ในยามที่จิตใจเรากำลังหดหู่อยู่กับสารพัดสิ่งรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมืองหรือโศกนาฏกรรมที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นแต่กลับเกิดขึ้นอย่างน่าเศร้า ที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา การหันหน้าเข้าหาดนตรี เสียงเพลง เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดทางหนึ่ง
การบำบัดด้วยเสียงดนตรี ไม่ใช่เรื่องใหม่ในทางการแพทย์ แต่ใช้กันมานานแล้วในหลายๆ ทางด้วยกัน จิตแพทย์ใช้ดนตรีบำบัดจิตใจผู้ป่วย แพทย์ใช้เสียงเพลงช่วยฟื้นฟูผู้ป่วยจากภาวะสโตรก มีบางกรณีที่ใช้ดนตรีเพื่อบรรเทาความเจ็บปวดด้วยซ้ำไป
แต่การใช้ดนตรีประกอบในการผ่าตัด ถือเป็นการบุกเบิกการประยุกต์ใช้แนวใหม่ ที่ต่างออกไปจากการใช้ดนตรีเพื่อการบำบัดที่แล้วๆ มาอย่างใหญ่หลวง ที่สำคัญก็คือ งานวิจัยล่าสุดยังบ่งชี้ด้วยว่า การใช้ดนตรีในระหว่างการผ่าตัดได้ผลดีเสียด้วย
รายงานผลการศึกษาวิจัยดังกล่าวนี้ เป็นของทีมวิจัยจากวิทยาลัยการแพทย์เมาลานา อาซาด กับโรงพยาบาลโลก นายก ในกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิชาการด้านดนตรีและการแพทย์ (the journal Music and Medicine) และได้ชื่อว่าเป็นประจักษ์พยานที่แน่นหนาแข็งแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา ที่แสดงให้เห็นว่าการใช้ดนตรีประกอบระหว่างการผ่าตัดนั้นอำนวยให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีต่อตัวผู้ป่วยเองได้
งานวิจัยชิ้นนี้มุ่งเน้นไปที่การทดลองในกระบวนการผ่าตัดที่เรียกขานกันในแวดวงการแพทย์ว่า laparoscopic cholecystectomy ซึ่งเป็นกระบวนการผ่าตัดมาตรฐานเพื่อกำจัดนิ่วในถุงน้ำดี อันเป็นการผ่าตัดที่ใช้เวลาสั้นๆ ปกติแล้วไม่เกิน 1 ชั่วโมง และต้องการให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้ดี เร็วแบบรวดเดียวจบ
ดร.ฟาราห์ ฮุสเซน วิสัญญีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และเป็นนักดนตรีบำบัด ที่เป็นหัวหน้าทีมวิจัยที่ว่านี้ ระบุว่า การวิจัยครั้งนี้อยู่บนสมมุติฐานที่ว่า ถ้าหากผู้ป่วยได้รับเสียงดนตรีไปด้วยในระหว่างการผ่าตัด ก็จะตกอยู่ในสภาพที่ดีกว่าหลังการผ่าตัดแล้วเสร็จ ทั้งในแง่ของความรู้สึกและความเจ็บปวด
ในกระบวนการผ่าตัดทั่วไป แพทย์จะใช้วิธีการวางยาสลบ ควบคู่กับการใช้ยาชาเพื่อ “บล็อก” ช่องท้องของผู้ป่วย แต่ถึงแม้ผู้ป่วยจะตกอยู่ในสภาวะสลบไม่รู้สึกตัว ร่างกายกลับไม่ได้สลบตามไปด้วย และมีปฏิกิริยาโต้ตอบหลายอย่างเกิดขึ้น อัตราการเต้นของหัวใจเร่งเร็วขึ้น ฮอร์โมนในร่างกายสูบฉีด ความดันเลือดพุ่งสูงขึ้น การตกอยู่ภายใต้ภาวะเครียดดังกล่าวส่งผลให้การฟื้นฟูหลังการผ่าตัดช้าลงและอาการอักเสบย่ำแย่ลงตามไปด้วย
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ภาวะเครียดที่ว่านี้ อาจบางทีเกิดขึ้นกับผู้ป่วยตั้งแต่ขั้นตอนเริ่มต้นคือการดมยาด้วยซ้ำไป เพราะกระบวนการดังกล่าวเริ่มด้วยการสอดท่อเข้าไปทางหลอดลมเพื่อให้ยาสลบ โดยเฉพาะยาพวก propofol และ fentanyl ทีมวิจัยต้องการดูว่า การให้ผู้ป่วยรับฟังเสียงดนตรีตั้งแต่เริ่มต้นกระบวนการผ่าตัด สามารถช่วยลดปริมาณยาทั้งสองตัวลงได้หรือไม่ เพราะปริมาณยาที่ลดลง หมายถึงการฟื้นตื่นที่เร็วขึ้น ทำให้สัญญาณชีพนิ่ง และลดผลข้างเคียงลง
ทีมวิจัยใช้เวลานาน 11 เดือน ทดลองกับผู้ป่วย 56 ราย วัยระหว่าง 20 จนถึง 45 ปี ที่จำแนกแบบสุ่มออกเป็น 2 กลุ่ม ทั้งสองกลุ่มได้รับยาในระหว่างกระบวนการดมยาเหมือนกัน ประกอบด้วยยา 5 ตัว คือยาป้องกันการคลื่นเหียน อาเจียน, ยากล่อมประสาท, เฟนทานิล, โปรโปฟอล และยาคลายกล้ามเนื้อ และทั้ง 2 กลุ่ม ได้รับหูฟังที่มีเทคโนโลยีตัดเสียงรบกวนไปสวมไว้ตลอดตั้งแต่เริ่มแรกเหมือนกัน เพียงแต่กลุ่มหนึ่งไม่มีเสียงดนตรี แต่อีกกลุ่มจะได้ยินเสียงดนตรี คือ การบรรเลงฟลุต หรือไม่ก็เปียโนไปด้วย ขึ้นอยู่กับว่าผู้ป่วยจะเลือกฟังฟลุต หรือเปียโน
ดร.ฮุสเซนระบุว่า แม้ว่าผู้ป่วยจะอยู่ในภาวะสลบ ไม่รู้สึกตัว แต่จิตใต้สำนึกยังมีบางส่วนที่ทำงานอยู่และความสามารถในการได้ยินยังคงทำหน้าที่อยู่โดยตลอดภายใต้ภาวะไม่รู้สึกตัวนั้น
ผลลัพธ์ที่ได้ในการทดลองดังกล่าวน่าทึ่งมาก กลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับฟังเสียงดนตรี ไม่เพียงต้องการ โปรโปฟอล กับ เฟนทานิลน้อยกว่าอีกกลุ่มเท่านั้น ระดับของ คอร์ติซอล หรือฮอร์โมนเครียดก็ต่ำกว่า และระดับความดันโลหิตก็อยู่ภายใต้การควบคุมได้ดีกว่าตลอดกระบวนการผ่าตัด ผู้เชี่ยวชาญอธิบายเพิ่มเติมว่า เห็นได้ชัดว่าสมองในส่วนที่เกี่ยวกับการฟัง ยังคงทำหน้าที่อยู่ในสภาวะไม่รู้สึกตัว ผู้ป่วยอาจจำเสียงดนตรีหรือเพลงที่ได้ฟังไม่ได้ แต่สมองกลับรับรู้และบันทึกไว้ได้
ข้อเท็จจริงดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงสิ่งที่เรียกว่า “ภาวะตื่นรู้ระหว่างการผ่าตัด” (intraoperative awareness) ซึ่งแต่เดิมได้แต่รับรู้สิ่งที่ก่อให้เกิดความเครียดในสภาวะหมดสติ แต่เสียงดนตรีเปลี่ยนสิ่งที่รับรู้ดังกล่าวให้กลายเป็นประสบการณ์เชิงบวก ซึ่งส่งผลให้ผู้ป่วยได้รับตัวยาลดลง การฟื้นตัวหลังการผ่าตัดเร็วขึ้น
นั่นคือ แม้ร่างกายและจิตใจตกอยู่ในสภาวะหลับ เสียงดนตรีก็ยังสามารถเริ่มต้นการบำบัดได้นั่นเอง
ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์

