หน้าแรก คอลัมนิสต์ 9 ปีหลังไซโคล...

9 ปีหลังไซโคลนนาร์กิส : พม่าเรียนรู้อะไรบ้าง : โดย ลลิตา หาญวงษ์

5.05.17 | 14:15 น.

ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมเมื่อปี 2008 หรือเมื่อ 9 ปีก่อน ท่ามกลางฤดูร้อนอันระอุ พายุไซโคลนลูกใหญ่นามว่า “ไซโคลนนาร์กิส” (Cyclone Nargis) พัดถล่มพื้นที่แถบที่ราบลุ่มดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำในพม่าตอนล่าง อันเป็นพื้นที่ปลูกข้าวที่ใหญ่ที่สุดในพม่า และยังเคยเป็นแหล่งปลูกข้าวที่สำคัญที่สุดของเอเชียเมื่อครั้งที่พม่าเป็นผู้ส่งออกข้าวที่ใหญ่ที่สุดในโลกในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 (ประมาณรัชกาลที่ 6) แรงลมที่เคลื่อนที่เร็วกว่า 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โหมอยู่ 12 ชั่วโมง และจู่โจมอาคารบ้านเรือง ฝูงปศุสัตว์ คร่าชีวิตคนไปเกือบ 140,000 คน และมีผลกระทบกับชีวิตผู้คนในพื้นที่อีกกว่า 2.4 ล้านคน นับเป็นภัยพิบัติครั้งร้ายแรงที่สุดในพม่า และเป็นพายุไซโคลนที่สร้างความเสียหายในชีวิตเป็นอันดับ 8 ของโลก (อันดับ 1 ของโลกคือไซโคลนโบลาที่เกิดในปี 1970 ที่บังกลาเทศ ทำให้มีผู้เสียชีวิตสูงถึงเกือบ 4 แสนคน)

ภัยพิบัติครั้งใหญ่นี้สร้างความสูญเสียอย่างรุนแรงให้กับอู่ข้าวอู่น้ำและพื้นที่ปลูกข้าวที่หล่อเลี้ยงคนทั้งประเทศ ผู้คนนับล้านคนคนไร้ที่อยู่อาศัย ขาดอาหารและยารักษาโรค ในสถานการณ์เช่นนี้ ในประเทศทั่วๆ ไป การรับความช่วยเหลือจากนานาชาติ โดยเฉพาะจากองค์กรขนาดใหญ่อย่างสหประชาชาติอาจเป็นเรื่องปกติ แต่สำหรับพม่าภายใต้การปกครองของ SPDC ของนายพลตาน ฉ่วย การรับทั้งเงินและสิ่งของบริจาคจากหน่วยงานบรรเทาทุกข์ระดับโลกเป็นสิ่งไม่บังควรอย่างยิ่ง เพราะรัฐบาลและกองทัพหวาดกลัวการแทรกแซงจากภายนอก จึงทำให้รัฐบาลพม่าพยายามสกัดกั้นความช่วยเหลือจากต่างประเทศ

หน่วยงานของสหประชาชาติและเอ็นจีโออื่นๆ เดินทางเข้าไปในพม่าแทบจะทันทีหลังเกิดความเสียหายขึ้น แต่ถูกกีดกันจากรัฐบาลพม่า สื่อมวลชนไม่ได้รับการอนุญาตให้เผยแพร่ภาพความเสียหายของไซโคลนนาร์กิส รัฐบาลออกมาประกาศว่ารัฐบาลจะยอมรับบริจาคจากองค์กรภายนอกประเทศเฉพาะในรูปของอาหาร ยารักษาโรค และของอุปโภคบริโภคที่จำเป็นเท่านั้น แต่จะไม่อนุญาตให้ชาวต่างชาติจากองค์กรเหล่านี้เข้าไปในพม่าโดยเด็ดขาด ต่อมารัฐบาลพม่าลดมาตรการควบคุมการเข้าเมืองของเจ้าหน้าที่จากองค์กรนานาชาติลง และอนุญาตให้เจ้าหน้าที่บางคนเข้าประเทศได้ แต่ยังยืนยันไม่ให้องค์กรนานาชาติเข้าไปในพม่าเป็นหมู่คณะ

ท่าทีของรัฐบาลพม่าสร้างความไม่พอใจให้กับองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนทั่วโลก เพราะมองว่ารัฐบาลทหารพม่า ที่มีภาพของการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นรุนแรงอยู่แล้ว ไม่เห็นแก่ประชาชนที่เดือดร้อนแต่กลับเกรงว่าต่างชาติจะใช้ช่องทางนี้เพื่อเข้าไปแทรกแซงการเมืองภายในประเทศและดิสเครดิตกองทัพพม่า องค์กรบางแห่งประณามการปฏิเสธการช่วยเหลือจากภายนอกของรัฐบาลพม่าว่าเป็นความพยายามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์คนพม่าด้วยกันเอง เพราะมีคนอีกนับล้านคนที่รออาหาร น้ำสะอาด และยารักษาโรคจากหน่วยงานมืออาชีพที่ดูแลเรื่องเหล่านี้ รัฐบาลจากทั่วโลก รวมทั้งรัฐบาลไทยของนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช ร่วมกันกดดันให้รัฐบาลพม่ารับความช่วยเหลือจากภายนอกให้เร็วที่สุด

นายสมัครเป็นตัวแทนของผู้นำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เข้าไปเจรจากับนายกรัฐมนตรีเต็ง เส่ง แต่ก็ทำได้เพียงให้รัฐบาลพม่ายอมผ่อนปรนความเข้มงวดและให้เจ้าหน้าที่จากภายนอกบางส่วนเดินทางเข้าพม่าได้เท่านั้น

Advertisement
พื้นที่ที่ได้รับความเสียหายจากไซโคลนนาร์กิสในพม่าตอนล่าง

คนในพื้นที่ด้วยตนเอง ทำให้เครื่องอุปโภคบริโภคในพม่า ทั้งข้าวสารอาหารแห้ง ฯลฯ ในพม่ามีราคาสูงขึ้น สถานการณ์เริ่มดีขึ้นเมื่อเริ่มมีของบริจาคเข้ามาทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ และนานาชาติร่วมกันกดดันให้รัฐบาลพม่ายอมรับความช่วยเหลือจากภายนอกมากขึ้น

แต่ภัยพิบัติครั้งใหญ่นี้ชี้ให้เห็นว่าการอยู่ภายใต้ระบอบทหารมาอย่างยาวนานหลายสิบปีและการปิดประเทศ นอกจากจะทำลายฐานรากทางเศรษฐกิจโดยสิ้นเชิงแล้ว ยังทำให้เกิดความสับสนอลหม่านสุดขีดเมื่อเกิดวิกฤตที่ไม่ได้คาดคิดขึ้น การศึกษาที่ล้มเหลวยังทำให้พม่าขาดบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง (หรือหากมีก็ล้วนทำงานนอกประเทศ)

วิกฤตการณ์จากไซโคลนนาร์กิสชี้ให้เห็นว่าพม่าเป็นรัฐล้มเหลวในเชิงกายภาพ แต่ด้วยความที่เป็นเมืองพุทธที่เคร่งครัด เมื่อเทียบกับรายได้ ชาวพม่าบริจาคเงินเพื่อทำนุบำรุงศาสนาและเพื่อกิจการสาธารณกุศลเป็นอันดับต้นๆ ของโลก จึงทำให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพม่าตอนล่างไม่ได้สิ้นไร้ไม้ตอกเสียทีเดียว

ผู้เขียนจำได้แม่นยำว่าไซโคลนนาร์กิสเกิดขึ้นระหว่างที่ผู้เขียนศึกษาต่ออยู่ที่ต่างประเทศ อาจารย์สอนภาษาพม่าที่สนิทสนมกันหดหู่กับทั้งความเสียหายจากพายุและกับท่าทีของรัฐบาลพม่า เธอจึงร่วมกับเพื่อนๆ ของเธอทั้งที่เป็นชาวพม่าและเป็นชาวต่างชาติจัดงานระดมทุนขึ้นเพื่อนำไปบริจาคให้กับผู้ประสบภัยที่พม่า แต่กระบวนการรับบริจาค การขนส่งสิ่งของที่ได้รับบริจาคมา ฯลฯ เป็นไปอย่างเนิบช้า

อาจารย์ของผู้เขียนจึงเดินทางกลับพม่าและเข้าไปในพื้นที่ประสบภัยแทบจะทันทีเพื่อนำเงินและสิ่งของที่ได้รับบริจาคมาไปมอบให้กับผู้ประสบภัยโดยตรง เพราะก่อนหน้านี้มีข่าวว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐขโมยเงินและข้าวของเครื่องใช้ที่ได้รับบริจาคมาสำหรับผู้ประสบภัย หน่วยงานภาครัฐและเอกชนในพม่าแทบจะหยุดทำการเพราะผู้คนร่วมกันจัดเตรียมของบริจาค และหลั่งไหลเข้าสู่พื้นที่เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่ แม้ความช่วยเหลือจากภายในประเทศจะมีมากมาย แต่พม่ายังต้องการแพทย์ บุคลากรด้านสาธารณสุข และคนทำงานด้านฟื้นฟูสภาพจิตใจผู้ได้รับผล
กระทบอีกมาก ซึ่งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขชาวต่างชาติเหล่านี้ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในพม่า

ไซโคลนนาร์กิสเป็นภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นหลังวิกฤตทางการเมืองภายในประเทศที่เกิดขึ้นในปลายปี 2007 หรือก่อนหน้านั้นเพียงไม่ถึงปี คือการประท้วงรัฐบาลทหารครั้งใหญ่ เป็นการชุมนุมที่พระสงฆ์ออกมาเดินขบวนประท้วงต่อต้านรัฐบาล พร้อมเรียกร้องประชาธิปไตย เรียกการชุมนุมครั้งนั้นว่า “การปฏิวัติชายจีวร” (Saffron Revolution) จริงอยู่ว่าการชุมนุมประท้วงในปี 2007 ไม่ประสบความสำเร็จ มีผู้เสียชีวิตและมีผู้ถูกจับกุมจำนวนมาก แต่ก็สร้างแรงกระเพื่อมให้ทั่วโลกเข้าใจสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในพม่าที่ตกต่ำสูงสุดในเวลานั้น

และเมื่อมองในภาพรวมร่วมกับวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมกับไซโคลนนาร์กิส เราเริ่มเห็นรัฐบาลทหารของพม่าปรับตัวไปสู่ “โหมดปฏิรูป” แบบเป็นรูปเป็นร่างขึ้นพร้อมๆ กับการฟื้นฟูพม่าตอนล่างจากความเสียหายของนาร์กิส แต่ถึงกระนั้น ความคาดหวังให้รัฐบาลพม่าปฏิรูปอย่างจริงจังและทั่วถึงก็ยังเป็นเพียงความหวังลมๆ แล้งๆ ต่อไป

สถิติความยากจนในพม่าระหว่างปี 2005-2010 ชี้ให้เห็นว่าในช่วง 5 ปีนี้ มีคนจน (คือคนที่มีรายได้ต่ำกว่า 1.25 เหรียญสหรัฐ หรือ 40 กว่าบาทต่อวัน) เพิ่มขึ้นในพม่าถึง 32 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ภาวะหนี้สินและตัวเลขการว่างงานก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน

เก้าปีหลังเกิดไซโคลนนาร์กิส ผู้คนในพม่าตอนล่างกลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติสุข แม้ความสูญเสียทั้งในชีวิตและทรัพย์สินจะยังอยู่ในความทรงจำของผู้คนในแถบที่ราบลุ่มปากแม่น้ำอิรวดี แต่ชีวิตยังดำเนินต่อไป บิดาของเพื่อนผู้เขียนคนหนึ่งมีธุรกิจกระชังปลาอยู่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากไซโคลนนาร์กิส และสิ้นเนื้อประดาตัวอยู่หลายปี แต่เมื่อเริ่มตั้งตัวได้ก็กลับไปทำธุรกิจของตนใหม่ โดยไม่ได้หวังพึ่งรัฐบาลให้เข้ามาช่วยเหลือ ในอันที่จริง ประสบการณ์ของผู้เขียนที่เข้าๆ ออกๆ พม่ามา 10 ปีหลังนี้ทำให้ผู้เขียนรู้สึกว่าชาวพม่าส่วนใหญ่ “บ่น” เรื่องการเมืองให้ฟังไม่มาก อาจจะเป็นเพราะ “ชิน” และ “ชา” กับการอยู่ภายใต้ระบอบอำนาจนิยมที่ฝังรากอยู่ในสังคมและการเมือง จึงทำให้ชาวบ้านทั่วไปหวังที่จะพึ่งตนเองและคนในชุมชนมากกว่าจะรอให้รัฐเข้ามาช่วยเหลือ

แม้วิกฤตจากไซโคลนนาร์กิสจะผ่านมาเกือบ 1 ทศวรรษแล้ว แต่พม่าก็ยังต้องฟื้นฟูเศรษฐกิจของตนเองอยู่ เป้าหมายของรัฐบาลพม่าในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 คือการฟื้นฟูเศรษฐกิจพม่าให้กลับมารุ่งเรืองและเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของโลกเหมือนที่เคยเป็นมาในช่วงก่อนสงคราม

มาถึงวันนี้ ผ่านมาแล้วหลายสิบปี ยังไม่มีรัฐบาลพม่าชุดใดที่ฟื้นฟูเศรษฐกิจในประเทศให้กลับมารุ่งเรืองเท่ากับในยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้เลย

ลลิตา หาญวงษ์