หน้าแรก คอลัมนิสต์ สุจิตต์ วงษ์เ...

สุจิตต์ วงษ์เทศ : ดนตรีไทยมาจาก ‘ไม่ไทย’ หลายชาติพันธุ์

3.12.25 | 18:04 น.
เครื่องดีดเรียก “ดิ่ง” ของชาวดาระอาง (ปะหล่อง) บรรเลงดิ่งในท่านั่งและท่ายืน [ภาพจากวารสาร ภาษาและวัฒนธรรม มกราคม-มิถุนายน 2552]

“ติง” หรือ “ติ่ง” เป็นชื่อเครื่องดีดดั้งเดิมของชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์ ที่สืบเนื่องการใช้งานตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์หลายพันปีมาแล้ว สืบเนื่องถึงสมัยรัฐหรือราชอาณาจักร เช่น อยุธยา และยังพบในกลุ่มชนเผ่าทุกวันนี้

ปัจจุบัน ติง, ติ่ง ถูกเรียก “ดิ่ง” เช่น ดิ่งที่เป็นเครื่องดีดของชาวดาระอาง (ปะหล่อง)  ยังตกทอดอยู่ในกลุ่มชนเผ่าพื้นเมือง หมู่บ้านนอแล ต. ม่อนปิ่น อ. ฝาง จ. เชียงใหม่ [บทความเรื่อง “ดิ่ง” : พิณดาระอาง (ปะหล่อง) โดย พิเชฐ สีตะพงศ์ นักวิจัยประจำสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล ในวารสาร ภาษาและวัฒนธรรม ปีที่ 28 ฉบับที่ 1 (มกราคม-มิถุนายน 2552) หน้า 47-61]

เครื่องดนตรีหลายชาติพันธุ์ รวมทั้งติงหรือติ่ง ผมเคยเขียนไว้ในหนังสือ ร้องรำทำเพลง (สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2532 หน้า 115-147)

ในวรรณกรรมรุ่นเก่าๆ ยังใช้ชื่อติงร่วมกับพิณ ได้แก่ อนิรุทธคำฉันท์ในสมัยอยุธยาตอนต้นๆ ระบุว่า “เต่งติงเพลงพิณ” ดังนี้

จำเรียงสานเสียง
ประอรประเอียง                      กรกรีดเพยียทอง
เต่งติงเพลงพิณ                     ปี่แคนทรลอง
สำหรับลบอง                        ลเบงเฉ่งฉันท์

Advertisement

ผู้ทําหน้าที่ระงม “ดนตรี” เพื่อ “บรรสานเสียงถวาย” และ “ลเบงเฉ่งฉันท์” เป็นบรรดา “นางสนม” หรือ “นางกํานัล” เป็นลูกหลานเจ้านายขุนนางสมัยนั้น ซึ่งมีเครื่องมือโดยรวมๆ มีแบบแผนต่อไปนี้

“เพยีย” หมายถึงเพียะหรือเปี๊ยะซึ่งยังมีใช้และเรียกอยู่ในท้องถิ่นล้านนาทุกวันนี้ แต่ในกําสรวลสมุทร (สมัยอยุธยาตอนต้น) เรียก “เพลี้ย” และในพงศาวดารล้านช้างเรียก “เพี้ยะ”

“ติง” หรือ “เต่งติง” หมายถึงเครื่องดีดชนิดหนึ่ง ชื่อนี้แพร่หลายอยู่ในกลุ่มชนเผ่าพื้นเมืองทางตอนใต้ของจีน

“พิณ” น่าจะหมายถึงเครื่องดีดโดยรวมทั่วๆ ไป ทั้ง “เพยีย” และ “ติง”

“ปี่ หมายถึงเครื่องเป่า เช่น ปี่อ้อในท้องถิ่นล้านนา และในกฎมณเฑียรบาลมีคําว่า “เป่าขลุ่ยเป่าปี่” (เอกสารจีนยังมีเรียกปี่น้ำเต้าซึ่งอาจจะหมายถึงเรไร)

“แคน” หมายถึงเครื่องเป่ามีหลายเสียง แพร่หลายอยู่ในกลุ่มชนเผ่าต่างๆ และตระกูลไท-ไต โดยมีพัฒนาการไม่น้อยกว่า 3,000 ปีมาแล้ว

“ทร” ตรงกับ “ซอ” ในกฎมณเฑียรบาลมีคําว่า “สีซอ” หมายถึงเครื่องสี ในนิราศ หริภุญชัย เขียนว่า “ทร้อ” ตรงกับคําว่า “สะล้อ” ของท้องถิ่นล้านนา

แต่ข้อความที่ว่า “ปี่แคนทรลอง” อาจมีความหมายอย่างท้องถิ่นล้านนาว่าขับหรือร้องเพลงก็ได้ดังประเพณี “ขับซอยอยศ” ในพระลอ เมื่อประกอบเครื่องมือใดๆ ก็ออกชื่อเครื่องมือนั้นๆ ด้วย เช่น ซอปี่, ซอซึง, ซอเปียะ ฯลฯ

เครื่องมือที่มีมาแต่ดั้งเดิมอย่างปี่, แคน, ติง, และอื่นๆ ยังมีบทบาทอยู่ในราชสํานักสมัยอยุธยาตอนต้นๆ ด้วย (ภายหลังถูกเหยียดลงให้เป็นเครื่องดนตรีพื้นบ้านจนทุกวันนี้)

เฉพาะเครื่องดีดติ่งหรือติง ยังพบในทวาทศมาสโคลงดั้น ดังนี้
ขับซอปี่แคนหลาย                    เพลงพาทย์
ติ้งติ่งนิ้วน้าวเต้น                       ร่อนรำ

วรรณกรรมล้านนาก็เอ่ยเอาไว้ว่า
ราตรีเทียนทีปแจ้ง                เจาะงาม
มัวม่วนนนตรีตาม                     ติ่งทร้อ

เครื่องมือมีสายใช้ดีดและสีเหล่านี้ มีพัฒนาการเป็นพื้นฐานของภูมิภาคนี้มาแต่ดั้งเดิมก่อนที่จะมีการแลกเปลี่ยนและรับแบบแผนใหม่ๆ จากต่างประเทศ เช่น ซอสามสายจากเปอร์เซีย (อิหร่าน) เป็นต้น

สรุป ดนตรีไทยและวัฒนธรรมไทย มีต้นตอรากเหง้าจากการผสมกลมกลืนของดนตรีและวัฒนธรรม “ไม่ไทย” ที่เป็นดนตรีและวัฒนธรรมชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์ในอุษาคเนย์และในโลก

ทั้งนี้มีเหตุที่คนไทยมาจากคน “ไม่ไทย” หมายถึงคนทั่วไปที่เป็นชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์ ซึ่งถูกเรียกเป็นชาวสยาม (เพราะพูดภาษาไทยในตระกูลไท-ไต เป็นภาษากลาง) และชาวสยามเรียกตนเองว่าไทยหรือคนไทย

[ข้อมูลหลักฐานมีมากอยู่ในหนังสือ ประวัติศาสตร์ไทย หลายชาติพันธุ์ สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2568]

การเมืองเรื่องเชื้อชาติในประวัติศาสตร์ไทย ครอบงำสังคมไทยเชื่ออย่างสุดโต่งและงมงายจนทุกวันนี้ว่ามีคนไทย เชื้อชาติไทย “แท้”  สายเลือดบริสุทธิ์

ดังนั้น วัฒนธรรมไทยเป็นของคนไทย “แท้” ไม่ผสมผสานวัฒนธรรมของคนกลุ่มอื่น ถ้ามีสิ่งใดคล้ายกันทางวัฒนธรรมก็ “โมเม” ว่าวัฒนธรรมอื่นลอกเลียนจากวัฒนธรรมไทย “แท้”

ยกเว้น นาฏศิลป์และดนตรีไทยต้องมาจากอินเดียเท่านั้น (ไม่มีจีน ทั้งๆ ซอและขิม มาจากจีน) เนื่องเพราะ “เทวดา” มาจากอินเดีย และเทพผู้บันดาลให้มีนาฏศิลป์และดนตรีไทยอยู่อินเดีย ไม่อยู่จีน

แต่แล้วปี่พาทย์ ระนาด, ฆ้อง, กลองทัด ไม่มีในอินเดีย นักวิชาการทางดนตรี “หยุด” อธิบาย ดูได้จากเอกสารของราชการกระทรวงวัฒนธรรม, กระทรวงศึกษาธิการ ไม่มีคำพูดถึงที่มาของเรื่องนี้

นอกจากนั้น หลักฐานจากวรรณกรรมสมัยอยุธยามีชื่อเครื่องดีดชนิดหนึ่งว่า “ติง” หรือ “ติ่ง” ไม่มีคำอธิบายของราชการไทยว่าคืออะไร? เหตุจากไม่พบชื่อเหล่านี้ในรายการเครื่องดนตรีอินเดีย จึงโอนเป็นดนตรีพื้นบ้านซึ่งแปลว่า “ไม่ไทย”