โพลเลือกตั้ง – หนึ่งในปริศนาทางการเมืองที่เกิดขึ้นในระยะนี้คือเรื่องของผลของนิด้าโพลที่สำรวจแนวโน้มผลการเลือกตั้งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ ก็คือเรื่องที่ว่าจำนวนผู้ตอบแบบสำรวจระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจเลือกใครและพรรคไหน กลายเป็นสัดส่วนที่มากที่สุด
ว่ากันว่านี่คือปรากฏการณ์ครั้งแรกในบ้านเมืองเราที่คะแนนส่วนนี้ล้ำหน้ากว่าคะแนนเลือกพรรค และเลือกแคนดิเดตนายกฯจากพรรคใดพรรคหนึ่ง โดยนับได้ประมาณหนึ่งในสี่ หรือบางพื้นที่ถึงขั้นหนึ่งในสามของผู้ตอบแบบสอบถาม (อนุมานว่าคือผู้เลือกตั้ง)
แต่ก่อนที่จะเข้าเรื่องนี้ในบ้านเรา เราอาจจะต้องสำรวจประเด็นและข้อถกเถียงเรื่องนี้ในอเมริกา และไม่ลืมตั้งคำถามว่ากรณีศึกษาของอเมริกาควรพิจารณาอะไรบ้างในการนำมาเข้าใจประเทศไทย
มาเริ่มในอเมริกาก่อนนะครับ ผู้ยังไม่ตัดสินใจลงคะแนนให้ฝ่ายใด (undecided voters) กลายเป็นประเด็นสำคัญในช่วงรณรงค์หาเสียงประธานาธิบดี โดยเฉพาะในโค้งสุดท้ายมาโดยตลอดในยุคสมัยนี้
มีความพยายามที่หลากหลายในการทำความเข้าใจคนกลุ่มนี้ ถึงขั้นที่ทำการสำรวจว่าคนเหล่านี้เป็นใคร และจะได้คะแนนเสียงคนเหล่านี้มาจากไหน ซึ่งผมคิดว่านิด้าโพลก็มีข้อมูลส่วนนี้ในกรณีของไทย แต่ยังไม่ได้เปิดเผยเท่านั้นเอง เพราะเราสนใจแต่ผลโพลสุดท้ายว่าใครจะเป็นรัฐบาล ใครแพ้หรือชนะ มากกว่าสนใจว่าใครบ้างคือคนที่ตอบคำถามในแต่ละภาค และเขาเป็นตัวแทนของคนกลุ่มใดบ้าง
มีการสำรวจโดยบทความที่ตีพิมพ์ในนิตยสารอเมริกาเมื่อหลายปีก่อนชี้ว่า คนที่ยังไม่ตัดสินใจลงคะแนนเสียงนั้นเป็นใคร ต้องการอะไร และมีกระบวนการตัดสินใจอย่างไร (O.Pocasangre and L.Drutman. Undecided Votes: Who They Are, What They Want, and How They Decided Out Politics. NewAmerica.Org. 7/11/22)
ข้อค้นพบก็คือ พวกเขาเป็นพวกที่ไม่ค่อยยุ่งเกี่ยวกับการเมือง และไม่ได้สนใจพรรคใดพรรคหนึ่งเป็นพิเศษ
อย่างไรก็ตามคนเหล่านี้มีจุดยืนในนโยบายที่ผสมปนเปกันไปหมด จนบางทีก็ยากที่จะทำความเข้าใจว่าพวกเขาต้องการอะไรที่แท้จริง แต่กระนั้นก็ตามจุดยืนทางนโยบาย (หรือถามกลับว่า จะหา
นโยบายอะไรไปจูงใจเขาให้เขาตัดสินใจเลือกเรา) ก็มีผลน้อยมากในการที่เขาจะเลือกพรรคใดพรรคหนึ่ง
แต่มันมีประเด็นอีกประเด็นที่น่าสนใจในแง่ข้อเสนอในการปฏิรูปการเมืองของอเมริกา เพราะว่าในอเมริกา ในระบบการเลือกตั้งประธานาธิบดีในระดับมลรัฐ ฝ่ายชนะจะได้คะแนนทั้งหมด ซึ่งมันก็อาจจะต้องคิดใหม่ว่าถ้าระบบการเลือกตั้งเปลี่ยน เราอาจจะเห็นเสียงที่หลากหลาย ซับซ้อนมากขึ้นของความเป็นจริงที่ผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจเลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอยู่ในส่วนนี้ และเขาอาจกระตือรือร้นเพิ่มขึ้นในการออกมาลงคะแนนเสียง
อย่าลืมว่าอเมริกายังเป็นระบบสองพรรคอยู่ ขณะที่ไทยมีหลายพรรคเต็มไปหมด
ข้อมูลสำรวจที่น่าสนใจของอเมริกาเมื่อหลายปีก่อนก็คือคนที่ยังไม่ตัดสินใจเลือกจะมีอายุ (เฉลี่ย 43 ปี) น้อยกว่าเดโมแครต (47) และรีพับลิกัน (51) ตามลำดับ และมีการศึกษาในระดับปริญญาตรี (21%) น้อยกว่ารีพับลิกัน (32%) และเดโมแครต (36%) ตามลำดับ
นอกจากนี้จะมีรายได้ครัวเรือน (32% น้อยกว่า 35,000 เหรียญต่อปี) น้อยกว่าเดโมแครต (20%) และรีพับลิกัน (15%)
อีกทั้งมีความรู้ทางการเมือง (26%) น้อยกว่า รีพับลิกัน (47%) และเดโมแครต (49%) และติดตามการเมือง (53%) น้อยกว่าเดโมแครต (77%) และรีพับลิกัน (78%)
นอกจากนี้ยังมีบางส่วนที่คนที่ยังไม่ตัดสินใจเลือกใคร มีความคล้ายคลึงกับคนที่เลือกเดโมแครต คือเป็นผู้หญิง 56% (รีพับลิกัน 45%) และมีเชื้อสายฮิสแปนิก 18% (รีพับลิกัน 11%) ขณะที่เป็นคนผิวขาว 71% (เดโมแครต 65% รีพับลิกัน 88%) และเป็นคนผิวดำ 12% (เดโมแครต 19% และรีพับลิกัน 3%)
ในแง่นี้เราจะเห็นเศรษฐสถานะของพวกเขาว่ามีรายได้น้อยกว่าคนที่เลือกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งและมีความสนใจการเมืองน้อยกว่า และมีความรู้ในระบบการศึกษาน้อยกว่า
ข้อมูลชุดนี้มีบางส่วนที่คล้ายกับข้อมูลในปี 2016 ที่พบว่าพวกที่ยังไม่ตัดสินใจ 53% อยู่ในย่านชานเมือง ครึ่งหนึ่งมีการศึกษาระดับปริญญาตรี 45% มีลูก 40% อายุต่ำกว่า 35 ปี และหนึ่งในห้าเป็นคนเชื้อสายฮิสแปนิก
นอกจากนี้พวกนี้ 32% มีทัศนคติในแบบไม่สุดโต่ง (แนวก้าวหน้า 10% แนวอนุรักษนิยม 14%) แต่พวกนี้สนใจประเด็นทางเศรษฐกิจมากกว่าเรื่องอื่นๆ และยังมีความหลากหลายทางความคิดมาก เมื่อเข้าไปดูข้อมูลลึกๆ เช่นพวกคนเจนเอ็กซ์ที่เป็นคนไม่ตัดสินใจก็จะมีมุมมองแต่ละเรื่องต่างจากคนเจนอื่นเข้าไปอีก (D.Gorman. Undecided Voters: What Makes Them Tick? GWI.com)
อย่างไรก็ตามชุดงานวิจัยหลายงานของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดโดยสถาบันการศึกษาเชิงปริมาณด้านสังคมศาสตร์ (Harvard’s Institute for Quantitative Social Science) ได้ชี้ประเด็นที่น่าสนใจว่า ความเข้าใจเรื่องผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจทางการเมือง เป็นเรื่องที่น่าสนใจและอาจต้องมีมุมมองอื่นๆ ในการพิจารณา หมายถึงว่าพวกที่เป็นคนที่ยังไม่ตัดสินใจเลือกใครนี้เป็นคนที่อยู่ตรงกลางๆ ที่ไม่ใช่ยังไม่ได้คิดอะไรเลย
แต่พวกเขาเป็นคนได้รับผลกระทบจากกระแสและสายธารของความสนใจทางการเมืองของผู้คนไปด้วย หมายถึงว่า ถ้าครั้งนี้คนย้ายไปฝั่งไหนพวกเขาก็จะได้รับผลกระทบนี้ไปด้วย
กล่าวคือหากพวกที่เคยเลือกพรรคใดแล้วย้ายฝ่าย พวกเขาก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย ไม่ใช่พวกเขาเป็นกลุ่มที่เป็นปัจจัยชี้ขาดที่ยังไม่ตัดสินใจอะไรเลย
ดังนั้นถ้ากระแสสังคมมันสะวิงไปทางใดพวกนี้ก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย
นอกจากนี้แล้ว การตัดสินใจเลือกตั้งยังมีเรื่องของอารมณ์ความรู้สึก (ในโค้งสุดท้าย) เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
อีกประเด็นที่น่าสนใจก็คือสื่อชอบมองว่าคนกลุ่มที่ไม่เลือกใครสำคัญและแยกขาดจากกลุ่มอื่น และจะมีผลในการเปลี่ยนแปลงการเลือกตั้ง ทั้งที่ในความจริงแล้วต้องมองว่าพวกคนที่ยังไม่ได้ตัดสินใจเขาก็เป็นส่วนหนึ่งของผู้เลือกตั้งทั้งหมด และก็ได้รับผลกระทบจากการถกเถียงสนทนาทางการเมืองของทั้งสังคมนั่นแหละ ดังนั้นในการรณรงค์เลือกตั้งอาจไม่ใช่เรื่องของมุ่งไปที่คนกลุ่มนี้เท่ากับมุ่งไปกับคนทั้งสังคมให้ตัดสินใจเลือกฝ่ายที่ตนรณรงค์ (V.Mehra. The Enigma of the Undecided Voter. Iq.harvard.edu) 7/10/2024)
จากข้อมูลที่เราได้มาทำให้ต้องมานั่งคิดถึงบริบทของบ้านเราด้วยว่า โครงสร้างประชากร และเศรษฐสถานะของคนที่ยังไม่ตัดสินใจของบ้านเราเป็นเหมือนกับอเมริกาไหม
แล้วในกรณีที่เรามีหลายพรรคมันมีผลในการยังไม่ตัดสินใจแค่ไหน
เขายังไม่ตัดสินใจเพราะไม่ตัดสินใจเลย หรือไม่ตัดสินใจระหว่างพรรคไหนกับพรรคไหนเท่านั้นเอง
หรือว่าเขาอาจจะมีจุดยืนทางนโยบายที่ยังไม่ตรงกับฝั่งใดเป็นพิเศษ
หรือเอาง่ายๆ ว่าเขาอาจตัดสินใจแล้ว แต่ไม่ไว้ใจผู้สัมภาษณ์ คือยังไม่อยากบอก
อีกทั้งในโพลยังไม่ได้ลงลึกในระดับพื้นที่ ในระบบที่เรามีการเลือกตั้งแบบสองใบ คือเลือกบัญชีรายชื่อของพรรค กับเลือกเขต ซึ่งใน 400 เขตนั้นเราต้องมีลุ้นกันว่าในระดับเขตตัวผู้สมัคร และกลยุทธ์การหาเสียงเองก็มีผลสำคัญด้วย
แต่หนึ่งในบทเรียนที่ได้มาจากกรณีของอเมริกา ผมคิดว่าอาจเป็นไปได้ที่คนที่ยังไม่เลือกใครนั้นเขาไม่ได้ไม่เลือกใคร แต่เขาดูกระแสสังคมจริงๆ
ดังนั้นพรรคที่ร่วงในกระแสสังคมก็อาจไม่มีหวังที่จะไปเอาส่วนนั้นมา พวกที่ยังไม่เลือกใครเขาอาจเลือกไปตามกระแสสังคมในช่วงนั้นมากกว่า
ในแง่นี้คนไม่เลือกใครจึงอาจจะเลือกแต่ระดับคู่ที่ชิงกัน ไม่ใช่กระจายไปทางนู้นทางนี้
ขึ้นกับความแหลมคมของคู่ชิงนั่นแหละครับ และก็ขึ้นกับว่านโยบายที่ออกมามันชัดพอให้
พวกเขาเลือกไหม
ที่เขียนมาก็แค่ชวนคิดนะครับ ถ้าข้อมูลเปิดออกมาก็จะน่าสนใจขึ้นไปอีกครับ

