ผมเคยทำนายว่าในการเลือกตั้งครั้งที่จะถึงนี้ (ซึ่งมั่นใจว่ามีแน่ๆ ไม่เหมือนที่มีการทำนายจากหมอพรายกระซิบท่านหนึ่ง) จะเป็นการเลือกตั้งที่การทำโพลและผลโพลจะมีอิทธิพลมาก
ซึ่งผมก็ยังเชื่่อเช่นนั้น แต่สิ่งที่จะเป็นปัจจัยแทรกซ้อนในเรื่องของผลโพลในรอบนี้น่าจะมีสองเรื่อง
เรื่องแรกคือความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์บ้านเมืองที่รวดเร็วฉับพลัน อย่างคาดไม่ถึง
เรื่องที่สองคือกระแสอารมณ์ของผู้คนวูบไหวเปลี่ยนแปลงเร็วมาก และสำหรับผมนี่คือส่วนสำคัญที่กำหนดความเป็นไปได้ของคะแนนส่วนที่ยังไม่ตัดสินใจเลือกพรรคไหน และผู้นำพรรคไหน
ดังนั้นผลโพลที่ออกมาอาจจะช้ากว่ากระแสในบ้านเมืองอยู่ในระดับหนึ่งในช่วงนี้
ประเด็นของผมอยู่ที่ว่าในช่วงนี้การเมืองยังอยู่ในลักษณะของการจดๆ จ้องๆ กันอยู่มาก
จนกว่าเรื่องกระบวนการจัดทำประเด็นประชามติแก้รัฐธรรมนูญจะจบลง จากนั้นจึงจะเป็นการเริ่มต้นของกระบวนการเลือกตั้งอย่างจริงๆ ที่จะลุยกันจริงๆ
และเมื่อใกล้วันยุบสภาตามที่สัญญากันไว้ ความเคลื่อนไหวของการย้ายพรรคจะชัดเจนขึ้นไปอีก จนถึงวันสมัครเลือกตั้งนั่นแหละครับ และประเด็นในการหาเสียงก็จะยิ่งชัดเข้าไปอีก พร้อมกับการประกาศผู้สมัครในแต่ละเขต
อย่างไรก็ตาม แม้การเลือกตั้งในรอบนี้อาจจะดูกระชั้นชิดไปสักนิด แต่ความมันส์ที่จะเกิดขึ้นในรอบนี้ก็คงจะสนุกไปอีกแบบหนึ่ง เพราะไม่มีภาพของการโค่นระบอบทหารและระบอบรัฐประหารในแบบคราวที่แล้ว
การเมืองฝั่งฝ่ายรอบที่จะถึงนี้รับรองว่าโค้งสุดท้ายจะซัดกันนัวมาก
แต่ที่จะสนุกกว่านั้น น่าจะเป็นเรื่องที่เป็นเงื่อนไขตั้งแต่รอบที่แล้ว นั่นก็คือ การเลือกตั้งที่จะมาถึง ผลคะแนนเลือกตั้งจะไม่ได้เป็นตัวสะท้อนอย่างตรงไปตรงมาถึงการจัดตั้งรัฐบาล
หมายถึงว่า ถ้าไม่มีพรรคได้เกินกึ่งหนึ่ง การจัดตั้งรัฐบาลจะต้องใช้เวลาในการเจรจาต่อรองกัน และใครที่เคยซัดกันนัวตั้งแต่ที่ผ่านมาจนถึงช่วงเลือกตั้ง เราอาจจะพบว่าหลังเลือกตั้งจะมีความเป็นไปได้ว่าจะเข้ามารวมกันเป็นรัฐบาล ด้วยข้ออ้างและเงื่อนไขมากมาย
ต่อให้สมมุติพรรคส้มเองได้เกินครึ่ง ก็ไม่ง่าย เพราะถ้าคดีที่จะสอย 44 ส.ส.ยังดำรงอยู่ ก็มีความเป็นไปได้ที่การจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวอาจจะยังเป็นไปไม่ได้ง่ายๆ
ความท้าทายของพรรคส้มยังมีอีกหลายด้าน อาทิ การไม่เคยบริหารประเทศ ซึ่งเรื่องนี้ความท้าทายจริงๆ อยู่ที่ไหนก็ต้องตีโจทย์ให้แตก พรรคทุกพรรคที่มีอำนาจก็ไม่เคยบริหารประเทศมาแล้วทั้งสิ้น ดังนั้นความท้าทายอาจไม่ใช่อยู่ที่การขอโอกาส แต่อาจหมายถึงความสัมพันธ์ที่มีกับระบบราชการในภาพรวมมากกว่า
อะไรคือตัวแบบที่ส้มจะนำเสนอที่ต่างจากแนวทางของคุณทักษิณ คุณชวน-คุณอภิสิทธิ์ คุณอนุทิน และคุณธรรมนัส?
ถ้าตัวแบบที่ผ่านมามีตั้งแต่แบบที่เจ้านายเป็นซีอีโอ หรือฟังข้าราชการอย่างเดียว หรือข้าราชการเป็นเพื่อนร่วมทำงาน หรือข้าราชการต้องถูกสั่งแบบลูกน้อง ความท้าทายคือส้มและพรรคอื่นๆ จะนำเสนอตัวแบบความสัมพันธ์ในเรื่องการเข้ามาทำงานกับระบบราชการอย่างไร
ประการต่อมา ผมเชื่อว่าในรอบนี้การพูดถึงการปฏิรูปกองทัพจะไม่ชัดเจนเท่าไหร่ ตราบที่ชายแดนกัมพูชายังมีสภาพเหมือนพื้นที่กับระเบิดแบบนี้
แต่การพูดเรื่องของการปฏิรูปตำรวจ และการปฏิรูปกระทรวงมหาดไทยจะกลายเป็นเรื่องสำคัญในรอบนี้ในการรณรงค์หาเสียง
ไม่ใช่แค่เรื่องการกระจายอำนาจ เพราะจนถึงวันนี้ความท้าทายในการบริหารราชการแผ่นดินมันไม่ได้มีแค่เรื่องของข้อถกเถียงแบบหัวชนฝาว่าควรรวมศูนย์อำนาจ หรือกระจายอำนาจ
แต่มันหมายถึงการปฏิรูปกระทรวงมหาดไทยและงานความมั่นคงทั้งภายในภายนอกประเทศทั้งระบบมากกว่า
ความท้าทายต่อมาคือเรื่องของฝั่งอนุรักษนิยมว่ารอบหน้าเขาจะเลือกใคร เพราะถ้าเทียบกับฝ่ายที่เชื่อว่าตัวเองเป็นฝ่ายก้าวหน้า พวกเขาอาจจะมีความชัดเจนแม้ว่าอาจจะยังถกเถียงกันว่า เขาจะเลือกส้มหรือแดง และมองว่าใคร “แท้” กว่ากัน
แต่สำหรับฝั่งอนุรักษนิยม อาจจะมีปัญหาไปอีกแบบว่า พรรคไหนจะสะท้อนตัวตนและเฉดของอนุรักษนิยม (แบบไทยๆ) ได้มากกว่ากัน
เพราะแม้ว่าจะมีหลายพรรค แต่ลึกๆ แล้วความท้าทายว่าพวกนี้จะร่วมกันได้อย่างมีพลังเท่ากับการเคลื่อนไหวนอกสภาหรือออนไลน์ไม่น่าจะได้
หมายความว่าการรวมกันต่อต้านอะไรสักอย่างจะง่ายกว่า การรวมกันในเชิงมองไปข้างหน้า
ดังนั้นประเด็นในการรณรงค์ของอนุรักษนิยมอาจจะท้าทายไปอีกแบบ คงไม่ได้ออกมาแค่ว่าต่อต้านระบอบ ดังที่ฝ่ายก้าวหน้าอาจจะทำได้
เราจึงเห็นเสมอว่าเมื่อเข้าสู่การเลือกตั้ง ฝ่ายอนุรักษนิยมอาจจะเสียเปรียบ หรือไม่ชอบ เพราะจากผลคะแนนครั้งที่ผ่านมา พรรคฝ่ายประชาธิปไตยหรือฝ่ายก้าวหน้ามีคะแนนรวมกันเกินกึ่งหนึ่ง ทั้งในพื้นที่ และในบัญชีรายชื่อ แม้ว่าจะจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้
และจะพบว่าการเข้าสู่อำนาจของฝ่ายอนุรักษ์ก็ต้องพึ่งพาเงื่อนไขนอกจากคะแนนเสียงข้างมาก ให้ได้เป็นรัฐบาล
ซึ่งก็เป็นไปได้ด้วย
นี่คือเงื่อนไขที่จะทำให้เราเข้าใจเกมการแก้รัฐธรรมนูญนั่นแหละครับ ว่าอำนาจนอกเกมหรือการทำให้ฝ่ายประชาธิปไตยแตกกัน จะกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญส่วนหนึ่่งของการเลือกตั้งในรอบนี้
ในส่วนของภูมิใจไทยและกล้าธรรม มันมีเรื่องหนึ่งที่แม้ว่าหลายคนคิดว่าคราวนี้พวกเขาจะได้เปรียบ เพราะพวกเขามีอำนาจรัฐ แต่ด้วยกระแสที่วูบไหว และสถานการณ์ที่พลิกผันได้ตลอดเวลา เขาอาจจะไม่ได้เปรียบเสมอไป
ส่วนหนึ่งเพราะจะถูกจับตาใกล้ชิด และอีกส่วนมันเป็นปัญหาเรื่องการไหลเวียนของข่าวสารและมุมมองของคนที่มีอำนาจ ที่อ่อนไหวง่ายและมักคิดว่าตนเองถูกวางยาทางการเมือง หรือมองคำวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นเรื่องของความไม่หวังดี แทนที่จะใช้โอกาสนี้ในการแก้ไข และเรียนรู้ว่าจะอยู่กับความท้าทายนี้อย่างไร
นอกจากนี้ความท้าทายในทางการเมืองจะอยู่ที่เงื่่อนไขของสิ่งที่ถูกเหมารวมว่าเป็น “บ้านใหญ่” ที่กำลังตกเป็นจำเลยทางสังคมแบบเหมารวม โดยไม่ได้แยกแยะให้เห็นว่าบ้านใหญ่มีกี่แบบ จริงหรือไม่ว่าบ้านใหญ่เป็นปฏิปักษ์กับประชาธิปไตยในทุกด้านหรือไม่
อย่าลืมว่าในการเลือกตั้งระดับชาติรอบที่แล้ว แม้ว่าบ้านใหญ่ในภาพรวมอาจจะไม่ได้รับชัยชนะในหลายที่ แต่ในระดับท้องถิ่น และในการเลือกตั้งซ่อม พวกเขาได้รับชัยชนะเสียเป็นส่วนใหญ่ และในรอบนี้พวกเขาหลายกลุ่มก็ได้มารวมกันในพรรคเดียว ในแง่ยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง
ประเด็นท้าทายจึงอยู่ที่ว่าบรรดาบ้านใหญ่จะปรับตัวในการเลือกตั้งในรอบนี้แค่ไหน จะใช้ยุทธศาสตร์เข้าหาผู้มีอำนาจอย่างเดียวในแง่การเป็นรัฐบาล หรือจะหันไปสนใจการนำเสนอนโยบาย หรือจะหันไปใช้การเมืองแบบจุดยืน-อุดมการณ์ หรืออย่างอื่นๆ
ส่วนพรรคเพื่อไทย แม้ว่าจะเพลี่ยงพล้ำทางการเมืองในช่วงที่แล้ว และส่วนใหญ่หลายคนก็ยังมีความหวังว่าเพื่อไทยยังจะรักษาฐานคะแนนนิยมเอาไว้ให้ได้มากที่สุด
ผมคิดว่ามีประเด็นที่น่าสนใจของพรรคเพื่อไทยที่คนไม่ค่อยพูดถึงอยู่ เพราะคนส่วนมากชอบนึกว่าพรรคเพื่อไทยโดดเด่นด้านนโยบาย และทำการเมืองเชิงนโยบายได้ดี แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน สิ่งที่น่าสนใจที่ไม่ค่อยมีคนพูดถึงก็คือ ผู้สมัครที่ตัดสินใจลงกับเพื่อไทยหลายท่าน ซึ่งแม้ว่าคราวที่แล้วจะไม่ชนะ แต่ก็เริ่มลงพื้นที่ในการเข้าถึงชุมชน และคนรากหญ้าอย่างเอาจริงเอาจัง
ปล่อยให้คนระดับสูงของพรรควางแปลนหรือตั้งรับเกมการเมืองและแรงกดดันทางการเมืองต่อไป
การลงพื้นที่อย่างเข้มข้นของผู้สมัครเพื่อไทย โดยเฉพาะกับคนรากหญ้านี้ อาจไม่ได้ให้หลักประกันในชัยชนะทางการเมือง แต่พวกเขาเหล่านี้เป็นกำลังสำคัญในการตรึงคะแนนให้กับพรรคไม่ให้ถอยลงไปมากกว่านี้ ตราบที่นโยบายและความเชื่อมั่นในพรรคในระดับประเทศยังจะต้องพิสูจน์กันต่อไป และยังต่อสู้กับเงื่อนไขสุดท้ายในการเลือกตั้งเมื่อกระชั้นเข้ามาว่าฐานคะแนนระดับรากหญ้าจะหันไปเลือกพรรคที่อยู่ในฝ่ายรัฐบาลหรือไม่
และสุดท้าย สิ่งที่จะแตกต่างกับการเมืองในรอบที่แล้วก็คือเรื่องของการเมืองออนไลน์ในรอบนี้เมื่อใกล้การเลือกตั้ง ที่การบิดเบือนข้อมูลข่าวสารและการโจมตีกันจะมีมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา เมื่อได้เรียนไปตอนต้นแล้วว่ากระแสจะสำคัญในการกำหนดชัยชนะในการเลือกตั้ง (ไม่น้อยกว่ากระสุนทางทรัพยากร)
การเลือกตั้งน่าจะจบ แต่การตั้งรัฐบาลไม่จบง่ายๆ และคดีความอาจไม่จบง่ายๆ ในรอบนี้ครับ

