐบาลก็อาจจะควบคุมไม่ได้แล้วด้วย และเมื่อกระแสนี้เชี่ยวกรากและรุนแรง ตัวเลือกของฝ่ายรัฐในการบริหารความขัดแย้งในมิติอื่นนอกจากการใช้กำลังทางทหารตอบโต้ หรือการดำเนินมาตรการทางการทูตที่ได้สัดส่วนก็จะลดลงตามไปด้วย
คล้ายดังกับยักษ์ชาตินิยมที่ถูกปลุกขึ้นและปั่นให้ตัวใหญ่ขึ้นเพื่อใช้ให้ไปทำงานบางอย่างให้ แต่เมื่องานนั้นสำเร็จแล้ว ผู้ที่เรียกออกมาก็พบว่ายักษ์นั้นกลายเป็นอสูรคลั่งชาติที่ตัวใหญ่และดุดันเกินกว่าจะควบคุมได้เสียแล้ว

