หน้าแรก คอลัมนิสต์ คนตกสีที่อยู่...

คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : มายาคติ ‘โลกนี้ยุติธรรม’ กับทองคำที่หายไป

10.12.25 | 13:25 น.

มายาคติ ‘โลกนี้ยุติธรรม’ กับทองคำที่หายไป

ครั้งหนึ่ง ผมมีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับชาวฝรั่งเศสในวันที่รถเมล์ไม่วิ่งและหลายคนต้องเดินมามหาวิทยาลัย ว่าเขารู้สึกอย่างไรกับการประท้วงและการใช้สิทธิ “นัดหยุดงาน” (La Grve) จนเมืองเกือบเป็นอัมพาตนี้ ซึ่งคำตอบที่ได้รับก็เปิดมุมมองใหม่ๆ ในเรื่องนี้มากทีเดียว นั่นเพราะพวกเขาเห็นว่า แม้ว่าการนัดหยุดงานจะทำให้ต้องใช้ชีวิตลำบากลำบนไปบ้างก็ตาม แต่มันก็เป็น “สภาวะไม่ปกติ” ที่เข้าใจได้ รวมถึงเคารพใน “สิทธิ” ของผู้ที่นัดหยุดงานเหล่านั้นอย่างเต็มใจ โดยการต้อง “อดทน” รับความยากลำบากจากการใช้ “สิทธิ” เรียกร้องของพวกเขาในวันนี้ก็เพื่อได้รับรู้ปัญหา และได้เห็นว่าเพราะการทำงานของพวกเขานั้นเป็นประโยชน์ต่อพวกเราอย่างไร แต่สำคัญที่สุด คือเพื่อเป็นหลักประกันว่า ในวันหนึ่งข้างหน้า หากถึงคราวที่เรา หรือกลุ่มอาชีพของเราจำเป็นต้องลุกขึ้นมานัดหยุดงานเพื่อเรียกร้องสิทธิ หรือความเป็นธรรมบ้าง คนอื่นก็จะต้อง “อดทน” และ “ทำความเข้าใจ” ยอมรับความเดือดร้อน และพร้อมจะเอาใจช่วยพวกเราในแบบเดียวกัน

สำหรับทัศนคติของสังคมไทยที่มีต่อการต่อสู้ของแรงงานและนัดหยุดงาน หรือ “สไตรก์” นั้น ออกจะแตกต่างไปจากชาวฝรั่งเศส เพราะในสายตาของคนส่วนใหญ่ในสังคมไทย การนัดหยุดงานถูกมองว่าเป็น “การสร้างความเดือดร้อน” หรือ “การก่อความวุ่นวาย” เมื่อมีข่าวการนัดหยุดงานด้วยข้อพิพาทแรงงานนั้น ผู้คนส่วนใหญ่จะเอาใจช่วยฝ่ายนายจ้าง และยุส่งว่าขอให้เลิกจ้างพวกที่เรียกร้องค่าแรงหรือโบนัสออกไปแล้วรับคนใหม่เข้ามาให้หมด โดยเฉพาะในยุคที่ใครมีงานก็ควรกอดไว้ให้มั่นๆ ในช่วงเวลานี้

เกิดเป็นคำถามสำหรับผู้สนใจเกี่ยวกับการต่อสู้ทางสังคมและความเป็นธรรมว่า ในสังคมไทย เหตุใดผู้คนที่เอาเข้าจริงก็เป็น “ลูกจ้าง” ทำงานกินเงินเดือนไม่ว่าจะรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งนั้น จะเลือก “เข้าข้าง” ฝ่าย “นายจ้าง” หรือฝ่ายเจ้าของกิจการ มากกว่าที่จะเห็นใจฝ่ายที่ลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิ ซึ่งเอาจริงก็เป็นเหมือน “เพื่อนร่วมชะตากรรม” ของตน

มีคำอธิบายอันเป็นสมมุติฐานทางจิตวิทยาพฤติกรรมและสังคมศาสตร์ที่พอจะสรุปได้ว่า ผู้คนส่วนหนึ่งนั้นตกลงไปใน “กับดักทางจิตวิทยา” ที่มนุษย์เรามักจะมีกลไกป้องกันตัวเองโดยไม่รู้ตัวที่จะพยายามเชื่อว่ากลไกของโลกและสังคมที่เราอยู่นั้นยุติธรรมดีอยู่แล้ว ตามมายาคติเรื่อง “โลกนี้ยุติธรรมเสมอ” (Just-world fallacy) ที่มีมุมมองว่า สิ่งที่ใครก็ตามได้รับก็ตาม เป็นเพราะเขานั้นสมควรได้รับในสิ่งนั้นเช่นนั้นแล้ว

Advertisement

ด้วยชุดความคิดที่ว่า นายจ้างร่ำรวยเพราะเขาเก่งกล้าสามารถและแบกรับความเสี่ยง ส่วนลูกจ้างที่ยังลำบากก็เพราะขยันไม่พอ (ซึ่งมายาคติข้างต้นนี้มีทั้งส่วนจริงและไม่จริงทั้งสองเรื่อง) ดังนั้น เมื่อมีใครลุกขึ้นมา “ประท้วง” จึงถูกมองว่าเป็นผู้ที่กำลังมาสั่นคลอนความเชื่อในโลกอัน “ยุติธรรมอยู่แล้ว” นั้นให้สั่นคลอน เพราะลึกๆ แล้วจิตใต้สำนึกของคนส่วนใหญ่ไม่อยากยอมรับความจริงที่น่ากลัวว่า ความขยันขันแข็ง ความตั้งใจ และความสามารถ ไม่ใช่หลักประกันว่าจะไม่ถูก “อำนาจที่เหนือกว่า” โดยเฉพาะอำนาจทุนนั้นเอาเปรียบได้อยู่ดี

นอกจากนี้ ยังมีกรอบคิดบางอย่างของคนกลุ่มใหญ่ ที่ชอบอยู่ข้างเดียวกับผู้มีอำนาจหรือฝ่ายชนะ จากความคิดที่ว่า ถ้าเราจะเป็นคนที่อาจชนะได้ แม้ยังไม่ใช่ตอนนี้ แต่อย่างน้อย เราก็ต้องไม่คิดเหมือนหรือเข้าข้างฝ่ายที่แพ้ นั่นทำให้แม้จะเป็นลูกจ้างอยู่ แต่ถ้าเราเชื่อว่าเราจะมีโอกาสเป็นผู้ประกอบการ เป็น “นายจ้าง” คนอื่นได้ในสักวัน ผู้คนที่มีกรอบคิดเช่นนี้จึงมักนิยามและพยายามระบุตนเองไปอยู่ฝั่งฝ่ายเดียวกับผู้ชนะหรือผู้มีอำนาจ

เช่นนี้ การได้แสดงความเห็นเข้าข้างฝ่ายนายจ้างจึงทำให้พวกเขารู้สึกเสมือนว่าตนเองมีทัศนคติแบบคนประสบความสำเร็จ หรือ “เจ้าสัว” ผู้มองการณ์ไกล ในขณะที่การเข้าข้างผู้ประท้วงกลับถูกมองว่าเป็นภาพลักษณ์ของผู้แพ้ที่เอาแต่เรียกร้อง ซึ่งเป็นกลุ่มที่ไม่มีใครอยากจะถูกนับรวมให้อยู่ในจำพวกเดียวกัน

รวมถึงความเชื่อที่มองความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างเป็น “เกมศูนย์” (Zero-Sum Game) ที่นำไปสู่ข้อสรุปแบบทางลาด (Slippery Slope) ว่าถ้านายจ้าง “ยอม” ตามข้อเสนอของลูกจ้างที่เรียกร้องมา
นายจ้างจะถึงกับต้องปิดกิจการ และเป็นกรณีตัวอย่างให้นายทุนรายอื่นจะย้ายฐานการผลิตหนี แล้วเศรษฐกิจภาพรวมจะพังพินาศ แล้วสุดท้ายผลกรรมของการเรียกร้องของฝ่ายแรงงานนั้นก็จะมาตกที่พวกเราทุกคนซึ่งความหวาดกลัวนี้ก็เป็นผลมาจากความรู้สึกไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจด้วย

อย่างไรก็ตาม กรณีพิพาทแรงงานระหว่างบริษัทผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศยี่ห้อดังกับสหภาพแรงงานที่เริ่มต้นตั้งแต่กลางเดือนพฤศจิกายน 2568 จนถึงปัจจุบัน (ต้นเดือนธันวาคม) ซึ่งในตอนนี้ทำให้เสียงของชาวเน็ตแตกออกเป็นสองส่วนเกือบจะเท่าๆ กันนั้น ก็มีความน่าสนใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการ “เปลี่ยนทาง” ของกระแสสังคมชาวเน็ต ที่ปกติในเรื่องแบบนี้มักจะเข้าข้างนายจ้างแบบไม่เห็นฝุ่น ทำไมถึงเริ่มเปลี่ยนทางได้เมื่อข้อเท็จจริงต่างๆ ปรากฏออกมาในภายหลัง

โดยความคิดเห็นในโซเชียลนั้น ในระยะแรกก็เป็นความเห็นที่เข้าข้างและเห็นอกเห็นใจฝ่ายนายจ้างเหมือนเช่นที่คาดหมายได้ เพราะจากข่าวที่ออกมาให้ชาวเน็ตได้รับรู้ในเบื้องต้นนั้น ฝ่ายลูกจ้างได้รับข้อเสนอโบนัสไปแล้วถึง 5 เดือนบวกกับเงินพิเศษอีกก้อนหนึ่ง แต่กลับกลายเป็นว่าฝ่ายลูกจ้างยังยืนกรานปฏิเสธและเรียกร้องจะเอาโบนัสให้ได้ถึง 8 เดือน พร้อมกับทองคำอีกจำนวนหนึ่ง

ทำให้คนทั่วไปที่ทำงานเป็นพนักงานลูกจ้าง จึงนำเอาข้อเท็จจริงนี้มาปรับเข้ากับ “ความรับรู้” ของตัวเองโดยเปรียบเทียบว่า โบนัส 5 เดือนนี้ก็ถือว่ามากมายและ “หรู” แล้วสำหรับคนทำงานทั่วไป การเรียกร้องเอามากกว่านี้จึงเป็นเรื่องไม่สมเหตุสมผล

แต่หลังจากที่ผู้คนหลายความคิดเห็นออกมาให้ความรู้ว่า โครงสร้างรายได้ของพนักงานในสายการผลิตหรือโรงงานอุตสาหกรรมนั้นแตกต่างจากมนุษย์เงินเดือนในบริษัทห้างร้านทั่วไป เพราะระบบค่าตอบแทนของโรงงานมักถูกออกแบบมาเพื่อสร้างแรงจูงใจสูงสุดด้วยการกำหนดฐานเงินเดือนไว้ในระดับต่ำเพื่อไปรอรับอีกส่วนหนึ่งจาก “โบนัส” ปลายปีที่ผูกติดอยู่กับผลประกอบการ กลไกนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้พนักงานทุกคนมีแรงจูงใจที่จะทุ่มเททำงานเพื่อให้กิจการมีกำไรสูงสุดเพื่อเป็นผลประโยชน์ร่วมกัน

ดังนั้น สำหรับคนทำงานในระบบโรงงานนี้ ที่พวกเขาพึงได้รับเพื่อแลกกับการทำงาน คือเงินเดือนที่รวมกับโบนัสแล้วต่างหากที่เป็นทั้งค่าจ้างและรางวัลไปในตัว แตกต่างจาก “โบนัส” ของพนักงานออฟฟิศที่ได้รับเงินเดือนสมน้ำสมเนื้อกับความรู้ความสามารถมาตั้งแต่ต้น โบนัสเพียง 2 หรือ 3 เดือนคือ “รางวัลพิเศษ” จากผลประกอบการที่นายจ้างจัดสรรให้เท่านั้นเอง

สังคมจึงเริ่มทำความเข้าใจว่า เรื่องนี้ไม่ต่างอะไรกับที่แรงงานนั้นถูก “เบี้ยว” เงินเดือนที่ควรจะได้ไปส่วนหนึ่ง ประกอบกับทางฝ่ายแรงงานนั้นนำเอาข้อมูลตัวเลขที่ชัดเจนเกี่ยวกับผลประกอบการที่เป็นกำไรของกิจการเทียบกับโบนัสที่จ่ายเมื่อปีที่แล้ว โดยในปีนี้กำไรมากขึ้นแต่โบนัสกลับลดลง ส่งผลให้ “กระแส” เริ่มกลับมาทางฝ่ายลูกจ้างมากขึ้น

ส่วนข้อเรียกร้องเรื่อง “ทองคำ” ที่ถูกนำมาขยายผลจนดูเหมือนกับว่าฝ่ายแรงงานได้โบนัสไม่พอยังจะเรียกร้องเอาทองคำด้วยนั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้รับการเปิดเผยก็พบว่ามันเป็นคนละเรื่องกับที่เข้าใจกันในตอนแรก เพราะทองคำหนัก 3 บาทที่ฝ่ายแรงงานเรียกร้องนั้น ที่แท้แล้ว มันคือ “รางวัลพิเศษ” สำหรับพนักงานที่ทำงานติดต่อกันครบ 10 ปี โดยปราศจากการขาด ลา หรือมาสาย และเรื่องนี้ก็ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนในคู่มือพนักงานมาตั้งแต่ต้นแล้ว

ชาวเน็ตได้ถึงบางอ้อว่า เพราะราคาทองคำในวันนี้พุ่งแตะเพดานอยู่ที่บาทละ 60,000 บาท แตกต่างจากเมื่อสิบปีก่อนตอนที่ใครสักคนเริ่มเข้ามาเป็นพนักงานและตั้งใจจะทำงานโดยไม่ขาดลามาสาย ซึ่งทองคำในตอนนั้นราคาบาทละประมาณ 20,000 บาท ก็อาจจะเป็นเหตุที่นายจ้างขอเจรจาต่อรองเพื่อ “ลด” เพราะต้องจ่ายรางวัลให้เกินกว่าที่ประเมินไว้ หรือพูดง่ายๆ คือฝ่ายนายจ้างต่างหากที่จะ “ไม่ปฏิบัติตามสัญญา”

และเมื่อข้อเท็จจริงของ “ทองคำ” นี้เป็น “รางวัล” หรือเบี้ยขยันระยะยาวที่มีเงื่อนไขนี้เอง ก็ไปสร้างความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) ของผู้คนในสังคมได้ทันที เพราะเมื่อลองคิดแบบเอาใจเขามาใส่ใจเราดูแล้ว การที่จะทำงานโดยไม่เคยขาด ลา หรือมาสายเลยแม้แต่วันเดียวตลอดระยะเวลาหนึ่งทศวรรษนั้น ไม่ใช่เรื่องที่ใครๆ จะทำกันได้ง่ายๆ หากมันต้องแลกมาด้วยวินัยและความอดทนอดกลั้นต่ออุปสรรคในชีวิตประจำวันอย่างมหาศาล แต่เมื่อถึงวันที่ควรจะได้รับผลตอบแทนตามสัญญาที่เฝ้ารอมาเกือบสิบปี กลับต้องมาถูกนายจ้างต่อรองขอลดทอนมูลค่าลง ความรู้สึกว่าถูก “บิดพลิ้ว” ที่ทุกคนสัมผัสได้ (รวมถึงบางองค์กรบริษัทก็อาจจะมีรางวัลในลักษณะนี้ด้วย) นี้เองจึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ทำให้กระแสชาวเน็ตส่วนใหญ่ย้อนกลับมา “เข้าใจ” ฝ่ายลูกจ้างได้

ประกอบกับหากพิจารณาตามกฎหมายแรงงานของไทย สิ่งที่ระบุในคู่มือพนักงานหรือปฏิบัติสืบต่อกันมาจนเป็นธรรมเนียม ถือเป็น “สภาพการจ้าง” ที่โดยหลักการ นายจ้างไม่สามารถเปลี่ยนแปลงให้ลูกจ้างเสียประโยชน์ได้แต่เพียงฝ่ายเดียว หากลูกจ้างไม่ยินยอมที่จะต้องมาเจรจาตกลงกันใหม่ ในกรณีนี้ เงื่อนไขเรื่อง “ทองคำ” ที่อาจถูกปรับเป็นเงินสดที่มีมูลค่าน้อยกว่า หรือถ้ารับทองคำต้องยอมลดโบนัสลงไปอีก คือการลดสภาพการจ้างชัดเจน

ความรู้สึกของคนทั่วไปจึงมองว่า ถ้ากรณีนี้ นายจ้างทำแบบนี้ได้ ต่อไปนายจ้างที่ไหนก็นึกจะยกเลิกสวัสดิการอะไรก็ได้ตามอำเภอใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่คนทำงานทุกคนกลัว

ดังนั้น แม้ว่าก่อนหน้านี้สังคมไทยอาจจะมีทัศนคติที่ตั้งแง่ หรือหวาดระแวงต่อการเคลื่อนไหวของแรงงานว่าเป็นเรื่องของความไม่รู้จักพอ หรือการก่อความวุ่นวาย แต่เมื่อข้อเท็จจริงพลิกผันเป็นว่า ฝ่ายนายจ้างนั้นอาจจะเป็น ผู้ “ผิดสัญญา” ชาวเน็ตและผู้คนในสังคมจึงพร้อมใจกันวางทุกอคติและกรอบความคิดเดิมๆ ลงได้ และเพ่งเล็งเป้าไปที่ฝ่ายนายจ้างแทน

เพราะถึงแม้ว่าเราจะตกอยู่ภายใต้มนตร์สะกดของมายาคติแบบ “โลกยุติธรรมเสมอ” ข้างต้น ที่ทำให้เราพร้อมจะพร้อมยอมรับความเหลื่อมล้ำและไม่คิดตั้งคำถามกับความร่ำรวยของฝ่ายทุน ซ้ำยังพร้อมจะช่วยกันรุมตบตีสั่งสอนผู้ที่อาจจะลุกขึ้นมาเรียกร้องเกินหน้าเกินตาให้กลับเข้าไปอยู่ในระบบอย่างสงบเสงี่ยม แต่ความยินยอมพร้อมใจเหล่านั้นล้วนตั้งอยู่บนพื้นฐานสำคัญที่ว่า “ผู้เล่น” ทุกคนในเกมนี้ต้อง “เล่นตามกติกา”

ดังนั้น ทันทีที่ฝ่ายที่เหนือกว่าเลือกที่จะบิดพลิ้วไปจากกติกานั้น ภาพฝันของโลกที่ยุติธรรมจึงพังทลายลงต่อหน้าต่อตา และนั่นทำให้น้ำหนักของสังคมที่มีให้ฝ่ายนายจ้างซึ่งปกติจะมีมากกว่านั้นลดลง เพราะในสายตาของผู้คนสังคมแล้ว การเป็นผู้ชนะตามเกมและครองความได้เปรียบนั้นเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่การ “โกงกติกา” เพื่อรักษาความได้เปรียบนั้น เป็นเรื่องที่ไม่อาจยอมรับ