เครื่องเตือนภัย
คุณอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงนโยบายต่อรัฐสภา วันที่ 29 กันยายน 2568 นโยบายสำคัญที่จะเป็นการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศ เพื่อคืนความเชื่อมั่นและความสุขให้กับพี่น้องคนไทย 4 ด้านหลัก ด้านเศรษฐกิจ ด้านความมั่นคง ด้านภัยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย
ด้านภัยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมประกอบด้วย 2 ประเด็นย่อย ข้อ 12 เร่งติดตั้งเครื่องมือเตือนภัยและพัฒนาเครือข่ายการเตือนภัยพิบัติ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง
เยียวยาและฟื้นฟูให้ประชาชนผู้ประสบภัยโดยเร่งด่วน โดยเน้นการนำข้อมูลของส่วนราชการส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปปฏิบัติในพื้นที่อย่างจริงจัง
อนุรักษ์ ฟื้นฟูและรักษาทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างยั่งยืน ส่งเสริมการใช้พื้นที่ป่าและป่าชุมชนอย่างถูกต้อง รวมถึงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
มหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัดจนล่าสุดที่ชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา จึงเป็นเครื่องชี้วัดประสิทธิภาพของภาครัฐ รัฐบาลและราชการ จนถึงขั้นสรุปว่าเป็นรัฐล้มเหลว หรือไม่ถึงขั้นนั้นก็ตาม
ที่แน่ๆ ไม่อาจปฏิเสธได้ คือ ความจริงกับสิ่งที่รัฐบาลแถลง ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง
รัฐบาลผสมนำโดยพรรคภูมิใจไทยไม่สามารถปฏิบัติการตามคำสัญญาที่ให้ไว้กับรัฐสภาและสาธารณชนได้
จะอ้างว่า หาดใหญ่ไม่ใช่พื้นที่ที่่มีความเสี่ยงสูง หรือจะเป็นเพราะว่าเพิ่งเข้ามาบริหารราชการเพียง 2 เดือน เวลาสั้นเกินไปยังไม่ทันตั้งหลัก เกิดเหตุการณ์ภัยธรรมชาติเหนือการควบคุมขึ้นเสียก่อน
ทำให้เกิดความวุ่นว่าย โกลาหล สับสนอลหม่าน เสียหายทั้งชีวิตผู้คนและทรัพย์สินจำนวนมาก
ความจริงแล้ว หน่วยราชการประจำทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและท้องถิ่น มีกลไกและแผนที่เรียกว่าแผนบรรเทาสาธารณภัยไว้แต่เดิมแล้ว
แต่เมื่อเกิดเหตุอุทกภัยขึ้นจริงๆ กลับกลายสภาพเป็นเป็ดง่อย จนเสียงโหยหวน ขอความช่วยเหลือ ขอชีวิต ดังระงม สะท้อนใจไปทั่ว
ในทางการบริหารราชการ สะท้อนอะไร เพราะแผนรับมือไม่ดี ล้าสมัย ไม่ทันการณ์กับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป ไม่มีการปัดฝุ่น ทบทวน
หรือผู้สั่งการ และคนปฏิบัติตามแผนหย่อนยาน ประมาท คาดการณ์ผิด
การเร่งติดตั้งเครื่องมือเตือนภัยและพัฒนาเครือข่ายการเตือนภัยพิบัติ เลยยังไม่ทันได้ลงมือปฏิบัติ
อีกประการหนึ่ง การส่งสัญญาณของหน่วยงานในพื้นที่ ส่วนราชการท้องถิ่น เทศบาล ผิดพลาดอย่างสิ้นเชิง แทนที่จะยกธงแดง รีบอพยพ หลบภัย กลับยกธงเขียว เอาอยู่ เอาอยู่
ทำให้พี่น้องประชาชนวางใจ ทางการคงรับมือไหว สุดท้ายแล้วตรงกันข้าม ต่างคนต่างต้องช่วยเหลือตัวเอง หนีตายเอาชีวิตรอด
ภัยพิบัติ ถ้าประเมินลบไว้ก่อน ความสูญเสียน่าจะน้อยกว่านี้
เมื่อความจริงเป็นเช่นนี้ จึงหนีไม่พ้นคำตำหนิ การบริหารจัดการท้องถิ่นล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ปล่อยปละละเลย สิ่งที่ควรทำแต่ไม่ทำ ทั้งๆ ที่มี
รายได้จากการจัดเก็บภาษีมหาศาล
แต่อีกมุมหนึ่งก็เกิดคำถามตามมาให้คิดว่า แล้วเพราะเหตุใด ทำไมองค์กรท้องถิ่นถึงล้มเหลว ด้อยประสิทธิภาพ
คนไม่ดี หรือระบบไม่ดี ระบบย่อยหรือระบบใหญ่
การกระจายอำนาจบริหาร การปกครองของประเทศไทย ในภาพรวม ล้าหลัง
การรวบอำนาจ รวมศูนย์สู่ส่วนกลาง ยังมั่นคงแข็งแกร่งถึงวันนี้ นอกจากกระจายไม่จริงแล้ว ยังสูบเอาทรัพยากรจากท้องถิ่นเข้ามาเหมือนเดิม
สิ่งที่ยืนยันชัดเจน กฎหมายแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจกำหนดสัดส่วนรายได้ที่ท้องถิ่นควรได้รับ 35% ความจริงยังได้เพียง 20-25% เพราะส่วนกลางรายได้ไม่พอ จึงดึงจากท้องถิ่นมาและจัดสรรคืนให้น้อยกว่าเกณฑ์
เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ โดยเฉพาะสงขลา หาดใหญ่ จึงน่าเป็นโจทย์วิจัยได้อย่างดีถึงการจัดสรรเงินให้กับองค์กรท้องถิ่น กับเงินที่ท้องถิ่นถูกดึงเข้าส่วนกลาง ต่างกันมากขนาดไหน ผลที่เกิดเป็นอย่างไร
เป็นสาเหตุใหญ่ทำให้ท้องถิ่นไม่มีกำลังมากพอที่จะดำเนินโครงการต่างๆ เพื่อดูแลพี่น้องประชาชน
คำถามคือ ผิดที่ใครมากกว่ากัน ส่วนกลางหรือท้องถิ่น
เพราะเหตุดังที่ว่านี่เอง ทำให้เสียงเรียกร้องการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ยุบราชการส่วนภูมิภาค เลือกตั้งผู้ว่าฯในจังหวัดที่พร้อม จังหวัดจัดการตนเอง ต่างๆ นานา ดังต่อเนื่องมาตลอด
รอติดตาม หาเสียงเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ต้นปีหน้า การแข่งขันเชิงนโยบายว่าด้วยการกระจาย อำนาจสุู่ท้องถิ่น แต่ละพรรคจะประกาศนโยบายนี้อย่างไร ขายฝันกันอีกหรือไม่
โดยเฉพาะพรรคร่วมรัฐบาล แถลงนโยบายแล้ว เร่งเครื่อง “คนละครึ่ง” ชาวบ้านร่วมจ่าย เต็มสูบ ส่วนเครื่องเตือนภัย รัฐบาลจ่ายฝ่ายเดียว เอาไว้ทีหลัง
คะแนนเลยลดฮวบฮาบ เพราะผู้คนยังจำคมคำที่ว่า พูดแล้วทำ สั่งงานวันนี้ ต้องเสร็จเมื่อวาน ไม่เคยลืม

