วันที่ 23 มีนาคม กรธ.จะเข้าสู่โหมดการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญครั้งสุดท้ายเพื่อส่งให้คณะรัฐมนตรีในช่วงปลายเดือนเดียวกัน
ร่างรัฐธรรมนูญที่ กรธ. โดยนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธานนี้ หลังจากเดือนมีนาคมแล้วจะแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว
ทุกอย่างจะเข้าสู่การจัดทำประชามติ
รับหรือไม่รับ
หรือหากจะเปรียบกับการเลือกตั้งก็คือเลือกหรือไม่เลือกนั่นเอง
เพียงแต่การเลือกรับหรือไม่รับนี้มีผลแตกต่างจากการเลือกหรือไม่เลือกอยู่บ้าง…อย่างมีนัยสำคัญ
กล่าวคือ หากเป็นการเลือกตั้งทั่วไป จะมีพรรคการเมืองเสนอตัวบุคคลให้ประชาชนเลือก โดยประชาชนก็มีทั้งเลือกและไม่เลือก
อาทิ การเลือกตั้งเมื่อปี 2554 ประชาชนเลือกพรรคเพื่อไทยเป็นหลัก แต่ก็มีประชาชนอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่เลือก
แต่เมื่อพรรคเพื่อไทยเข้าไปบริหารประเทศ ประชาชนทั้งหมดต้องรับผลจากการเลือก
เช่นเดียวกัน เมื่อถึงวาระต้องเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อไทย ได้เสนอบุคคลให้เลือก
แม้ประชาชนส่วนใหญ่ได้เลือกตัวแทนจากพรรคประชาธิปัตย์เข้าไปเป็นผู้ว่าฯ กทม. แต่ก็มีประชาชนอีกกลุ่มที่ไม่เลือก
อย่างไรก็ตาม ผลจากเสียงส่วนใหญ่ ทำให้ตัวแทนจากพรรคประชาธิปัตย์เข้าไปบริหาร
ชาวกรุงเทพฯ ทั้งหมดต้องรับผลจากการบริหาร
แต่สำหรับการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งล่าสุดคณะกรรมการการเลือกตั้ง และนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีหารือกันแล้ว สรุปว่าจะใช้เสียงข้างมากจาก “ผู้มาใช้สิทธิ” เป็นเกณฑ์วัด
เท่ากับว่า หากประชาชนส่วนใหญ่ที่ไปใช้สิทธิโหวตรับ ก็ต้องรับ แต่ถ้าไม่ ก็ตกไป
เพียงแต่การรับ หรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ไม่เหมือนกับการเลือก หรือไม่เลือกในการเลือกตั้ง
ไม่เหมือนเพราะการเลือกตั้งเมื่อปรากฏว่า ผู้ได้รับเลือกตั้งเข้าไปทำงานไม่เป็นที่พอใจ ประชาชนสามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้
วิจารณ์ให้ปรับตัว วิจารณ์ให้เปลี่ยนแปลงได้
หากสุดท้ายผลการดำเนินงานยังไม่ประทับใจ เลือกตั้งครั้งต่อไปประชาชนก็ไม่เลือกได้
แต่สำหรับการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ไม่เหมือนกัน
หากประชาชนส่วนใหญ่ลงมติไม่รับ ร่างรัฐธรรมนูญก็ตกไป พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ก็ไปหยิบเอาร่างรัฐธรรมนูญหรือรัฐธรรมนูญในอดีตขึ้นมาปรับแก้แล้วประกาศใช้
ปรับใช้อย่างไรไม่มีใครรู้ มีเพียง พล.อ.ประยุทธ์เท่านั้นที่รู้
แต่ถ้าประชาชนส่วนใหญ่รับ และเข้าสู่กระบวนการประกาศใช้รัฐธรรมนูญไปแล้ว ไม่พอใจอยากจะแก้ไขเปลี่ยนแปลง
อยากจะบอกว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้แทบจะเป็นไปไม่ได้
เพราะแทบจะเป็นฉันทามติของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา และในส่วนของสภาผู้แทนราษฎรยังต้องมีตัวแทนของพรรคเห็นพ้องอีกด้วย
เงื่อนไขแบบนี้ ถ้าไม่ใช่วาระแห่งชาติจริงๆ คงไม่สามารถแก้รัฐธรรมนูญได้
ดังนั้น การพิจารณาว่าจะรับ หรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญนายมีชัย ต้องพิเคราะห์ให้ถี่ถ้วน
ติดขัดติดใจอะไร ไม่เห็นด้วยตรงไหน ต้องนำเสนอให้แก้ไขเร็วๆ
และเมื่อ กรธ.พิจารณาร่างสุดท้ายแล้ว ต้องนำมาศึกษาซ้ำอีกรอบ
หากเห็นด้วยก็โหวตผ่าน ถ้าไม่เห็นด้วยให้โหวตคว่ำ
อย่าปล่อยผ่านไปก่อนแล้วค่อยแก้ เพราะเมื่อประกาศใช้ไปแล้ว…แก้ได้ยากจริงๆ

