หน้าแรก คอลัมนิสต์ คนตกสีที่อยู่...

คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : ‘ราคา’ ของ ‘ความไว้วางใจทางการเมือง’

3.12.25 | 12:45 น.

คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : ‘ราคา’ ของ ‘ความไว้วางใจทางการเมือง’

เหตุภัยธรรมชาติ โศกนาฏกรรมที่มีส่วนมาจากการบริหารจัดการในเหตุอุทกภัยโดยเฉพาะที่อำเภอหาดใหญ่ กลายเป็นบาดแผลใหญ่และลึกที่สุดทางการเมืองของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล หลังจากที่ถลอกปอกเปิกมาจากอีกหลายเรื่องเทาๆ ก่อนหน้านี้ ซึ่งโดยตรงก็แน่นอนว่าตัวนายกรัฐมนตรี และพรรคภูมิใจไทยจะต้องรับผิดชอบทางการเมืองไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แต่พร้อมกันนั้นเอง สำหรับประชาชนคนทั่วไปโดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่ได้สนับสนุน “พรรคส้ม” ก็คือคำถามที่ว่า พรรคประชาชน ควรมีส่วนต่อความรับผิดชอบต่อความเสียหายในเรื่องนี้ด้วยหรือไม่เพียงไร ในฐานะที่ได้ลงมติออกเสียงสนับสนุนให้นายอนุทินก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วยเสียงอันเป็นเอกภาพ

เหตุผลหรือข้ออ้างสำคัญที่ฝ่ายผู้สนับสนุนพรรคประชาชนใช้เพื่อ “ขีดวง” กั้นตัวเองออกมาจากรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย คือการที่ทางพรรคไม่ได้ตกลงร่วมรัฐบาลหรือส่งคนไปเป็นรัฐมนตรีด้วย ดังนั้น “ในทางนิตินัย” พวกเขาก็ยังคงสถานะเป็น “ฝ่ายค้าน” ที่คอยตรวจสอบรัฐบาลอยู่อย่างเคร่งครัด ดังการออกมาทำหน้าที่ของ ส.ส.หลายคนของพรรคในหลายต่อหลายเรื่อง ซึ่งก็ต้องยอมรับเช่นกันว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายตรวจสอบนั้นอย่างแข็งขันด้วยมาตรฐานเดียวกับที่เคยใช้มาตลอดไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาล

แต่คำถามสำหรับวิญญูชนที่อยากจะมองเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมานั้นจะต้องพิจารณาคือ เส้นแบ่งทางเทคนิคของการ “โหวตเลือก แต่ไม่ร่วมรัฐบาล” ที่ถูกขีดขึ้นมานี้ “ฟังขึ้น” หรือไม่ในเชิงหลักการ

Advertisement

หากเราย้อนกลับไปที่หลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาแล้ว จะต้องเริ่มจากว่า การปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้นถือว่าประชาชนทั้งหลายเป็นผู้ปกครองประเทศซึ่งตัดสินกันด้วยเสียงข้างมากผ่านการเลือกตั้ง และในระบบรัฐสภาจะถือว่าประชาชนนั้นใช้อำนาจดังกล่าวของตนเพื่อใช้สิทธิเลือกตั้ง “ผู้แทนราษฎร” ของตนเข้าไปเป็นตัวแทนในสภา ซึ่งหลังจากนั้น “สภาผู้แทนราษฎร” ที่เป็นตัวแทนของประชาชนนั้นเองที่จะออกเสียงเลือกบุคคลที่สภาเห็นว่าสมควร “ไว้วางใจทางการเมือง” ให้เป็น “หัวหน้ารัฐบาล” ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะเป็นผู้เลือกสรรบุคคลที่ตนไว้วางใจและ “มีความรู้ความสามารถ” ตั้งให้เป็น “รัฐมนตรี” ร่วมบริหารประเทศ

ทั้งนี้โดยธรรมเนียมปฏิบัติ นายกรัฐมนตรีมักจะเชิญบุคคลจากพรรคการเมืองที่สนับสนุนหรือไว้ใจตนเข้าร่วมในคณะรัฐมนตรีเพื่อร่วมรับผิดชอบกันบริหารประเทศ โดยตกลงกันตามเงื่อนไขทางการเมืองว่าจะให้พรรคใดส่งตัวแทนมาเป็นรัฐมนตรีได้กี่คน และรับผิดชอบกระทรวงใดกันบ้าง ที่เรียกว่า “การร่วมรัฐบาล”

ทั้งนี้ “ความไว้วางใจทางการเมือง” ดังกล่าวนั้นก็เป็นเรื่องที่ต้องมีด้วยกันทั้งสองฝ่าย นอกจากที่ฝ่ายสภาหรือพรรคการเมืองจะไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีแล้ว นายกรัฐมนตรีหรือหัวหน้ารัฐบาลเองก็ต้อง “ไว้วางใจ” ในพรรคร่วมรัฐบาลว่าจะมีเจตนารมณ์หรืออย่างน้อยแนวทางในการบริหารประเทศตรงกันด้วย

เพราะ “ความไว้วางใจทางการเมือง” ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นี้เป็นหลักการสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยรูปแบบนี้ ดังนั้น หากเมื่อใดที่รัฐบาลนั้นบริหารประเทศไปในทางที่สภาผู้แทนราษฎรเริ่มสูญเสียความ “ไว้วางใจ” ก็จะเปิดอภิปรายเพื่อลงมติว่า ความไว้วางใจที่ให้แก่ผู้นำรัฐบาลไปในครั้งที่เลือกหรือสนับสนุนนั้น บัดนี้ยังคงมีอยู่หรือไม่ หากมีมติ “ไม่ไว้วางใจ” รัฐบาลหรือรัฐมนตรีที่ได้รับการออกเสียงมติไม่ไว้วางใจนั้นก็ต้องพ้นตำแหน่งไปเฉพาะตัวหรือทั้งคณะตามแต่เงื่อนไข

ดังนั้น การที่พรรคการเมืองนั้นจะมา “ร่วมรัฐบาล” หรือส่งตัวแทนมาเป็นรัฐมนตรีหรือไม่นั้น จึงเป็นคนละเรื่องที่ไม่สามารถลบล้าง “ความไว้วางใจ” ที่ตนเคยให้ไว้แก่บุคคลที่มาดำรงตำแหน่งหัวหน้ารัฐบาลนั้นได้ เพราะอย่างน้อยๆ ในห้วงขณะที่ ส.ส.แต่ละคน “ขานชื่อ” บุคคลที่ตนเห็นว่าสมควรเป็นนายกรัฐมนตรี ก็ต้องถือว่าเจ้าตัวหรือพรรคที่มีมติเช่นนั้นได้แสดงออกว่าตน “ไว้วางใจ” บุคคลที่ตนขานชื่อนั้น

เช่นที่ในวันที่ 5 กันยายน 2568 นั้น สมาชิกพรรคประชาชนทุกคนในสภาขณะนั้นก็ประกาศว่า “นายอนุทิน ชาญวีรกูล (ครับ/ค่ะ)” นั้นเป็นผู้สมควรได้รับ “ความไว้วางใจทางการเมือง” ให้เป็นผู้สมควรบริหารประเทศในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีโดยมีอำนาจเต็มที่ในการบริหารประเทศได้ตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายกำหนด

ทั้งหมดข้างต้นนี้ ถือเป็น “หลักการพื้นฐาน” เบื้องต้นและตรงไปตรงมาที่สุดของการปกครองในระบอบและระบบนี้ ข้ออ้างที่ว่า “เลือกให้มาผลักดันจัดทำรัฐธรรมนูญและยุบสภา ไม่ได้หมายความว่าไว้ใจให้มาบริหารประเทศ” หรือ “ก็ไม่ได้ไว้วางใจสักเท่าไรหรอกนะ แต่อย่างน้อยก็ดีกว่าอีกพรรค” จึงเป็นเหตุผลข้ออ้างที่อาจจะพิสดารไปหน่อยหากพิจารณาจากมุมมองของหลักการพื้นฐานข้างต้น เพราะอำนาจของนายกรัฐมนตรีนั้นมาเป็นแพคเกจเดียว ท่านจะเลือกรับมาเฉพาะส่วนแบบขอแต่ส่วนที่ “ชอบ” แต่ไม่ร่วม “รับผิด” นั้นก็ไม่น่าจะได้

หรือถ้าฝ่ายสนับสนุนพรรคจะยังยืนกราน นี่เป็นหลักการใหม่ที่ “ความไว้วางใจทางการเมืองนั้นแยกส่วนได้” ดังนั้น “เลือกมาให้ยุบสภาและจัดทำรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ให้มาบริหารประเทศ” ก็อาจจะถือได้ว่าเป็นนวัตกรรมทางการเมืองระดับโลกจารึก เป็น “ประเพณีการปกครองในระบอบรัฐสภาแบบใหม่” ที่สมาชิกรัฐสภาอาจจะไว้วางใจแบบแยกส่วนหรือไว้วางใจบ้าง ไม่ไว้วางใจบ้างตามสะดวก แล้วสามารถเลือกผู้นำฝ่ายบริหารมาเพื่อให้ทำงานบางอย่างแล้วจ่อจะ “ไล่ออก” ในภายหลัง โดยที่ผู้เลือกนั้นไม่ต้องรับผิดชอบผลงานระหว่างทาง …ก็อาจจะน่าสนใจดี

สำหรับข้ออ้างหรือคำแก้ตัวอีกอย่างก็คือ การเลือกนายอนุทินให้ได้เป็นนายกรัฐมนตรีนั้นก็เพื่อให้ประชาชนได้เห็นว่าถ้าคนนี้พรรคนี้ได้เป็นรัฐบาลแล้วจะเป็นอย่างไร ถ้าไม่อยากเจอแบบนี้อีก จะชอบหรือไม่ชอบก็ควรต้องเลือกเราให้โอกาสเราไปบริหารประเทศ นั้นก็ยิ่งตลกร้ายอย่างน่าเจ็บปวด เพราะในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดที่ผ่านมา พรรคที่สามารถคว้าชัยชนะในจังหวัดสงขลาไปได้มากที่สุดนั้น คือ “พรรคประชาธิปัตย์” ที่ได้ ส.ส.ไป 6 จาก 9 คน และพรรคประชาธิปัตย์นี้ก็เป็นพรรคที่ไม่ได้ออกเสียงสนับสนุนให้นายอนุทินได้ให้เป็นนายกรัฐมนตรีแต่อย่างใด (และจะว่าไป พรรคที่จะ “ตำหนิ” รัฐบาลนี้ได้อย่างชอบธรรมและสมเหตุสมผลที่สุด ก็คือพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะของ “ผู้แทนราษฎร” ส่วนใหญ่ของจังหวัดพื้นที่ประสบภัยนั้นด้วย

ส่วนพรรคที่สามารถเอาชนะคะแนนในระบบบัญชีรายชื่อได้เป็นอันดับหนึ่งของจังหวัดนี้ ก็คือ “พรรคก้าวไกล” หรือปัจจุบันคือ “พรรคประชาชน” ซึ่งเป็นพรรคที่ออกเสียง “ไว้วางใจ” ให้รัฐบาลนี้มาบริหารประเทศนั่นเอง ซึ่งก็มั่นใจอย่างยิ่งว่าในตอนที่พวกเขากาบัตรเลือกตั้งหมายเลข 31 ให้พรรคก้าวไกลในบัตรเลือกตั้งระบบบัญชีรายชื่อ ก็ไม่มีใครคาดหมายได้เหมือนกันว่าคะแนนเสียงนั้นจะส่งผลให้ได้ผู้แทนราษฎรที่จะไปเลือก “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกรัฐมนตรี

การจะกล่าวว่า ถ้าไม่อยากให้เกิดเรื่องแบบนี้ คราวหน้าก็อย่าเลือกแบบเดิม จึงเป็น “บทเรียน” ที่ไม่รู้จะให้สอนว่าอะไรต่อดี

หรือถ้าจะให้ปรับเป็นบทเรียนเชิงความหวังว่า ให้เก็บความรู้สึกไม่พอใจนี้ไประบายออกเอาที่การเลือกตั้งครั้งหน้า ก็มีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับคณิตศาสตร์ทางการเมืองนิดหน่อย นั่นคือ หากพิจารณาตัวเลขผลการเลือกตั้งปี 2566 ณ วันประกาศผลเป็นทางการ (ไม่นับรวมที่ถูกตัดสิทธิไปในภายหลัง) ก็จะพบสัดส่วนที่น่าสนใจเกี่ยวกับ “โครงสร้างฐานเสียง” ของพรรคการเมืองต่างๆ ที่เป็นตัวเล่นสำคัญบนเวทีการเมืองนี้

ถ้าเรานำคะแนนระหว่างระบบบัญชีรายชื่อ ที่ถือเป็น “เสียงของผู้ที่เลือกพรรคนั้นทั้งประเทศ” มาตั้ง แล้วลบด้วยคะแนนที่พรรคนั้นได้ในระบบเขต ที่ถือเป็น “เสียงของผู้ที่เลือกพรรคนั้นในเชิงพื้นที่ จะพบว่า กรณีของพรรคก้าวไกลนั้น ส่วนต่างระหว่าง คะแนนเสียงจากระบบัญชีรายชื่อ (14,438,851) กับคะแนนเสียงจาก ส.ส.เขต (9,665,433) อยู่ที่ประมาณ 33% นั่นคือสัดส่วนของคนที่ไม่ได้เลือกพรรคก้าวไกลในระบบเขต แต่เลือกในแบบบัญชีรายชื่อ ส่วนพรรคเพื่อไทยตัวเลขดังกล่าวอยู่ที่ 14.8% (คะแนนเสียงระบบบัญชีรายชื่อ 10,962,522 ต่อคะแนนเสียงระบบเขต 9,340,082) ซึ่งแสดงให้เห็นว่า คนที่เลือกพรรคเพื่อไทยในสองระบบนี้มีความแตกต่างกันอยู่บ้างแต่ก็เล็กน้อย

แต่ในกรณีของพรรคภูมิใจไทยนั้น ไม่สามารถนำมาใส่สูตรดังกล่าวได้ เพราะคะแนนเสียงในระบบ ส.ส.เขตนั้น สูงกว่าในระบบบัญชีรายชื่ออย่างมาก กล่าวคืออยู่ที่ 5,133,441 ต่อ 1,138,202 ดังนั้นเราจึงต้องกลับกัน คือเอาตัวเลขของคะแนนในระบบเขตมาตั้งแล้วหาส่วนต่างจากระบบบัญชีรายชื่อ จะได้ตัวเลขอยู่ที่ 77.83% คือสัดส่วนของคนที่เลือก ส.ส.เขตพรรคภูมิใจไทย แต่ไม่ได้เลือก ส.ส.บัญชีรายชื่อให้พรรคเดียวกัน สัดส่วนอันแตกต่างนี้สะท้อนออกมาได้ชัดเจนว่า พรรคการเมืองดังกล่าวเติบโตและครองอำนาจอยู่ได้ด้วยลักษณะของ “พรรคตัวแทนท้องถิ่น” ที่มีปัจจัยเชิงบารมีและเครือข่ายอุปถัมภ์ของ “บ้านใหญ่” ในแต่ละพื้นที่เป็นตัวแปร มากกว่าที่จะเป็นพรรคการเมืองที่ “คนไทยทั้งประเทศ” นั้นเลือกหรือเห็นชอบให้มานั่งในสภา

ดังนั้น สิ่งที่เรียกว่าการ “แก้แค้นด้วยบัตรเลือกตั้ง” นั้นอาจจะไม่สัมฤทธิผลใดๆ หากว่าพวกเขายังรักษาพื้นที่ฐานเสียงของตนได้อย่างมั่นคงหรือขยายออกไปด้วยพลังดูด “บ้านใหญ่” คำขู่ขวัญชวนเลือกตั้งประเภท “ไม่เลือกเรา เขามาแน่” นั้นก็อาจจะได้รับคำตอบว่า ต่อให้คนทั้งประเทศจะเลือกเราแค่ไหนก็ยากที่จะขัดขวางไม่ให้ “เขามา” ตราบใดที่ยังรักษาพื้นที่ฐานเสียงของเขาได้อยู่อย่างมั่นคง และจำนวนนั้นเองที่จะเป็นตัวแปรสำคัญสำหรับพรรคใดก็ตามที่ชนะการเลือกตั้งมาเป็นที่หนึ่งแต่ยังขาดเสียงที่จะจัดตั้งรัฐบาลได้ ซึ่งนั่นก็เป็นตำแหน่งแห่งที่ของพรรคนี้เสมอมา

สุดท้ายนี้ “คำหลัก” หรือ Motto ในการเลือกตั้งครั้งหน้าของพรรคซึ่งประกาศกร้าวด้วยมอตโต “มีเราไม่มีเทา” นั้น อาจทรงพลังอย่างยิ่งในการแสดงจุดยืนและจุดแข็งของพรรค แต่ถึงอย่างนั้น ด้วย “หลักแห่งความไว้วางใจทางการเมือง” นี่เอง ที่อาจจะทำให้คติพจน์หรือคำหลักนี้ อาจกลายเป็นดาบที่อาจย้อนกลับมาเชือดเฉือนตนเองได้ หากผลการเลือกตั้งไม่ได้ออกมาในรูปแบบแลนด์สไลด์ถล่มทลายจนพรรคส้มสามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ดังใจหวัง

เพราะหากต้องอาศัยเสียงจากพรรคใดเพื่อสนับสนุนให้เป็นรัฐบาลแล้ว คำถามสำคัญจะพุ่งตรงมาจ่อที่คอหอยของพรรคประชาชนทันทีว่า พรรคร่วมรัฐบาลที่จะเชิญมานั้น ผ่านเกณฑ์ “ไม่เทา” ของพวกท่านแล้วแน่หรือ? การดึงพวกเขาเข้ามาร่วมรัฐบาล จะเป็นการออก “ใบรับรองความขาว” ให้พรรคการเมืองที่จะมาร่วมรัฐบาลด้วยนั้น หรืออย่างน้อยที่สุด ก็เป็นการยอมรับกลายๆ ว่าในสายตาของพรรคส้มแล้ว พรรคการเมืองเหล่านั้นยัง “ไม่เทา” เกินไปและพอจะร่วมหอลงโรงกันได้ และในเมื่อภูมิทัศน์การเมืองไทยปัจจุบันก็เต็มไปด้วยพรรคที่มี “รอยด่างพร้อย” ตรงนั้นบ้างตรงนี้บ้างทั้งสิ้น เหมือนผ้าที่ตากแดดตากลมและตกพื้นหรือบางทีก็ถูกเหยียบ จะหาสะอาดขาวไม่มีรอยหมองเทาเลยได้หรือไม่

เว้นแต่ถ้ามั่นใจว่าจะชนะการเลือกตั้งแบบได้เสียงข้างมากพรรคเดียว ก็ขอเอาใจช่วยในฐานะคนเคยรักแต่ก็ยังแอบไปส่องโซเชียลอยู่ทุกวันก็แล้วกัน