หน้าแรก คอลัมนิสต์ สศช. : อดีต ป...

สศช. : อดีต ปัจจุบัน อนาคต : โดย ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์

5.05.17 | 14:30 น.

ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจส่งสัญญาณให้สำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.หรือ NESDB ที่คนรุ่นก่อนจะเรียกว่าสภาพัฒน์) เตรียมปฏิรูปตัวเองขนานใหญ่ ทำนองว่าอาจจะต้องมีสำนักงานยุทธศาสตร์แห่งใหม่ เลขาฯ สศช.ซึ่งมีตำแหน่งเทียบปลัดกระทรวงบอกคงต้องเพิ่มกำลังคนหลายร้อยคน

แต่ผู้เขียนคิดว่าการเพิ่มกำลังคนยังไม่สำคัญเท่ากับต้องเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีทำงาน ซึ่งจริงๆ ก็เป็นปัญหาส่วนใหญ่ขององค์กรในระบบราชการ

อะไรคือปัญหาหลักๆ ของ สศช. คงมีคนไม่น้อยที่อาจจะโทษ สศช.ที่ยังทำงานไม่ดีพอ การที่ประเทศไทยยังติดอยู่ในกลุ่มกับดักรายได้ปานกลาง หรือ middle income trap ขณะที่เกาหลีใต้เขามี KDI (Korean Development Institute) หรือสิงคโปร์มี EDB (Economic Development Board) ทั้งสองประเทศรายได้ต่อหัวล้วนแซงหน้าไทยไปไกลโข ยังไง สศช.คงต้องรับผิดรับชอบไปบ้างไม่มากก็น้อย

ตั้งแต่ประเทศไทยเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งมาก็เกือบ 20 ปี หลายอย่างในภาคการเงินหลังจากบอบช้ำไปมากอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมีเสถียรภาพ บริษัทในตลาดหุ้นมีหนี้สินลดลง ธนาคารพาณิชย์มั่นคงมีหนี้เสียต่ำ เรามีเงินสำรองต่างประเทศสะสมไว้มากมาย หนี้ต่างประเทศไม่สูง ดุลบัญชีเดินสะพัดก็เกินดุล บริษัทไทยไปลงทุนต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น แต่ สศช.หรือสภาพัฒน์ ดูแลทิศทางการพัฒนาภาคเศรษฐกิจจริง การผลิต การลงทุน และภาคสังคมนั้น การพัฒนา หรือ development ที่เป็นพันธกิจหลักของสภาพัฒน์มีความหมายและความสำคัญมากกว่าเรื่องอัตราความเจริญเติบโต การประเมินหรือการวางตำแหน่ง สศช.ในอนาคตควรต้องคำนึงถึงประเด็นนี้

ที่น่าสนใจในทรรศนะของผู้เขียน 20 ปีที่ผ่านมาดูเหมือนจะเป็นช่วงขาลงอย่างช้าๆ ขององค์กร เช่น สศช. เมื่อเทียบกับ 20 ปีก่อนหน้าและช่วงขาลงของ สศช.นี้ก็บังเอิญเป็นช่วงที่เศรษฐกิจไทยมีอัตราความเจริญเติบโตที่ต่ำลงกว่าศักยภาพ เรามีปัญหาเชิงโครงสร้างและเชิงคุณภาพไม่ว่าจะมองจากมิติของความเจริญเติบโต (Economic growth) หรือมิติด้านการพัฒนา (Development)

Advertisement

เรากลายเป็นเสือกระดาษไปไม่ถึงดวงดาวทั้งๆ ที่ก่อนหน้าประชาคมโลกให้ความหวังกับเราไว้ค่อนข้างมาก

สศช.ควรต้องรับไปเต็มๆ หรือไม่ 20 ปีที่ผ่านมาโลกของเศรษฐกิจก็เปลี่ยนไปมาก บทบาทของรัฐไทยในระบบเศรษฐกิจก็เปลี่ยนไปมีทั้งที่เล่น (หรือควรจะ) บทที่สำคัญมากขึ้นและน้อยลง ซึ่งแน่นอนโดยนัยยะมันหมายถึงบทบาทขององค์กรที่วางแผนชี้นำการพัฒนาประเทศอย่าง สศช.ยี่สิบถึงสามสิบปีแรกเศรษฐกิจของเราโตมาได้ดีเพราะเราเปิดประเทศรับการลงทุนเศรษฐกิจโลกและพันธมิตรเอื้ออำนวย เรามีที่ดินมาก แรงงานราคาถูก รัฐลงทุนสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน สนับสนุนอุตสาหกรรม และไม่แข่งกับเอกชน เราโชคดีเจอก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย เราเริ่มเขยิบไปอยู่ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางที่ถูกมองว่าน่าจะเป็นดาวรุ่ง ทั้งหมดนี้ สศช.ทำได้ดี มีความเป็นผู้นำ ได้รับการยอมรับนับถือจากปัญญาชน ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม

ถึงวันนี้ถ้าเรามองย้อนกลับไปเรากลับพบว่าการที่เรายังไปไม่ถึงดวงดาว เราขาดคุณสมบัติองค์ประกอบที่สำคัญที่ตั้งแต่ปี ค.ศ.1960 ถึงปี ค.ศ.2010 มีเพียง 13 ประเทศ จากประมาณ 100 ประเทศที่สามารถไต่ระดับไปสู่กลุ่มประเทศที่มีรายได้สูง 13 ประเทศที่ประสบความสำเร็จนี้ (เป็นที่ทราบกันดีหลายประเทศอยู่เอเชีย) มีลักษณะที่คล้ายๆ กันหลายอย่างที่เราไม่มี ประเทศเหล่านี้ค้าขายกับโลกเหมือนเรา เปลี่ยนโครงสร้างจากเกษตรไปเป็นอุตสาหกรรมและบริการเหมือนเรา มีสัดส่วนการส่งออกสูงเหมือนเรา ความแตกต่างที่สำคัญคือโครงสร้างการผลิตของเขามีมูลค่าเพิ่มสูงกว่าเรามาก บอกถึงขีดความสามารถและผลิตภาพของแรงงานที่ต่างกับเรามาก เขามีแบรนด์สินค้าอุตสาหกรรมมีชื่อเสียงระดับโลก เมื่อเจาะลึกลงไปดูเบื้องหลังยิ่งพบความแตกต่างในเชิงพื้นฐานที่สำคัญมาก เช่น ระดับทักษะการศึกษาและคุณภาพของแรงงานของไทยยังมีปัญหามาก คุณภาพและการจัดสรรสาขาวิชาที่เรียนในระดับอุดมศึกษา และที่สำคัญมากคือการทุ่มเทการให้ความสำคัญกับการวิจัยและการพัฒนา เราอาจจะเก่งในการกระจายหาสินค้าใหม่ๆ ไปขายในตลาดโลกได้เสมอ แต่เราไม่เก่งพอในการยกระดับหรือ upgrading สินค้าของเรา เป็นต้น

เป็นที่น่าเสียดายที่ 20 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยทั้งฝ่ายการเมือง ภาคราชการ ภาคเอกชนไม่สามารถผนึกพลังเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไทยเหมือนที่ 13 ประเทศในโลกทำได้สำเร็จ และช่างบังเอิญเหลือเกินที่ในช่วงเวลาดังกล่าว สศช.เองก็เล่นบทตั้งรับและอยู่ในช่วงขาลง

ขาลงของ สศช.ดูได้จากอะไร ส่งผลอย่างไรต่อการพัฒนาประเทศ ที่ผ่านมาบทบาทของ สศช.ตั้งรับมากเสียจนอดคิดไม่ได้ว่าแม้เราไม่มี สศช. (แต่ยังมีองค์กรอื่นคำนวณอัตราความเจริญเติบโตหรือทำบัญชีรายได้ประชาชาติ) อัตราความเจริญเติบโตของไทยไม่น่าจะต่ำลง ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่า สศช.ไม่ใช่องค์กรที่แปลงความฝันของชนชั้นนำไทยหรือของคนไทยให้ไปสู่ความเป็นจริงด้วยการรวมพลังขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และนโยบายเหมือนอย่างที่เคยเป็นมาในอดีตช่วง 20-30 ปีแรก สาเหตุเพราะ สศช.ไม่ทำงานเชิงรุก ไม่มีความเชื่อมั่นในตัวเอง ผลที่ตามมาคือการขาดผู้นำที่เข้มแข็งมีบารมี ขาดความน่าเชื่อถือ บัณฑิตจบใหม่ในระยะหลังที่มีความทะเยอทะยานอยากทำงานในภาคราชการเลือกที่จะไปอยู่ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงการคลัง หรือรัฐวิสาหกิจบางแห่งมากกว่าที่จะเลือกสภาพัฒน์ ผลลัพธ์คือวงจรอุบาทว์ สศช.กลายเป็นองค์กรที่อ่อนล้าขาดพลังแม้จะมีการสร้างตึกใหม่ (แน่นอนว่าหมายเลข 1 ของสภาพัฒน์อาชีพราชการไม่เฉา บางคนจับการเมืองติดได้ไปนั่งในที่ดีๆ ผลตอบแทนสูงแต่ประเทศไม่ได้อะไรมาก)

ขาลง สศช.ดูจากอะไรได้อีก ดูได้จากวิธีการทำแผนการเขียนแผน

ตั้งแต่แผนปัจจุบัน (แผนที่ 12) ย้อนไป 15-20 ปี ทุกคนที่ติดตามแผนของสภาพัฒน์ผู้เขียนเชื่อว่าคนส่วนใหญ่จากการเรียนรู้ จากการติดตามแผนของเราในอดีต จะต้องมีข้อสรุปในใจเหมือนผู้เขียนว่าทั้งผู้อ่านและผู้ทำแผนคงไม่ได้คาดหวังจริงจังอะไรจากแผน (เหมือนที่พูดเป็นมุขตลกว่า “แพลนแล้วนิ่ง”) หรือรู้สึกว่าหน่วยงานนี้มีหน้าที่ต้องทำแผนครบ 5 ปี ประเทศต้องมีแผนใหม่แล้ว มีเหตุผลเพิ่มเติมอีกว่าทำไมเราไม่ควรซีเรียสกับแผนของสภาพัฒน์และนี่เป็นด้านมืดขององค์กรนี้จนถึงวันนี้ คือ

หนึ่ง วิธีเขียนแผนมีลักษณะที่เป็นนามธรรมมากโดยเฉพาะความฝันที่อยากเห็นประเทศไทย สังคมไทยในอนาคตเป็นอย่างไร ซึ่งจริงๆ ไม่ใช่เรื่องเสียหายแต่เราสามารถแปลงความฝันเป็นเป้าหมายได้ในเชิงรูปธรรมและเชิงประมาณหรือตัวเลข ซึ่งการจะทำเช่นนั้นได้และมีความจริงจังสมจริง สศช.ต้องรู้และระบุสภาพของปัญหาในแต่ละเรื่องทั้งในระดับภาพใหญ่เชิงโครงสร้างหรือมหภาค รวมทั้งปัญหาและข้อมูลระดับย่อย ระดับสาขาหรือระดับไมโคร มีนโยบายมาตรการ และโครงการรองรับ และมีการเอาไปปฏิบัติ หรือเกิดขึ้นจริง รวมความว่า สศช.ต้องทำการบ้านหนักมากกว่าที่ทำมาในอดีต
ถ้าจะให้เป็นที่น่าเชื่อถือว่าที่ฝันๆ ไว้จะเกิดขึ้นจริง แผนเขียนไว้สวยหรูแต่ค่อนข้างจะว่างเปล่า ไม่มีอะไรรองรับ (แม้จะมีการพูดถึงยุทธศาสตร์) เช่น การยึด “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” (แต่เรากลับพบว่ารัฐบาลทำอะไรมากมายที่ตรงกันข้ามจนหนี้ครัวเรือนพุ่งสูงสุด) หรือการยึด “คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา” ซึ่งไม่รู้ว่าหมายถึงอะไร หรือวาดความฝันโดยไม่มีมาตรการหรือนโยบายมารองรับอย่างจริงจัง เช่น อยากเห็นสังคมไทยเป็น “สังคมที่อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขด้วยความเสมอภาค เป็นธรรม มีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลง”

สอง ด้านมืดของแผนที่เป็นมาตลอดนอกจากไม่มีเป้าหมายเชิงปริมาณที่ชัดเจนในทุกระดับแล้ว สิ่งที่ขาดไปที่สำคัญในระยะหลังๆ คือการออกแบบสถาบัน การเสนอโครงการมาตรการนโยบายเพื่อเป็นกลไกในการเปลี่ยนแปลงและการขับเคลื่อนอย่างจริงจัง ตรงกันข้ามเรากลับได้เห็นอะไรใหม่ๆ เกิดขึ้นในสังคมไทยในช่วงเวลาดังกล่าวที่ไม่ได้มาจากแผนของ สศช. เช่น โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคที่พัฒนามาเป็นการประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่มาจากฝ่ายการเมือง หรือพัฒนาการทางด้านสุขภาพหรือการสาธารณสุขที่มาจากหน่วยงานและบุคลากรด้านสาธารณสุขที่สร้างสรรค์ และ proactive มาก แม้กระทั่งระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ที่ทีม ดร.สมคิดพยายามผลักดันอย่างจริงจังก็ไม่ใช่อะไรที่ สศช.เคยให้ความสำคัญมากพอ และที่น่าแปลกใจแผนของ สศช.หลายแผนพูดถึงความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจแต่ไม่เคยกล้าเสนอมาตรการทางภาษี เช่น ภาษีมรดก ภาษีที่เก็บจากความมั่งคั่ง หรือกำไรจากตลาดทุน

สาม ที่ผ่านมา สศช.ยังไม่ประสบความสำเร็จในการระดมพลังทุกส่วนของประเทศ และความเป็นผู้นำในด้านการวิจัยและการเปลี่ยนแปลงทางด้านนโยบายที่มีผลต่อการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ปัญหาของระบบการศึกษาและการยกระดับคุณภาพของแรงงาน การพัฒนาและการใช้ข้อมูลระดับชาติ การพัฒนาผลิตภาพระดับมวลรวมและรายสาขา ความล้มเหลวในการพัฒนาระบบขนส่งระบบรางแทนถนน ซึ่งประเทศไทยถนัดมากทำให้มีการใช้พลังงานฟุ่มเฟือยสิ้นเปลืองชีวิตผู้คนสูญเสียทางอุบัติเหตุรถโดยเฉพาะในต่างจังหวัดซึ่งสูงมาก

ปัญหาของประสิทธิภาพและคอร์รัปชั่นในระบบราชการ ปัญหาธรรมาภิบาลของระบบการเมือง ซึ่งล้วนเป็นขีดจำกัดที่ทำให้ประเทศไทยไปไม่ได้ไกล

สศช.แห่งอนาคตจำเป็นจะต้องเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีทำงาน เป็นองค์กรที่มีความทะเยอทะยานมากกว่าที่เป็นมาในอดีต ต้องมีบารมีและความน่าเชื่อถือเหมือนยุคแรกๆ การที่จะเป็นเช่นนี้ได้ คนใน สศช.ต้องพร้อมจะลงทุน ทำงานอย่างมี passion ความน่าเชื่อถือและบารมีจะต้องมาจากความรู้ มีฐานงานวิจัยและข้อมูลที่แน่นหนาจนสังคมยอมรับ

มีขีดความสามารถทางปัญญาด้านการเตือนภัย และสร้างภูมิคุ้มกันทิศทางการพัฒนา ที่เหมาะกับประเทศไทยในแต่ละยุคสมัย โดยเฉพาะการสร้างแนวคิดทางเลือกใหม่ๆ ทางด้านการพัฒนา ที่จะทำให้คนไทยอยู่ได้อย่างมีความสุขพอสมควร แม้เศรษฐกิจจะไม่โตในอัตราที่สูงเหมือนที่เป็นมาในอดีต

ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์