
ราชการไทยบอกว่าโขนมีกำเนิดสมัยอยุธยา เรือน พ.ศ.1900 แต่ไม่ได้บอกหลักฐานอะไร? ดังนี้ “โขนเป็นนาฏศิลป์ชั้นสูงอย่างหนึ่งของไทย มีกำเนิดมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 20” (เว็บไซต์ราชการ)
ตามหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดี โขนควรมีกำเนิดเมื่อสถาปนาเมืองอโยธยา (เมืองเก่าของอยุธยา) ราว 800 ปีมาแล้ว หรือเรือน พ.ศ.1700 เพราะโขนเล่นเรื่องรามเกียรติ์ (เรื่องเดียว) ในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์เพื่อความมั่นคงของเมืองที่สถาปนาใหม่ชื่อ อโยธยาของพระราม
ความเป็นมาของกำเนิดโขน มีดังนี้
1.ชาวสยามลุ่มน้ำมูล เลื่อมใสใกล้ชิดรามเกียรติ์ที่แพร่หลายในเมืองพิมาย (นครราชสีมา) ราว 1,000 ปีมาแล้ว
2.เมื่อสถาปนาเมืองใหม่ บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา (โดยชาวสยามลุ่มน้ำมูล และเครือญาติ) จึงสร้างเมืองตามความเชื่อรามเกียรติ์ ได้แก่ พระเจ้าแผ่นดินเสมือนพระราม นาม “รามาธิบดี” และเมืองใหม่เสมือนเมืองพระราม นาม “อโยธยาศรีรามเทพ”
3.สถาปนาการละเล่นสวมหน้ากากรามเกียรติ์ สรรเสริญ “รามาธิบดี” และ สมโภช “อโยธยา” เพื่อความมั่นคงของรัฐสร้างใหม่

ภาษาไทยเพื่อความมั่นคง
1.ชาวสยาม พูดภาษาไทยตั้งแต่อยู่ลุ่มน้ำมูล ได้แก่ “เสียมกุก” (ภาพสลักปราสาทนครวัด) และเมืองราด (พ่อขุนผาเมือง)
2.อโยธยา ลุ่มน้ำเจ้าพระยา อยู่ท่ามกลางอำนาจเก่า พูดภาษาเขมร, มอญ, มลายู
3.ชาวสยามเมืองอโยธยา (ที่สร้างใหม่) ยกภาษาไทยเป็นภาษาราชการของตนเอง ซึ่งต่างจากอำนาจเก่า
ภาษาไทยถูกใช้ผนึกความเป็นปึกแผ่นของรัฐ เพื่อดึงดูดคนกลุ่มอื่นๆ เป็นชาวสยาม แล้วกลายเป็นคนไทย (เพิ่มแรงงานทำนา และไพร่พลกองทัพ)โดยผ่านพิธีกรรมต่างๆ ได้แก่ เทศน์มหาชาติ, กฎหมาย, โองการแช่งน้ำ, และ โขน
โขนภาษาไทย
การละเล่นรามเกียรติ์ มีอยู่แล้วในรัฐรุ่นเก่า (1.) เรียกเป็นภาษาเขมรว่า “โลฺขน โขล” (หมายถึงละครสวมหน้ากาก เล่นรามเกียรติ์เรื่องเดียว) และ (2.) พากย์ภาษาเขมร
ราชสำนักอโยธยาปรับเปลี่ยนโขนจากภาษาเขมรเป็นภาษาไทย ด้วยการเรียกชื่อใหม่ว่าโขน (อักษรวิธีไทย) [มาจากคำว่า “โขล” (ภาษาทมิฬ อินเดียใต้) แปลว่าพอกหน้าเหมือนหน้ากากเล่นรามเกียรติ์]
ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญและยิ่งใหญ่มากสมัยนั้น ด้วยการพากย์ภาษาไทย (เดิมพากย์ภาษาเขมร) และเจรจาภาษาไทย (ไม่เคยมีมาก่อน)
1.พากย์ หมายถึง บอกเล่าหรือพรรณนาเป็นทำนองเสนาะอย่างหนึ่ง ตามบทพากย์เป็นภาษาไทยที่แต่งด้วยฉันทลักษณ์ เรียกกาพย์ มีใช้ 2 แบบ ได้แก่ กาพย์ยานี กับ กาพย์ฉบัง
ยานี (ในชื่อกาพย์ยานี) หมายถึง ดำเนิน (เรื่อง) ไป ส่วนฉบัง (ในชื่อกาพย์ฉบัง) แปลว่า รบ ยืมคำจากเขมร ว่า จฺบําง หรือ จํบําง กาพย์ฉบัง ไม่พบในตำรากาพย์อยุธยา แต่พบในตำราร้อยกรองเขมร เรียก บทปมโณล แปลว่า พรรณนา, บรรยาย นิยมแต่งบททะเลาะวิวาท, ขัดแย้งรุนแรง, รบพุ่ง, เคลื่อนไหวอึกทึก (มีในหนังสือ วรรณกรรมเขมร กรมศิลปากร พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2558 หน้า 44)
2.เจรจา หมายถึง การพูดจา โต้ตอบ หรือ เล่าเรื่องอย่างกระชับ ด้วยภาษาร่าย คือ คำคล้องจองกึ่งร้อยกรอง-ร้อยแก้ว มีต้นทางจากคำทำขวัญ (หลายพันปีมาแล้ว)
ภาษาร่าย เดิมใช้ติดต่อผี แต่ในเจรจาโขนใช้ติดต่อเทวดาด้วยสำเนียงหลวง คือ สำเนียงโคราช ซึ่งเป็นภาษาพูดในชีวิตประจำวันทั้งนอกและในราชสำนัก สมัยอยุธยาตอนต้นๆ
[ทุกวันนี้เจรจาโขน (กรมศิลปากร) ยานคาง แต่หางเสียงใกล้เคียงสำเนียงเหน่อสุพรรณ-หลวงพระบาง]
เจรจาโขนเป็นประเพณีสร้างใหม่ในราชสำนักอโยธยา พูดภาษาไทย ซึ่งมีความสำคัญมากทางการเมืองสมัยนั้น (โขนในวัฒนธรรมเขมรดั้งเดิมมีแต่พากย์ ไม่มีเจรจา แต่ผู้รู้เขมรว่า ล่าสุดโขนเขมรเพิ่งมีเจรจาตามแบบแผนโขนไทย)

ตัวอย่าง บทเจรจาระหว่างพระราม กับ พาลี ในโขนตอนพาลีสอนน้อง ดังต่อไปนี้
[พระราม] ดูกร พระยาพาลีธิราช
ซึ่งท่านประมาทจาบจ้วงล่วงสาบาน
จนเสียสัตย์ที่ปฏิญาณก็เพราะหลงใหลในอิสตรี
หากท่านนี้ให้สำนึกรู้สึกตน เราก็เห็นว่าเป็นผลควรให้อภัย
แต่สัญญาเคยว่าไว้เหมือนรอยลิขิต อันเอาเหล็กเพชรจารติดกับภูผา
ต้องเป็นไปตามสัตยาที่ว่าวอน เอาเถิดเราจะผันผ่อนไว้ชีวิต
ขอโลหิตเซ่นพรหมาสตร์เพียงหยาดหยด พอมีแผลปรากฏประจำกาย
มิต้องถึงซึ่งวอดวายดังสัญญา
[พาลี] ข้าแต่พระองค์ทรงพระกรุณาเป็นมหาศาล
แต่ข้าพระบาทบุตรมัฆวานเป็นชาติชาย
เมื่อเสียสัตย์นั้นก็หมายชีวิตสิ้น
จะอยู่ให้ใครดูหมิ่นหาควรไม่
โลหิตหยดก็เหมือนหมดไปทั้งใจกาย
แผลติดตัวข้าก็กลัวอายเสียดายตัว
ถึงคราวกรรมเคยได้ทำชั่วขอถวายซึ่งชีวัน
ต่อพระทรงสังข์ดังจำนรรจ์ไม่อาลัย
แม้นพระตรีภูวไนยจะโปรดปราน
ข้าพระบาทขอพระราชทานฝากสุครีพอนุชา
อีกองคตโอรสาและโยธาเมืองขีดขิน
ขอทูลลาพระจักรินทร์สิ้นชีวา
[บทโขน กรมศิลปากร พาลีสอนน้อง โดย เสรี หวังในธรรม]
