“นึกว่างานจะง่ายกว่านี้” เป็นวาทะพาดหัวจากคำให้สัมภาษณ์พิเศษของนายโดนัลด์ ทรัมป์ วาระที่ทำงานประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา มาครบ 100 วัน
การคาดเดาว่างานในตำแหน่งประธานาธิบดีจะง่ายกว่าที่คิดไว้ไม่น่าจะเป็นกับประธานาธิบดีคนก่อนหน้านี้ อย่าง บิล คลินตัน และ บารัค โอบามา เข้ามาทำงานในตำแหน่งนี้ด้วยอายุเลข 4 นำหน้า ส่วน จอร์จ ดับเบิลยู. บุช คงเห็นพ่อตัวเองทำงานนี้มาก่อน ไม่น่าคิดว่างานจะง่ายๆ แน่
คนเป็นผู้นำประเทศต้องบริหารงานและแบกความรับผิดชอบที่ใหญ่โตมาก ยิ่งเป็นผู้นำประเทศมหาอำนาจด้วยแล้ว ยิ่งน่าจะยากมากๆ
แต่ที่ทรัมป์คิดว่าจะง่ายกว่าที่คิดไว้ อาจเพราะอายุเลข 7 นำหน้าแล้ว ผ่านอะไรมามากทั้งดีและร้าย เคยทำธุรกิจยักษ์ใหญ่มามากมาย พบปะผู้คนมากหน้าหลายตา
กระทั่งเมื่อมาทำงานเป็นผู้นำประเทศและผู้นำโลก ทำมาได้แค่ 100 วัน จากวาระงาน 4 ปี หรือ 1,460 วัน ก็เริ่มเห็นแล้วว่าไม่ง่าย
การรับมือกับศึกเกาหลีเหนือน่าจะเป็นงานหนึ่งที่ทรัมป์ตระหนักได้ว่าไม่ง่ายอย่างที่คิด ไม่ใช่แค่ว่าเคลื่อนขบวนเรือรบคาร์ล วินสัน เข้ามาแล้วจะจบ
เดิมที่ทรัมป์เผยแนวคิดว่าจะขึ้นภาษีรถยนต์กับญี่ปุ่น และเก็บเงินเกาหลีใต้ค่าติดตั้งระบบต่อต้านขีปนาวุธขั้นสูง หรือธาด ดูจะต้องพักไปก่อน เพราะถ้าสองพันธมิตรนี้ขุ่นเคือง จะเผชิญหน้ากับเกาหลีเหนืออย่างไร ก็ยังคิดไม่ออก
ส่วนกลุ่มประเทศอาเซียนที่คิดว่าทรัมป์จะไม่สนใจเท่ากับสมัยโอบามาก็คงไม่ใช่แล้ว เพราะสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทรัมป์ต่อสายคุยกับผู้นำประเทศอาเซียนไปแล้วอย่างน้อย 3 คน คือฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย
ทั้งหมดมีประเด็นเกาหลีเหนืออยู่ในการพูดคุยด้วย หลังจากเห็นแล้วว่าเกาหลีเหนือก็ส่งจดหมายไปถึงเลขาธิการอาเซียน ก่อนเริ่มการประชุมสุดยอดที่ฟิลิปปินส์เพื่อขอแรงสนับสนุนเช่นกัน
ทรัมป์บอกว่าไม่อยากจะคุยเรื่องแผนต่างๆ ที่จะดำเนินการในศึกครั้งนี้ เพราะ “มันเป็นเกมหมากรุก ผมไม่ต้องการให้คนอื่นรู้ว่าผมคิดอะไรอยู่”
การต่อสายคุยกับ นายโรดริโก ดูแตร์เต ผู้นำฟิลิปปินส์ที่มีปัญหาเรื่องสิทธิมนุษยชน จากการปราบปรามยาเสพติดแล้วไปกระทบชีวิตของชาวบ้าน มีผู้เสียชีวิต
ในวงจรถึงกว่า 8,000 รายนั้น บ่งบอกว่าทรัมป์ไม่ได้แสดงท่าทีแบบโอบามาที่เคยติติงจนดูแตร์เตฉุนขาดมาแล้ว
ตรงกันข้ามทรัมป์เชิญดูแตร์เตไปเยือนทำเนียบขาวในวันข้างหน้าด้วย
มาถึงตรงนี้ก็อาจจะเห็นได้ว่า การเดินหมากของทรัมป์ยังคำนึงถึงผลประโยชน์ “อเมริกาต้องมาก่อน” อยู่เช่นเดิม เพราะนอกจากจะช่วยรั้งฟิลิปปินส์ไม่ให้โผเข้าหาจีนเต็มตัวแล้ว ยังจะได้พันธมิตรในศึกเกาหลีเหนือในคราวเดียวกัน
การดำเนินนโยบายแบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะในยุคที่อเมริกาทำศึกกับคอมมิวนิสต์ ก็ยังส่งเสริมทั้ง เฟอร์ดินันด์ มาร์กอส แห่งฟิลิปปินส์ ซูฮาร์โต แห่งอินโดนีเซีย และผู้นำจากกองทัพของไทยให้รุ่งเรือง ก่อให้เกิดช่วงเวลาที่ผู้กุมอำนาจละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวาง และคอร์รัปชั่นอย่างมโหฬาร
เพียงแต่ว่าในยุคนี้ การจะทำย้อนยุคอาจไม่ได้ถูกมองข้ามเหมือนเดิม เพราะโลกเปลี่ยนไปแล้ว
อะไรๆ อาจจะไม่ง่ายอย่างที่คิดจริงๆ

