โลหะปราสาท 37 ยอด : ปราสาทแห่งธรรม และภูมิปัญญาอันล้ำลึกของบรรพชน
ความงามของศิลปกรรมไทยนั้น หากจะพินิจเพียงผิวเผินก็ดูคล้ายเพียงสิ่งประดับโลก เพื่อให้บ้านเมืองน่ารื่นรมย์แก่สายตา แต่เนื้อแท้แล้วสิ่งที่บรรพบุรุษเราทำไว้ ก็จะเห็นว่าทุกเสา ทุกยอด ทุกช่องแสง ล้วนมีความหมาย มีเหตุมีผล และมีรากทางปัญญาอันยาวไกลดุจเถาวัลย์แห่งปฐมภูมิของพระพุทธศาสนา โบราณาจารย์เรานั้นมิใช่ศิลปินผู้หยิบสีขึ้นมาวาดตามใจ แต่เป็นปัญญาชนที่นำธรรมะมาทอเป็นรูป ทำให้สิ่งที่ไม่มีรูปทรง เช่น “ธรรม” กลายเป็นสิ่งที่มนุษย์จับต้องด้วยสายตาได้
โลหะปราสาท ณ วัดราชนัดดาราม กรุงเทพมหานคร นั้นเป็นหนึ่งในงานศิลป์อันประเสริฐ ที่จับเอาธรรมอันลึกซึ้งจนไม่รู้ว่าควรอธิบายด้วยอักษรประการใด มาปั้นแต่งโดยใช้สถาปัตยกรรมเป็นภาษา มี “ยอดทั้ง 37” เป็นตัวอักษร และมี “ความหมายแห่งโพธิปักขิยธรรม 37” เป็นหัวใจ
แท้จริงแล้ว หากผู้ใดเข้าใจธรรมแล้วเดินขึ้นบันไดชั้นกำแพงแก้วของโลหะปราสาท ก็เท่ากับได้เดินเข้าสู่จิตใจของพระอริยะทั้งหลาย เดินตามรอยหนทางที่พระพุทธเจ้าทรงดำเนิน ท่านจะรู้ว่าโลหะปราสาทนี้ หาใช่เพียงสถาปัตยกรรม หากแต่เป็น “รูปธรรมของการตรัสรู้” เนื่องจากคำว่า “โพธิปักขิยธรรม” ฟังดูเป็นภาษาบาลียากๆ สำหรับคนทั่วไป แต่แท้จริงแล้วหมายถึง “ธรรมทั้งหลายที่เกื้อกูลแก่การตรัสรู้” พูดง่ายๆ ก็คือ รายการคุณสมบัติที่ต้องมี เพื่อให้มนุษย์คนหนึ่งสามารถเติบโตไปเป็นผู้รู้แจ้ง เห็นชอบ และหลุดพ้นจากความทุกข์ทางใจประดุจจะทำอาหารดีๆ สักอย่างหนึ่งก็ต้องมีเครื่องปรุง 37 อย่างนี้แหละ เป็นวัตถุดิบของจิตใจ ที่จะทำให้ชีวิตนี้มีกลิ่นอายของอริยมรรค ไม่หลงทิศ ไม่ไหลตามอารมณ์
บรรดาธรรมทั้ง 37 นั้น แบ่งออกเป็น 7 ชุด โดยมีเหตุผลเป็นระบบระเบียบรัดกุมราวกับตำราการบริหารราชการบ้านเมือง กล่าวคือ
ชุดที่ 1) สติปัฏฐาน 4 คือ การเจริญสติระลึกรู้ ได้แก่ 1.กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือ การหมั่นคิดใคร่ครวญโดยเน้นที่เรื่องรูปธรรม 2.เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือ การหมั่นคิดใคร่ครวญโดยเน้นที่เรื่องนามธรรมในส่วนความรู้สึกจากสัมผัส 3.จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือ การหมั่นคิดใคร่ครวญโดยเน้นที่เรื่องนามธรรมในส่วนของการรับรู้ 4.ธรรมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือ การหมั่นคิดใคร่ครวญโดยเน้นทุกเรื่องทั้งรูปธรรมและนามธรรม
ชุดที่ 2) สัมมัปปธาน 4 คือ ความเพียรพยายาม ได้แก่ 1.สังวรปธาน คือ เพียรระวังยับยั้งบาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด มิให้เกิดขึ้น 2.ปหานปธาน คือ เพียรละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว 3.ภาวนาปธาน คือ เพียรทำกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ให้เกิดมีขึ้น 4.อนุรักขนาปธาน เพียรรักษากุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วให้ตั้งมั่น
ชุดที่ 3) อิทธิบาท 4 คือ ทางแห่งความสำเร็จในกิจอันเป็นกุศล ได้แก่ 1.ฉันทะ คือ ความพอใจและเต็มใจ 2.วิริยะ คือ ความเพียรพยายาม 3.จิตตะ คือ ความเอาใจใส่ จิตใจจดจ่อ ไม่ปล่อยใจให้ฟุ้งซ่าน 4.วิมังสา คือ ปัญญาที่พิจารณาใคร่ครวญ หาเหตุผล เพื่อแก้ปัญหา หรือพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น
ชุดที่ 4) อินทรีย์ 5 คือ ธรรมที่ทำหน้าที่เป็นใหญ่ในอารมณ์ ได้แก่ 1.สันธินทรีย์ คือ ความศรัทธาเป็นใหญ่ 2.วิริยินทรีย์ คือ ความเพียรเป็นใหญ่ 3.สตินทรีย์ คือ สติที่ระลึกรู้ในอารมณ์ปัจจุบันเป็นใหญ่ 4.สมาธินทรีย์ คือ การทำจิตให้เป็นสมาธิตั้งมั่นจดจ่ออยู่ในอารมณ์กรรมฐาน 5.ปัญญินทรีย์ คือ ปัญญาทำหน้าที่เป็นใหญ่ด้วยการรู้แจ้ง
ชุดที่ 5) พละ 5 คือ ธรรมอันเป็นกำลังที่เกื้อหนุนแก่อริยมรรค ได้แก่ 1.สัทธาพละ คือ ความเชื่อ เลื่อมใส ศรัทธาที่เป็นกำลังให้อดทน และเอาชนะธรรมอันเป็นข้าศึก เช่น ตัณหา 2.วิริยะพละ ความเพียรพยายามเป็นกำลังให้ต่อสู้ ความเกียจคร้าน 3.สติพละ คือ ความระลึกได้ในอารมณ์สติปัฏฐาน อันจะเป็นกำลังให้ต้านทานความประมาทพลั้งเผลอ 4.สมาธิพละ คือ ความตั้งมั่นจดจ่ออยู่ในอารมณ์กรรมฐาน ทำให้เกิดกำลังต่อสู้เอาชนะความฟุ้งซ่าน 5.ปัญญาพละ คือ เป็นกำลังปัญญาที่เข้มแข็ง ซึ่งทำให้เอาชนะโมหะ คือ ความโง่ ความหลง
ชุดที่ 6) โพชฌงค์ 7 คือ ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ ได้แก่ 1.สติสัมโพชฌงค์ คือ ความระลึกได้ สำนึกพร้อมอยู่ ใจอยู่กับกิจ จิตอยู่กับเรื่อง 2.ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ คือ ความเฟ้นธรรม ความสอดส่องสืบค้นธรรม 3.วิริยสัมโพชฌงค์ คือ ความเพียร 4.ปีติสัมโพชฌงค์ คือ ความอิ่มใจ 5.ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ คือ ความสงบกายใจ 6.สมาธิสัมโพชฌงค์ คือ ความมีใจตั้งมั่น จิตแน่วในอารมณ์ 7.อุเบกขาสัมโพชฌงค์ คือ ความมีใจเป็นกลาง เพราะเห็นตามเป็นจริง
ชุดที่ 7) มรรคมีองค์ 8 คือ หนทางปฏิบัติที่นำไปสู่การบรรลุมรรคผลนิพพาน ได้แก่ 1.สัมมาทิฏฐิ คือ ปัญญาเห็นชอบ หมายถึงเห็นถูกตามความเป็นจริงด้วยปัญญา 2.สัมมาสังกัปปะ คือ ดำริชอบ หมายถึง การใช้สมองความคิดพิจารณาแต่ในทางกุศลหรือความดีงาม 3.สัมมาวาจา คือ เจรจาชอบ หมายถึงการพูดสนทนา แต่ในสิ่งที่สร้างสรรค์ดีงาม 4.สัมมากัมมันตะ คือ การประพฤติดีงาม ทางกายหรือกิจกรรมทางกายทั้งปวง 5.สัมมาอาชีวะ คือ การทำมาหากินอย่างสุจริตชน 6.สัมมาวายามะ คือ ความอุตสาหะพยายาม ประกอบความเพียรในการกุศลกรรม 7.สัมมาสติ คือ การไม่ปล่อยให้เกิดความพลั้งเผลอ จิตเลื่อนลอย ดำรงอยู่ด้วยความรู้ตัวอยู่เป็นปกติ 8.สัมมาสมาธิ คือ การฝึกจิตให้ตั้งมั่น สงบ สงัด จากกิเลศ นิวรณ์อยู่เป็นปกติ
ดังนั้น โลหะปราสาท คือปราสาทที่สร้างขึ้นเพื่อสะท้อนจิตแท้จริงแล้ว โลหะปราสาทมีนัยลึกกว่าความงามทางสถาปัตยกรรม คือเป็นสัญลักษณ์ของการปฏิบัติธรรมแบบเป็นลำดับขั้น จากฐานของสติ ไปสู่ความเพียรจากความเพียรไปสู่ความสำเร็จ จากความสำเร็จไปสู่ความเป็นใหญ่ในตน และจากความเป็นใหญ่ไปสู่ความเบิกบานแห่งปัญญา จนถึงที่สุด คือการเดินตามมรรค
คนไทยโบราณเรานั้นคิดอย่างมีชั้นเชิง ไม่ใช่คิดเพียงเพื่อประดับเมือง แต่คิดเพื่อประดับใจคน ยอดทั้ง 37 ของโลหะปราสาทจึงมิได้เป็นสิ่งปลูกสร้างไปเฉยๆ แต่เป็น สิ่งเตือนใจให้มนุษย์รู้ว่า หนทางแห่งธรรมย่อมต้องสูงกว่าหนทางแห่งโลก ใครที่เดินเข้าโลหะปราสาท ก็เหมือนเดินเข้าไปในป่าแห่งธรรม ที่มีต้นไม้เป็นยอดปราสาท และมีแสงธรรมแทรกจากช่องแสงอันลึกซึ้ง
ธรรมทั้ง 37 ข้อ นี้คือ รากฐานของพระอริยสงฆ์ทั้งหลาย คือหัวใจของพระพุทธศาสนา คืองานสร้างจิตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษย์ และคือความหมายแท้ของโลหะปราสาท ผู้ที่เข้าใจยอดทั้ง 37 ยอด ก็เท่ากับเข้าใจว่า สติคือพื้นฐาน เพียรคือการเดิน ฉันทะคือแรงใจ ศรัทธาคือเข็มทิศ ปัญญาคือดวงตา สมาธิคือความนิ่ง มรรคคือทางตรง และธรรมทั้งหลายล้วนทำให้มนุษย์เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์
โลหะปราสาทจึงมิใช่เพียงสิ่งปลูกสร้าง แต่เป็น “ตำราธรรมตั้งตรงอยู่กลางเมือง” ให้ผู้คนเห็นทุกวัน เพื่อเตือนว่า “โลกนี้ไม่มีสิ่งใดสูงไปกว่าธรรม” และผู้ที่เดินขึ้นปราสาทด้วยจิตสงบ ก็อาจพบว่าตลอดทางขึ้นนั้นเอง คือเส้นทางแห่งโพธิปักขิยธรรม ทุกยอดคือธรรมหนึ่งประการ และทุกก้าวคือก้าวที่พาใจเข้าใกล้การรู้แจ้งอีกเล็กน้อย
นี่คือความหมายแท้จริงของโลหะปราสาท 37 ยอด อนุสรณ์แห่งความตรัสรู้ที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อให้ใจมนุษย์ตรัสรู้ตาม
โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

