“เมื่อมีสิ่งนั้น จึงมีสิ่งนี้” เป็นหลักธรรมในพระพุทธศาสนาที่เรียกว่า “อิทัปปัจจยตา” ซึ่งหมายถึงการเกิดและดับของทุกสิ่งทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย หากมีเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิด สิ่งนั้นก็จะเกิดขึ้น แต่ถ้าปราศจากเหตุปัจจัย สิ่งนั้นก็จะไม่มี
ผู้เขียนขอถอดรหัส กำเนิดของสงครามล้างผลาญข้างบ้าน มีคนตายนับล้านคน ส่งผลต่อไทยมาจนถึงทุกวันนี้
ผู้นำสหรัฐ เคยสั่งให้ไปทิ้งระเบิดถล่มในภาคตะวันออกของกัมพูชา มีผู้คนบาดเจ็บ ล้มตายน่าอนาถจำนวนมหาศาล
พ.ศ.2512-2513 ดร.คิสซิงเจอร์ เสนอแนะให้ขยายเขตสงครามเวียดนามเข้าไปในกัมพูชา เป็นภารกิจการทิ้งระเบิดลับของสหรัฐ ที่ได้รับการอนุมัติจากประธานาธิบดีนิกสัน
ปฏิบัติการลับมีชื่อรหัสว่า ยุทธการการเมนู (Operations Menu) เพื่อทำลายที่ตั้ง-บดขยี้กองทัพเวียดนามเหนือ (เวียดกง) ตามแนวชายแดนกัมพูชา
หลังสงครามสงบ การทิ้งระเบิดในดินแดนกัมพูชา มีการตีแผ่ข้อมูลลับ จนกลายเป็นหนึ่งในประเด็นที่ถกเถียงกันมากที่สุดในสงครามเวียดนาม
ความลับ ที่อยู่เบื้องหลังปฏิบัติการนี้ คือ ไม่ผ่านการอนุมัติจากรัฐสภาสหรัฐ ต่อมากลายเป็นประเด็นที่เปิดเผยต่อสาธารณะ ส่งผลให้เอฟบีไอต้องดำเนินการสืบสวนอย่างเข้มข้น
การศึกษา “ผลลัพธ์” ของคำสั่งให้ทิ้งระเบิดของรัฐบาลสหรัฐในดินแดนกัมพูชา (สมัยประธานาธิบดีนิกสัน และนายคิสซิงเจอร์) ในช่วงสงครามเวียดนามพบว่า…กลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา ให้เขมรแดง (คอมมิวนิสต์) ภายใต้การนำของพอล พต เติบใหญ่ เข้มแข็ง กลายเป็นผู้นำของขบวนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวเขมรเสียชีวิตกว่า 2 ล้านคน
นายคิสซิงเจอร์ เป็นใคร?
เฮนรี คิสซิงเจอร์ เกิดเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 1923 ที่เมืองเฟือร์ท (Furth) รัฐไบเอิร์น ประเทศเยอรมนี เกิดในครอบครัวชาวยิว ตั้งแต่เด็ก เริ่มมีความสงสัยต่อการเรืองอำนาจของฮิตเลอร์
ปี 1938 ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ใกล้จะเกิดขึ้น ครอบครัวคิสซิงเจอร์หลบหนีจากเยอรมนีไปยังสหรัฐ และตั้งถิ่นฐานในนครนิวยอร์ก ปรับตัวเข้ากับสังคมอเมริกันได้อย่างรวดเร็ว เรียนภาษาอังกฤษ กลมกลืนกับวัฒนธรรมอเมริกัน
เด็กชายคิสซิงเจอร์ เริ่มศึกษาที่โรงเรียนมัธยมจอร์จ วอชิงตัน (George Washington High School) ในนครนิวยอร์ก เรียนเก่ง
หลังจบมัธยม สมัครเข้าร่วมกองทัพสหรัฐในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยปฏิบัติหน้าที่ในสมรภูมิยุโรปในฐานะพลทหาร และต่อมาไปทำงานด้านการข่าว ประสบการณ์ในช่วงสงครามหล่อหลอมมุมมองเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างประเทศ
หลังสงคราม คิสซิงเจอร์ เข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกในสาขารัฐศาสตร์ในปี 1954
วัยเด็กที่เคยเรียนหนังสือมาจากในเยอรมนีและมาศึกษาต่อในสหรัฐ บวกกับประสบการณ์ในสงคราม มีอิทธิพลอย่างลึกซึ้งต่อแนวคิดด้านการทูตและยุทธศาสตร์ชาติของเขา
ดร.คิสซิงเจอร์ ได้รับการทาบทามเข้าไปทำงานให้กับรัฐบาลสหรัฐ แสดงฝีมือ สร้างผลงาน ซึ่งต่อมาได้มีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบายต่างประเทศของสหรัฐ ในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศและที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติ
นโยบายต่างประเทศของคิสซิงเจอร์มีลักษณะเฉพาะตัว ซึ่งรวมถึงการยึดหลัก Realpolitik หรือการเมืองเชิงปฏิบัติ ที่เน้นความสมดุลของอำนาจระหว่างประเทศมากกว่าการยึดถือหลักอุดมการณ์ประชาธิปไตยเสรีนิยม
หนึ่งในนโยบายที่มีชื่อเสียงที่สุดของคิสซิงเจอร์คือ การทูตแบบลับ (shuttle diplomacy) ซึ่งมีเป้าหมายในการลดความตึงเครียดในสงครามเย็น โดยเฉพาะในการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีนและสหภาพโซเวียตในช่วงทศวรรษ 1970
คิสซิงเจอร์ คือ ผู้ดำเนินการในทางลับอย่างต่อเนื่อง เพื่อจะขอเปิดการเจรจากับสาธารณรัฐประชาชนจีน เริ่มจากส่งนักกีฬาปิงปองอเมริกันไปดวลปิงปองกับทีมแชมป์ปิงปองจีนเพื่ออวดชาวโลก
พ.ศ.2514 การทูตปิงปอง (Ping-pong diplomacy) เกิดขึ้น มีการแลกเปลี่ยนนักปิงปองระหว่างสหรัฐและจีน ช่วยซ่อมแซมความสัมพันธ์สหรัฐ-จีน ให้กลับมามั่นคงอีกครั้งหลังจากห่างเหินกันมานานกว่าสองทศวรรษ
ไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไรใหญ่โต
เริ่มต้นง่ายๆ… เมื่อทีมสหรัฐอเมริกาซึ่งกำลังแข่งขันปิงปองชิงแชมป์โลกที่ประเทศญี่ปุ่น ได้รับคำเชิญอย่างไม่คาดคิดจากประเทศจีนให้เดินทางมาเยือนประเทศจีน
เมษายน พ.ศ.2514 ทีมปิงปองอเมริกัน 9 คน ไปเยือนจีน ถือเป็นครั้งแรกที่ชาวอเมริกันกลุ่มหนึ่งได้รับอนุญาตให้เดินทางเข้าประเทศจีน นับตั้งแต่การยึดอำนาจของพรรคคอมมิวนิสต์ในปี พ.ศ.2492
10 เมษายน พ.ศ.2514 ทีมปิงปองสหรัฐเดินทางออกจากญี่ปุ่นไปยังฮ่องกง ข้ามสะพานที่เชื่อมระหว่างฮ่องกงที่อยู่ภายใต้การควบคุมของอังกฤษกับจีนแผ่นดินใหญ่ พวกเขาข้ามพรมแดนด้วยการเดินเท้า
เมื่อเข้าไปในประเทศจีน ทีมได้เดินทางโดยเครื่องบินและรถไฟไปยังปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และเทียนจิน เมื่อถึงจุดหมายปลายทางแรกและลงจากเครื่องบิน ทีมสหรัฐอเมริกา นักกีฬาจีน และเจ้าหน้าที่จีนที่ให้การต้อนรับ ได้ถ่ายรูปร่วมกันบนลานจอดเครื่องบิน
ทีมปิงปอง คือ นักการทูตเพื่อปูทางสำหรับนิกสัน ทุกขั้นตอนราบรื่นอย่างเป็นไปตามแผนงานที่วางไว้
21 กุมภาพันธ์ 2515 ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน แห่งสหรัฐอเมริกา โดยแอร์ฟอร์ซวันร่อนลงแตะพื้นกรุงปักกิ่ง ซึ่งเป็นจุดสุดยอดของความพยายามของรัฐบาล ในการสร้างความสัมพันธ์กับจีน
(ที่ผ่านมาราว 2 ทศวรรษ นโยบายการทูตของสหรัฐ คือ มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับไต้หวันเท่านั้น ไม่คบค้ากับจีนใหญ่เพราะเป็นคอมมิวนิสต์)
การเยือนจีนแผ่นดินใหญ่ครั้งนี้…ถือเป็นการสิ้นสุดความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการระหว่างสหรัฐ-ไต้หวัน ที่ยาวนานถึง 23 ปี
2 ผู้ยิ่งใหญ่จับมือ ยิ้มใส่กัน (ตามแผนที่กำหนดไว้) ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและจีน ที่เปลี่ยนแปลงดุลอำนาจในเอเชียและทั่วโลก
แนวคิดของ ดร.คิสซิงเจอร์ ที่ทำให้พญาอินทรีไปจับมือกับพญามังกร เป็นผลสำเร็จ คือการลดแรงกดดันในสงครามเย็น ในเวลาเดียวกันก็ทำให้ผู้นำสหภาพโซเวียตต้องสะเทือนสะท้าน
อีกหนึ่งนโยบายที่สำคัญของ ดร.คิสซิงเจอร์ คือ นโยบายการผ่อนคลาย (Detente) ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การลดความตึงเครียดระหว่างสหรัฐกับสหภาพโซเวียต
ปี 1972 ในช่วงที่คิสซิงเจอร์ดำรงตำแหน่ง เขาได้มีส่วนร่วมในการลงนามในสนธิสัญญาจำกัดอาวุธทางยุทธศาสตร์ ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างสหรัฐและสหภาพโซเวียตเพื่อ “จำกัด” จำนวนอาวุธนิวเคลียร์ในทั้งสองประเทศ ถือเป็นความสำเร็จที่สำคัญในการลดความเสี่ยงของสงครามนิวเคลียร์
คิสซิงเจอร์ ก็มีบทบาทในสงครามเวียดนาม
นักการทูตผู้ใกล้ชิด แนบแน่นกับ ปธน.นิกสัน เล่นบทบาทสำคัญในสงครามเวียดนาม โดยริเริ่มการเจรจาสันติภาพกับเวียดนามเหนือในทางลับ ซึ่งในที่สุดนำไปสู่ข้อตกลงสันติภาพปารีสในปี 1973 เพื่อสหรัฐจะถอนทหารนับแสนนายออกจากสงครามเวียดนาม
ถือเป็นความสำเร็จในเชิงกลยุทธ์ของสหรัฐ (อีกครั้ง) ที่ถอนตัวจากสงครามที่ยาวนานและสูญทหารอเมริกันจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม นโยบายต่างประเทศของคิสซิงเจอร์ก็ไม่ได้ปราศจากการวิพากษ์วิจารณ์
เพราะเมื่อสหรัฐถอนกำลังออกไปแล้ว ราว 1 ปีเศษต่อมา กองทัพเวียดนามเหนือก็ยาตราทัพเข้ายึดเวียดนามใต้ รวมชาติได้สำเร็จ
นโยบายของ ดร.คิสซิงเจอร์ ในเขมร
ผู้เขียนร่ายยาว ชักแม่น้ำทั้ง 5 เพราะนโยบายการทำสงครามเวียดนาม มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงพลิกฟ้า-คว่ำดิน ในเขมรที่อยู่ข้างบ้าน
คำว่า “ผู้สร้างสันติภาพ” ไม่ใช่คำที่คุณจะได้ยินในกัมพูชามากนักเมื่ออธิบายถึงเฮนรี คิสซิงเจอร์
ในช่วงสงครามเวียดนาม ดร.คิสซิงเจอร์ เป็นที่ปรึกษาด้านความมั่นคงใกล้ชิดติดตัวประธานาธิบดี มีพลังอำนาจในการตัดสินใจ
นิกสัน โดยคำแนะนำของคิสซิงเจอร์ อนุมัติการโจมตีด้วยระเบิดแบบลับๆ ในกัมพูชา (ที่ประกาศว่าเป็นกลาง) เพื่อพยายามกวาดล้างกองกำลังเวียดกงที่ข้ามแดนเวียดนามเข้าไปในกัมพูชา
เบ็น เคียร์แนน นักประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเยลและนักวิชาการชั้นนำด้านกัมพูชา ประมาณการว่าระหว่างปี พ.ศ.2512-2516 สหรัฐได้ทิ้งระเบิดลงในกัมพูชาประมาณ 500,000 ตัน
คิสซิงเจอร์ยืนยันว่า การทิ้งระเบิดมุ่งเป้าไปที่กองทัพเวียดนามภายในกัมพูชา ไม่ใช่ที่ประเทศกัมพูชาโดยตรง
ชาวกัมพูชาที่รอดมาได้ไม่มีวันลืมความพินาศหายนะ ภาพศพของของชาวบ้านยังเกลื่อนกลาดติดตา
พ.ศ.2516 รายงานของ กห.สหรัฐ ที่ถูกเผยแพร่ระบุว่า “คิสซิงเจอร์อนุมัติการโจมตีทางอากาศในกัมพูชา 3,875 ครั้งในปี พ.ศ.2512-2513” รวมถึง “วิธีการต่างๆ ในการไม่ให้ข่าวการโจมตีเหล่านี้ปรากฏบนหน้าหนังสือพิมพ์”
ไม่ทราบจำนวนผู้เสียชีวิตชาวเขมรจากระเบิดในช่วงเวลานั้น แต่คาดว่าน่าจะมีตั้งแต่ 50,000 ถึง 150,000 ราย
1 ในเหตุการณ์ที่น่าอับอายที่สุด คือ ระเบิดราวห่าฝนไปตกใส่กลางหมู่บ้านเนียกเลือง ซึ่งทำให้ชาวกัมพูชาเสียชีวิตอย่างน้อย 137 ราย และบาดเจ็บอีก 268 ราย
รายงานของนิวยอร์กไทมส์โดยซิดนีย์ ชานเบิร์ก ซึ่งต่อมาได้ปรากฏในภาพยนตร์เรื่อง The Killing Fields อ้างอิงคำพูดของชายคนหนึ่งชื่อ Keo Chan ซึ่งภรรยาและลูก 10 คนถูกฆ่าตาย
ระเบิดที่ไม่ทำงานของอเมริกาที่ยังไม่ถูกกู้ เกลื่อนไปทั่วชนบทของกัมพูชา สร้างความพิการและคร่าชีวิตผู้คนมาหลายสิบปี
สรุปได้ว่า…การทิ้งระเบิดของอเมริกาในเวลานั้นกลายเป็นหัวเชื้อให้ชาวเขมรที่ฝักใฝ่กลุ่มคอมมิวนิสต์ “กลายเป็นกลุ่มพลัง” ที่โกรธแค้น เติบใหญ่ในเชิงปริมาณ ทยอยเข้าร่วมกับหัวหน้าคอมมิวนิสต์ตัวพ่อ ชื่อ พอล พต
(พอล พต คือ ผู้นำของคอมมิวนิสต์กัมพูชาที่ได้รับการสนับสนุนเต็มพิกัดจากจีน เพื่อทำสงครามต่อต้านอเมริกาในกัมพูชา)
รายงานในปี 2516 ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการของ CIA กล่าวว่ากองกำลังเขมรแดงประสบความสำเร็จในการ “ใช้ความเสียหายจากการโจมตีของเครื่องบิน B-52 เป็นประเด็นหลักในการโฆษณาชวนเชื่อ”
การตัดสินใจของ ปธน.นิกสันและคิสซิงเจอร์ ทำให้เขมรแดงคอมมิวนิสต์ยิ่งใหญ่ ครองใจประชาชนเขมร
พ.ศ.2518 เมื่อเขมรแดง เข้มแข็ง สุดแกร่ง จึงเปิดสงครามกองโจรในประเทศเพื่อโค่นล้ม นายพล ลอน นอล ผู้นำกัมพูชา ที่เป็นลูกน้องของสหรัฐลงได้ แล้วเข้ายึดอำนาจการปกครองประเทศ
พอล พต กลับกลายเป็นรัฐบาลจอมโหด ที่เข่นฆ่าประชาชนเขมรด้วยกันเอง มีผู้เสียชีวิตกว่า 2 ล้านคนจากน้ำมือของเขมรแดงระหว่างปี พ.ศ.2518-2522 หรือเกือบ 1 ใน 4 ของประชากรเขมร เขมรกว่า 5 แสนคน หนีตายเข้ามาในไทย
เมื่ออายุได้ 90 ปี เขาอ้างว่าระเบิดถูกทิ้งเฉพาะในพื้นที่ “ภายในระยะ 5 ไมล์จากชายแดนเวียดนามซึ่งแทบไม่มีผู้คนอาศัยอยู่” เท่านั้น
29 พฤศจิกายน 2023 เฮนรี คิสซิงเจอร์ ถึงแก่กรรมด้วยโรคหัวใจล้มเหลว ที่บ้านพักในคอนเนตทิคัต สิริอายุ 100 ปี
ส่งท้ายครับ… สหรัฐยังคงให้เงิน 675,000 เหรียญสำหรับการกำจัดทุ่นระเบิดในแผ่นดินกัมพูชาตั้งแต่พฤศจิกายน 2568-เมษายน 2569… (รวมแล้ว…สหรัฐให้เงินกัมพูชามากกว่า 220 ล้านเหรียญนับตั้งแต่ปี 1993 เป็นต้นมา)
“เมื่อมีสิ่งนั้น จึงมีสิ่งนี้”
พลเอกนิพัทธ์ ทองเล็ก

