การเลือกตั้งในพม่ากำลังใกล้เข้ามาทุกที นับตั้งแต่รัฐบาลทหารประกาศว่าจะจัดให้มีการเลือกตั้งเมื่อหลายเดือนก่อน ท่ามกลางการประท้วงจากนานาชาติ และข้อสงสัยว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ในสถานการณ์ที่กองทัพพม่าสูญเสียพื้นที่ให้กับกองกำลังฝ่ายต่อต้าน โดยเฉพาะในปี 2024 จนมีผู้ตั้งข้อสังเกตอย่างต่อเนื่องว่ากองทัพพม่าอ่อนแอลงอย่างต่อเนื่อง เมืองขนาดใหญ่และพื้นที่ทางยุทธศาสตร์ เช่น ล่าเสี้ยว (Lashio) และจ๊อกเม (Kyaukme) ในรัฐฉานเหนือ ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของกองกำลังฝ่ายต่อต้าน ได้แก่ MNDAA ของโกก้าง และ TNLA ของตะอาง ทั้งสองเมืองตั้งอยู่บนถนนสายเอเชียหมายเลข 14 (AH14 เชื่อมมัณฑะเลย์ทางตอนเหนือของพม่าเข้ากับชายแดนจีนที่เมืองรุ่ยลี่ ในมณฑลยูนนาน) ซึ่งไม่ได้เป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ของพม่าเท่านั้น แต่เป็นเสมือนอู่ข้าวอู่น้ำของจีน เป็นทั้งเส้นทางบกที่เชื่อมจีนตอนใต้กับมหาสมุทรอินเดีย เป็นพื้นที่ที่ท่อส่งก๊าซและน้ำมันของจีนพาดผ่าน ตลอดจนเป็นส่วนสำคัญของแผนการ BRI และระเบียงเศรษฐกิจเมียนมา-จีน (CMEC) ด้วย
การสร้างเสถียรภาพตามแนวชายแดนจีน-พม่า ยังเป็นหนึ่งในนโยบายที่รัฐบาลจีนให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเชื่อว่าหากปล่อยให้พม่าไร้เสถียรภาพ ก็จะทำให้ชาติมหาอำนาจอื่นๆ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา เข้าไปแทรกแซงได้ อีกทั้งยังส่งเสริมให้เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติเติบโต แน่นอนว่าในเขตอิทธิพลของจีน ตลอดแนวชายแดนพม่า-จีน จีนให้ความสำคัญกับประเด็นเหล่านี้ และปรับเปลี่ยนนโยบายไปตามสถานการณ์ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนอย่างแข็งขัน ในปลายปี 2023 จีนให้ความช่วยเหลือกองกำลังหลักในเขตยุทธศาสตร์ CMEC หรือกองกำลังสามพี่น้อง (Three Brotherhood Alliance) ได้แก่ MNDAA TNLA และ AA ของอาระกัน แต่ในขณะเดียวกัน จีนก็พยายามเข้าหาผู้นำระดับสูงในกองทัพพม่าต่อไป แม้รู้ว่าการเข้าหาและชนะใจ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง ลาย ผู้นำสูงสุดของพม่า ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ใช้ความมานะพยายามเข้าหาอดีตผู้นำ ทั้ง พล.อ.ตาน ฉ่วย และอดีตประธานาธิบดี เตงเส่ง หลายครั้ง สัญญาณยิ่งชัดเมื่อ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ หวัง อี้ เดินทางเข้าพบตาน ฉ่วยด้วยตัวเอง
แนวทางยุทธศาสตร์ของจีนในพม่าไม่ได้มีลักษณะแบบ “ซื้อหวยเบอร์เดียว” ชนกลุ่มน้อยสำคัญต่อพื้นที่ชายแดนจีน-พม่าก็จริงอยู่ แต่ในเมื่อกองทัพพม่ายังไม่ล่มสลาย และมีอำนาจเพียงพอที่จะกำหนดทิศทางภายในประเทศ แม้ที่ผ่านมารัฐบาลทหารพม่าบอบช้ำอย่างหนัก เพราะเผชิญศึกหลายด้าน แต่เมื่อผู้นำของจีนกลับมาจูนกับผู้นำสูงสุดของพม่าติด ทิศทางของการเมืองพม่าจึงเริ่มเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน และเริ่มจะคาดเดาได้ ภายหลังประเทศตกอยู่ในสภาวะสุญญากาศมายาวนานตั้งแต่ต้นปี 2021 การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญคือการประกาศว่าพม่าจะจัดการเลือกตั้งในปลายปีนี้ แม้กองทัพพม่าจะมีพื้นที่ที่ยึดครองได้จริงๆ ไม่มากนัก จากการศึกษาของ BBC ในปลายปี 2024 รัฐบาลทหาร SAC ควบคุมพื้นที่ได้เพียง 21 เปอร์เซ็นต์
อย่างไรก็ดี ตัวเลขนี้อาจไม่สะท้อนพื้นที่ที่รัฐบาลทหารควบคุมในปัจจุบัน ดังที่กล่าวไปแล้วว่ากองทัพพม่าทยอยยึดพื้นที่ตามแนวชายแดน จีน-พม่า และไทย-พม่า กลับคืนมาได้หลายพื้นที่ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา เริ่มจากล่าเสี้ยวและจ๊อกเมในรัฐฉานตอนเหนือ รายงานล่าสุดของ ISP Myanmar กล่าวว่า กองทัพพม่าสามารถยึดคืนเส้นทางระหว่างมัณฑะเลย์กับมูเซ มาได้ถึง 44 เปอร์เซ็นต์แล้ว ในส่วนของปฏิบัติการทางทหารในรัฐคะเรนนีและรัฐกะเหรี่ยง กองทัพพม่าพยายามกลับเข้ามายึดพื้นที่รอบๆ ถนนสายเอเชียหมายเลข 1 (AH1) ซึ่งเชื่อมอำเภอแม่สอดเข้ากับเมียวดี และกอกาเร็ก (Kawkareik) อันเป็นอีกหนึ่งเมืองขนาดใหญ่ในรัฐกะเหรี่ยง กองกำลังของกะเหรี่ยง KNU สูญเสียเมืองเลเกกอ (Lay Kay Kaw) เมืองใหม่ที่มูลนิธินิปปอนมาสร้างให้ KNU ตั้งแต่ปี 2015 ในช่วงที่ KNU ลงนามในข้อตกลงหยุดยิงทั่วประเทศกับรัฐบาลเตงเส่ง
การกลับมายึดเมืองต่างๆ ตามแนวชายแดนนั้นเป็นยุทธศาสตร์ทวงคืนพื้นที่ชายแดนของรัฐบาลพม่า นอกจากจะกระชับพื้นที่ผ่านปฏิบัติการทางทหาร และการใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดในเขตชุมชน ยังมีนโยบายอีกหลายอย่างที่รัฐบาลพม่าทำ ในส่วนของชายแดนพม่ากับไทย ความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจที่สุดคือท่าทีของพม่ากับสแกมเซ็นเตอร์ ในพื้นที่ของกองกำลังกะเหรี่ยง BGF และ DKBA ซึ่งตั้งกระจายอยู่ริมแม่น้ำเมย ในจังหวัดเมียวดี ติดกับอำเภอแม่สอด อำเภอพบพระ และอำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก ก่อนหน้านี้ ท่าทีของพม่าต่อการเติบโตของสแกมเซ็นเตอร์และธุรกิจสีเทาของนักธุรกิจชาวจีน เป็นไปในลักษณะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะพม่าเองก็ได้ประโยชน์จากเงินมหาศาลที่หลั่งไหลเข้าไปพื้นที่ของ BGF และ DKBA อีกทั้งยังได้ค่าคุ้มครองจากกะเหรี่ยงทั้งสองกลุ่มนี้เป็นจำนวนมากในแต่ละปี การปล่อยให้กะเหรี่ยง BGF และ DKBA ทำธุรกิจของตนเอง มีกองกำลังเป็นของตนเอง และสวามิภักดิ์ต่อพม่า ก็มีผลดีในเชิงการแบ่งแยกและปกครอง เพราะหากปล่อยให้กองกำลังกะเหรี่ยงทั้งหมดรวมกันเป็นหนึ่ง กะเหรี่ยงก็จะมีกองกำลังรวมๆ กันถึงเกือบ 3 หมื่น และจะสามารถควบคุมพื้นที่ชายแดนไทย-พม่าได้เกือบทั้งหมด ซึ่งไม่ส่งผลดีกับรัฐบาลพม่า เพราะผลประโยชน์การค้าชายแดนมีมหาศาล และพม่าก็ต้องการเล่นบทว่าตนเป็นผู้อำนาจใหญ่ที่สุดเพียงหนึ่งเดียว
การประกาศปราบปรามสแกมเซ็นเตอร์ เป็นอีกหนึ่งนโยบายที่รัฐบาลใช้หาเสียง และเพื่อการกลับมาทวงคืนพื้นที่ชายแดน อีกหนึ่งนโยบายที่เกิดขึ้นในช่วงไล่เลี่ยกันคือการจัดระเบียบการค้าชายแดน โดยรัฐบาลกลางสั่งให้จับกุมรถบรรทุกสินค้าที่ข้ามไปจากไทย โดยอ้างว่าไม่มีใบอนุญาตประกอบการค้าชายแดน แต่ในความเป็นจริงนี่คือยุทธการตัดท่อน้ำเลี้ยงของฝ่ายต่อต้านในรัฐกะเหรี่ยง ที่มีรายได้ทั้งจากการเก็บค่าคุ้มครอง ค่าธรรมเนียม หรืออาจเรียกรวมๆ ว่า “ส่วย” จากการค้าชายแดน ในช่วงเดียวกัน ยังมีประกาศของรัฐบาลทหาร (จากเดิมคือ SAC ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น SSPC) ให้ KNU ซึ่งเป็นองค์กรทางการเมืองที่ใหญ่ที่สุดในรัฐกะเหรี่ยง เป็นองค์กรก่อการร้าย
ว่ากันว่าผู้ออกแบบนโยบายกระชับพื้นที่ชายแดนทั้งหมดนี้ คือ อูชิตส่วย (U Chit Swe) อดีตเอกอัครราชทูตพม่าประจำประเทศไทย (ระหว่าง 2022-2025) เมื่อหมดวาระที่ประเทศไทยแล้ว อูชิตส่วยเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ภายใต้ SAC และต่อมาย้ายไปเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในแวดวงผู้ใหญ่ความมั่นคงระดับสูงในประเทศไทย อูชิตส่วยไม่ใช่บุคคลธรรมดา ต้องเรียกว่าท่านเป็นคนกว้างขวางอย่างยิ่ง บทบาทในฐานะเอกอัครราชทูตพม่าประจำประเทศไทยนานเกือบ 4 ปี ย่อมทำให้ท่านเห็นอะไรๆ มากมาย
ในข่าวและโซเชียลมีเดีย เรามักได้ยินว่าการปราบปรามสแกมเซ็นเตอร์รอบนี้เป็นเพียงการจัดฉาก หรือเป็นเพียงละครฉากหนึ่งริมน้ำเมย แต่ผู้เขียนมองว่าเราควรจับตาดูสถานการณ์นี้อย่างรอบคอบ เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน ซอชิตตู่ ผู้นำ BGF เจ้าของพื้นที่ชเวโก๊กโก่ เพิ่งเดินทางไปพบ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง ลาย ที่เมืองพะอาน เมืองหลวงของรัฐกะเหรี่ยง ตั้งแต่เกิดรัฐประหารมา มิน อ่อง ลายแทบไม่เคยไปเยือนรัฐกะเหรี่ยง แต่ท่าทีของผู้นำรัฐบาลทหารพม่าในเวลานี้น่าสนใจมาก เพราะแสดงทีท่าขึงขังและมุ่งมั่นว่าจะกำจัดแหล่งสแกมเซ็นเตอร์ทั้งหมดตามแนวชายแดนไทย-พม่าให้ได้ นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าการปรากฏตัวของมิน อ่อง ลายในรัฐกะเหรี่ยงนั้นส่วนหนึ่งมาจากมาตรการกดดันของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ที่ทยอยขึ้นบัญชีดำทั้งองค์กรและบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสแกมเซ็นเตอร์ ทำให้พม่ากลับมาเป็นที่สนใจของโลก (ในเชิงลบ) แม้ว่าการปราบปรามสแกมเซ็นเตอร์ในรอบนี้ จะเป็นการ “เลือก” ปราบ คือมีคำสั่งให้ทำลายอาคารและสิ่งก่อสร้างบางส่วนใน KK Park และเลือกจะไม่แตะชเวโก๊กโก่ รวมทั้งสแกมเซ็นเตอร์อื่นๆ เช่น ที่บ้านช่องแคบ และวาเลย์สิ่งเหล่านี้ชี้ให้เห็นความไร้เสถียรภาพขั้นสูงสุดภายในรัฐกะเหรี่ยง รัฐบาลไทยเองควรจะใช้โอกาสนี้ ร่วมปราบปรามสแกมเซ็นเตอร์ในฝั่งพม่า มิใช่รอดูสถานการณ์อยู่ริมแม่น้ำเมยเพียงอย่างเดียว อย่างที่เคยเป็นมา

