นํ้าท่วมเมืองหาดใหญ่รอบนี้น่าจะมีประเด็นที่นำไปสู่ข้ออภิปรายหลายอย่าง เพิ่มเติมจากเรื่องน้ำท่วมภาคเหนือ ภาคกลาง (ที่บางส่วนยังท่วมอยู่) และน้ำท่วมใน กทม.ที่(เคย)ผ่านมา
แน่นอนว่าในรอบนี้น้ำท่วมใต้และที่ความสนใจหลักอยู่ที่หาดใหญ่ เพราะเป็นเมืองใหญ่ที่สุดในภาคใต้จะเกี่ยวข้องกับเรื่องของการเมืองเป็นพิเศษ เพราะรัฐบาลปัจจุบันนั้นมีความท้าทายเรื่องความชอบธรรมเป็นอย่างมาก ด้วยว่าเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยและเป็นรัฐบาลที่นับถอยหลังเข้าสู่การเลือกตั้งอีกไม่นานนี้
พูดอีกอย่างก็คือ ในรัฐบาลและรัฐสภานี้ แทบจะไม่มีฉันทามติใดๆ ท่ามกลางกลุ่มการเมืองที่จะสามารถกุมอำนาจหลักได้เลย ทั้งสี่ฝ่ายหลัก คือ แดง ส้ม น้ำเงิน และกลุ่มที่เริ่มย้ายเข้าน้ำเงิน
รัฐบาลที่กำลังคิดว่ามีไพ่เหนือกว่าทุกฝ่ายแม้ว่าจะเป็นเสียงข้างมากก็เลยตกที่นั่งลำบากตั้งแต่แรก ขณะที่เมื่อสัปดาห์ที่แล้วข่าวใหญ่คือบ้านใหญ่ต่างๆ กำลังเริ่มทยอยเข้าพรรคสีน้ำเงินกันเพิ่มขึ้น
จะด้วยเต็มใจ หรือจะด้วยเงื่อนไขเชิงยุทธศาสตร์การเลือกตั้งที่ไม่เหมือนเดิม คือต้องถูกบีบให้รวมกันเพื่อสกัดกั้นการแทรกตัวในระดับเขตของพรรคส้มก็ตาม
พอเรื่องน้ำท่วมภาคใต้มา ปีนี้ก็เลยหนักหน่อย เพราะทุกฝ่ายไม่ได้คาดการณ์ว่าจะหนักขนาดนี้
เพราะปีนี้สถานการณ์การบริหารจัดการน้ำท่วมทั้งประเทศนั้นอาจจะไม่ค่อยเป็นที่สนใจเท่าไหร่
ส่วนหนึ่งเพราะ กทม.ที่เป็นศูนย์กลางของจักรวาลไทยนั้นไม่ท่วม (ข่าวส่วนมากก็มาจาก กทม.หรือถูกตัดสินใจน้ำเสนอจาก กทม.)
ส่วนจะไปท่วมที่ไหน ทุกคนก็น้ำท่วมปากกันไปหมด เพราะน้ำท่วมรอบกรุงเทพฯเป็นเงื่อนไขที่ทำให้กรุงเทพฯไม่ท่วม
อีกอย่างหนึ่งน้ำท่วมรอบกรุงเทพฯถูกซ้อนภาพไปกับพื้นที่ “ชนบท” และเชื่อว่าการทน และการชดเชย รวมทั้งพิธีกรรมแจกถุงยังชีพนั้นยังดำเนินต่อไปได้ (ผมอยากจะเรียกว่าน้ำท่วมของภาคกลางเป็น “ระบอบแห่งการเยียวยา”)
ส่วนที่เราไม่ได้คุยกันจริงๆ ก็คือ เราไม่ได้พูดเรื่องระบบนิเวศวิทยาของพื้นที่ของ “ชนบท” ว่าการปล่อยให้น้ำท่วมขังแบบไร้อนาคตเพื่อให้เมืองแห้งนั้นมันเป็น “ธรรมชาติ” หรือ “ธรรมชาติใหม่” กันแน่
และการเมืองทั้งระดับชาติและท้องถิ่นของธรรมชาติใหม่ในพื้นที่น้ำท่วมเช่นนั้นทำงานอย่างไร สังคมเศรษฐกิจของพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากเพื่อไม่ให้ท่วมเมืองหลวง และระบายน้ำออกจากเมืองอื่นๆ ไล่เรียงลงมาจากเหนือนั้นเป็นอย่างไร
ส่วนน้ำท่วมภาคเหนือนั้น ผมคิดว่าเราก็เผชิญคำถามใหม่มากกว่าเรื่องของปริมาณน้ำแบบภาคกลาง และเรื่องของนิเวศวิทยาการเมืองแบบเมืองชนบทแบบภาคกลาง ในแง่ภาคเหนือตอนบนนะครับ
เพราะมันเป็นเรื่องของน้ำท่วมข้ามแดนมากขึ้น เราควบคุมปริมาณน้ำจากรอบบ้านไม่ได้ ประกอบกับสภาพธรรมชาติมีความเปลี่ยนแปลงไปมาก เรื่องนี้จึงท้าทายความเข้าใจของประเด็นภาคเหนือตอนบน เพราะคำถามคือการปกป้องเมือง หรือเมืองที่ปกป้องตัวเองไม่ได้อย่างฉับพลัน
ส่วนภาคเหนือตอนล่างกับอีสานนั้นยังเกินปัญญาผมในตอนนี้ที่จะทำความเข้าใจ แต่จากการรับรู้จากข่าว ส่วนที่คล้ายกันหมดของภาคเหนือบน-ล่าง อีสาน ก็คือความสนใจเรื่องน้ำท่วมจะมาถึงคน กทม.เมื่อเมืองปกป้องน้ำท่วมไม่ได้ แต่ในกรณีภาคเหนือตอนล่างมันจะมีเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับระบบเขื่อนต่างๆ และระบบชลประทานเพื่อการเกษตรมากหน่อย ขณะที่ภาคกลางนั้นมักเป็นเรื่องของระบบเกษตรและการรองรับความแห้งของเมืองอย่าง กทม.เสียเป็นหลัก
พอมาถึงภาคใต้ ทุกปีถ้าไม่ใช่คนใต้ ผมคิดว่าน้ำท่วมภาคใต้มันกลายเป็นเรื่องเฉพาะถิ่น เพราะคนอื่นเขาหนาวกันแล้ว อาจจะมีสำนึกเล็กๆ ว่า ถ้าเข้าหน้าหนาว จะมีข่าวน้ำท่วมภาคใต้ แต่น้ำท่วมภาคใต้จะมีลักษณะที่มาไวไปไว ภาพข่าวน้ำท่วมเมืองอาจจะพอมี แต่ภาพมักเป็นเรื่องของความแรงของกระแสน้ำในชนบทเสียเป็นส่วนมาก หลายๆ ปีจะเน้นภาพของน้ำท่วมเมืองในเวลานานสักที
มาปีนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป ในกรณีภาคใต้ต้องไม่ลืมว่านี่เพิ่งต้นฤดูมรสุมของภาคใต้ด้วยซ้ำ
ความเข้าใจแรกของพวกเราคือน้ำท่วมเป็นเรื่องภัยธรรมชาติ แต่ธรรมชาติเปลี่ยนไปมาก (โลกรวน) น้ำท่วมข้ามแดน ภูมิประเทศเปลี่ยน ธรรมชาติใหม่ที่น้ำห้ามท่วมเมืองหลวง และเมืองอื่นๆ นี่คือภาวะรวมของประเทศที่เรายังสนใจความแห้งและการปกป้องเมือง โดยมองว่าความแห้งคือสิ่งที่ต้องมีด้วยโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ หรือการผลักภาระไปให้พื้นที่อื่นแลกด้วยการชดเชยเยียวยา
ส่วนภาคใต้เขาพบแล้วว่าฝนก็เป็นแบบใหม่ คือฝนแช่ ไม่ใช่ระเบิดฝนแบบเมืองอื่น แต่เป็นฝนที่เหมือนแม่น้ำบนท้องฟ้า ที่สะสมความชื้นเต็มไปหมดและเหนือความคาดหมายในการตกนาน ตกนิ่งๆ และถูกพัดมาตกจากจุดที่พยากรณ์ไว้ในครั้งแรก
ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ส่วนมากคือสภาพความแปรปรวนของธรรมชาติ แต่สิ่งที่เราตั้งคำถามกันในครั้งนี้คือความรับผิดชอบของรัฐบาลทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น
ในส่วนของเทศบาล คงต้องมีอะไรมากกว่าการปล่อยให้ทำงานต่อไปอีกในเวลาที่เหลืออย่างง่ายๆ เพราะเทศบาลนครหาดใหญ่เป็นเทศบาลแทบจะเรียกว่าใหญ่ที่สุด คนมากที่สุด และเงินมากที่สุด
แม้ว่าน้ำรอบนี้จะท่วมภาคใต้มาก แต่หาดใหญ่เป็นศูนย์กลางความสนใจเพราะส่วนหนึ่งเป็นน้ำท่วมระดับเมืองและเป็นเมืองที่เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของภาคใต้ และน้ำท่วมเมืองรอบนี้มันมารวดเร็วและมีความรุนแรงมาก รวมทั้งการติดในบ้านในรอบนี้มากมาย ความช่วยเหลือก็ไม่ถึงกลายเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก มากกว่ากรณีของกรุงเทพฯ และแม่สาย หรือเชียงใหม่ ที่ผ่านมา
ต้องลุ้นว่ารัฐบาลกลางจะตรวจสอบอย่างไร หรือประชาชนในพื้นที่จะจัดการอย่างไร
ส่วนกรณีรัฐบาลกลาง คงมีทั้งเรื่องที่ควรพิจารณาทั้งสองเรื่อง
หนึ่งคือความอ่อนแอของระบบการจัดการน้ำในประเทศไทยในภาพรวม ที่หลายคนบอกว่าใครมาเป็นก็เจอปัญหานี้ ดังที่ให้ภาพบางส่วนไปแล้ว
สองคือความท้าทายของรัฐบาลปัจจุบันในสถานการณ์ดังกล่าว ซึ่งเรื่องนี้สำคัญมาก และผมคิดว่ารัฐบาลนี้มองปัญหานี้แบบเชื่อว่าทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองเต็มที่ ทั้งที่ค้านกับสายตาของประชาชนที่ภาพสำคัญคืออาสาสมัครที่ยังมีไม่ได้สัดส่วนกับปัญหาภัยพิบัติในรอบนี้ ทั้งที่อาสาสมัครควรจะหมายความว่าพวกเขาเข้ามาเสริม ไม่ใช่เป็นกลุ่มหลักของภารกิจกู้ภัย
จนน้ำท่วมผ่านไปหลายวัน ผมคิดว่า รัฐบาลกลางมีปัญหาในการมองปัญหา สั่งการ และสื่อสาร
เช่นมองน้ำท่วมภาคใต้โดยส่งคนที่ดูแลเรื่องน้ำลงไปในสถานการณ์ที่ความจำเป็นเร่งด่วนน่าจะเป็นเรื่องของคน
ทำให้เราไม่เห็นภาพหลักของกระทรวงมหาดไทยที่มีนายกรัฐมนตรีเป็น มท.1 นั่งบัญชาการ ทั้งที่กลไกหลักในการช่วยคนคือ มหาดไทย และสาธารณสุข แต่ส่งคนที่ได้รับมอบหมายลงไปช่วยคนกลายเป็นคนดูแลระบบน้ำที่ต้องไปวิ่งช่วยคน
หลังงานนี้และไปจนถึงการเลือกตั้ง ผมคิดว่าการพูดถึงการทำงานและการปฏิรูประบบมหาดไทยทั้งระบบก็เป็นเรื่องสำคัญ
ไม่ใช่คิดว่าใครจะครองมหาดไทยแล้วเอาไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง และการเลือกตั้ง เหมือนที่เป็นหนึ่งในชนวนของการแตกหักทางการเมืองในรอบนี้ก่อนจะไปถึงเรื่องของชายแดน
เรื่องนี้ใหญ่กว่าการกระจายอำนาจ เพราะความย้อนแย้งในเรื่องนี้คือ ความแปรปรวนของอากาศแบบนี้ท้องถิ่นจัดการได้เองแค่ไหน และส่วนกลางนอกจากกำกับดูแลแล้ว จะเข้ามาแทรกแซงหรือรับผิดชอบได้อย่างไร
ผังเมืองเนี่ยเป็นเรื่องที่เห็นชัดว่าต้องมีความลงตัวของมาตรฐาน และอำนาจต่อรองกันในท้องถิ่น อย่างกรณีหาดใหญ่ เราพูดแต่ระบบป้องกันเมือง แต่เราไม่เห็นภาพการขยายตัวของเมืองและภาพผังเมืองของหาดใหญ่ว่ารองรับหรือพร้อมรับมือกับสภาพความแปรปรวนของเมืองได้แค่ไหน
อีกเรื่องคือความเชื่อเรื่อง single command ผมคิดว่าบ้านเรามีเส้นบางเรื่องอำนาจเผด็จการ กับระบบการสั่งการ ยิ่งในกรณีนี้เรื่องใหญ่เอาเข้าจริงคือการถามหาความรับผิดชอบ ความพร้อมรับผิด และการขอโทษ มากกว่าการถามหาระบบจริงๆ ซึ่งไม่น่าจะมีง่ายๆ เมื่อดูสภาพการทำงานของเมืองที่ผู้ว่าฯเพิ่งมาได้หนึ่งสัปดาห์ และย้ายไปมาได้ตลอด หรือนายกเทศมนตรีที่เพิ่งมาได้ไม่นาน แต่ไม่มีใครถามว่างบส่วนมากของเทศบาลที่รวยที่สุดของไทย (ตัวเลขปี 2566 หรือประมาณสองพันเจ็ดร้อยล้าน) นั้นวางความสำคัญเรื่องน้ำท่วมมากน้อยแค่ไหนในภาพรวมของการบริหาร
ในรอบนี้ความท้าทายคือ เมื่อเกิดสถานการณ์ภัยพิบัติกลับติดต่อใครไม่ได้ ทั้งประชาชนและสื่อ การสื่อสารจากกองบัญชาการสถานการณ์ส่วนกลางก็ต้องรอรับข้อมูลจากพื้นที่อยู่ดี ส่วนคนที่รับผิดชอบงานที่ส่วนกลางก็ไม่ใช่คนที่ตัดสินใจอะไรได้ในสถานการณ์ และไม่สามารถให้ข้อมูลที่ประชาชนต้องการ
ที่สำคัญอักประการหนึ่งคืออารมณ์ทางสังคมต้องการคำขอโทษและการยอมรับว่าทำงานผิดพลาด และการแก้ไขว่าจะทำให้ดีขึ้นอย่างไร และสถานการณ์ในช่วงที่ปะทะอารมณ์กันนั้นยังไม่ใช่ระบบและเงื่อนไขการเยียวยา แต่เป็นสถานการณ์การกู้ภัย
ศูนย์กลางที่กรุงเทพฯที่คิดว่าจะสั่งการและชี้แจงเมื่ออยู่ในสถานการณ์การกู้ภัย จึงเจอปัญหาใหญ่ท้าทายการทำงานยิ่ง
สุดท้ายนี้ นี่คือบางส่วนของสถานการณ์น้ำท่วมเมืองในรอบนี้ การป้องกันภัยนั้นล้มเหลวกันหมด รอบนี้ปัญหาใหญ่ไม่ใช่แค่การระบายน้ำ แต่เป็นเรื่องของการกู้ภัยที่สอบไม่ผ่าน
ความท้าทายจากนี้คือการเยียวยาที่รัฐบาลคิดว่าถนัด ก็จะต้องดูว่าจะรอดไหม และจะมีนัยทางการเมืองโดยเฉพาะการเลือกตั้งครั้งถัดไปอย่างไร เมื่อเห็นโพลนิด้าว่าด้วยความนิยมของพรรคการเมืองและนักการเมืองออกมาแบบที่เห็นอยู่

