หน้าแรก คอลัมนิสต์ สุจิตต์ วงษ์เ...

สุจิตต์ วงษ์เทศ : คนไทยเป็นพลเมืองโลก และประวัติศาสตร์ร่วมอุษาคเนย์

8.12.25 | 16:54 น.
ภาพสลักบนระเบียงปราสาทนครวัด

ผลิต “พลเมืองโลก” ด้วย “ประวัติศาสตร์ร่วม” อุษาคเนย์ โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกับยูเนสโก พัฒนาการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ไทยเพื่อผลิตพลเมืองโลกด้วยการผลักดัน “ประวัติศาสตร์ร่วมรากอุษาคเนย์”

แท้จริงแล้วดินแดนและผู้คนในไทยเป็นส่วนหนึ่งที่แยกไม่ได้จากดินแดนและผู้คนอุษาคเนย์และในโลก ตั้งแต่หลายพันปีมาแล้วสมัยก่อนประวัติศาสตร์ และสืบเนื่องไม่ขาดสายถึงปัจจุบัน ซึ่งทำให้ประวัติศาสตร์ไทยเป็นประวัติศาสตร์ร่วมอุษาคเนย์, วัฒนธรรมไทยเป็นวัฒนธรรมร่วมอุษาคเนย์, คนไทยมีบรรพชนร่วมอุษาคเนย์ และขณะเดียวกันก็เป็นพลเมืองโลก

แต่เรื่องเหล่านี้ถูกชนชั้นนำไทยแยกดินแดนไทยและคนไทยอยู่โดดๆ ออกต่างหากจากอุษาคเนย์และโลก โดยผ่านการแต่งใหม่ประวัติศาสตร์ไทยเพื่อสนองการเมืองชาตินิยม “คลั่งเชื้อชาติไทย” สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ใช้งานกระแสหลักต่อเนื่องจนทุกวันนี้ โดยเน้นคนไทยเชื้อชาติไทย สายเลือดบริสุทธิ์ ซึ่งไม่มีในโลก

สิ่งแรกที่ สพฐ. ควรทำอันดับต้นๆ เพื่อผลิต “พลเมืองโลก” ด้วย “ประวัติศาสตร์ร่วมอุษาคเนย์” คือ (1.) ประกาศเป็นทางการว่าเชื้อชาติไม่มีจริง และเชื้อชาติไทยไม่มี แต่คนเป็นไทยโดยสัญชาติ (2.) ชำระสะสางประวัติศาสตร์ไทยด้วยความซื่อตรงตามหลักฐานวิชาการ โดยเฉพาะความเป็นมาของคนไทยให้ตรงตามความจริงที่พบทั่วไปในชีวิตประจำวัน

ถ้าไม่ทำ 2 อย่างนี้ เรื่องอื่นๆ ก็ไปต่อลำบาก หรือไปไม่ได้เลย เพราะตกหลุมดำของคนเชื้อชาติไทยเป็นแกนกลางของประวัติศาสตร์ไทยที่มีพลังขวางกั้นความคิดสร้างสรรค์ของไทยทั้งปัจจุบันและอนาคต

Advertisement

คนไทยเป็นแกนกลางของประวัติศาสตร์ไทย

คนไทยถูกกำหนดเป็นแกนกลางของประวัติศาสตร์ไทย ทำให้มีปัญหาอย่างน้อย 2เรื่อง ดังนี้

เรื่องแรก ประวัติศาสตร์ไทยสำนวนนี้สร้างปัญหาให้สังคมไทย สืบเนื่องจากการยกย่องคนไทยเป็นแกนกลางของทั้งหมด ก็เท่ากับกีดกันและด้อยค่าคนชาติพันธุ์ต่างๆ ที่มีจำนวนมากกว่าจนไม่มีที่ยืน หรือไม่มีพื้นที่ทางประวัติศาสตร์ ทั้งๆ ในความเป็นจริงคน “ไม่ไทย” เหล่านั้นมีส่วนสำคัญร่วมกับคนไทยในการพิทักษ์และสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ให้ประเทศไทย (ข้อมูลมีอีกมากในประวัติศาสตร์แห่งชาติ ของ นิธิ เอียวศรีวงศ์ กระทรวงวัฒนธรรม พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2549 หน้า 29) นอกจากนั้นยังกระตุ้นความขัดแย้งรุนแรงสืบเนื่องยาวนานทั้งภายในประเทศและเพื่อนบ้านโดยรวม ซึ่งส่งผลเสียหายมากทางเศรษฐกิจ

เรื่องหลัง ประวัติความเป็นมาของคนไทยขัดแย้งความจริงทางวิทยาศาสตร์ และขัดแย้งหลักฐานวิชาการทางประวัติศาสตร์โบราณคดีและมานุษยวิทยา ว่าคนเป็นไทยโดยเชื้อชาติ เรียกคนไทย เชื้อชาติไทย สายเลือดบริสุทธิ์ ซึ่งมีถิ่นกำเนิด “อัลไต-น่านเจ้า” ในเมืองจีน หลังจากนั้นสร้างกรุงสุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรกในดินแดนประเทศไทยปัจจุบัน

แท้จริงแล้วคนเป็นไทยโดยสัญชาติและมาจากชาวสยาม ซึ่งเป็นลูกผสมของชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์ “ร้อยพ่อพันแม่” โดยไม่มีถิ่นกำเนิดตายตัวที่ใดที่หนึ่ง แต่มีที่มาและมีพัฒนาการหลายทิศทางบนโซเมีย (อันเป็นที่สูงของเอเชีย) และไม่มีราชธานีแห่งแรก แต่มีศูนย์กลางอำนาจเก่าสุดบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา อยู่ที่เมืองอโยธยา (เมืองเก่าของอยุธยา)

ขบวนเกียรติยศจากบ้านเมืองเครือญาติใกล้ชิดของกษัตริย์กัมพูชา ซึ่งประกอบด้วยเจ้านายยืนหลังช้างและไพร่บ้านพลเมืองเดินเป็นขบวน (ซ้าย) ขบวนละโว้ คือขอมจากเมืองละโว้ (ลพบุรี) (ขวา) ขบวนเสียมกุก หรือชาวสยามจากเมืองเสมา (ศรีจนาศะ) ลุ่มน้ำมูล ทั้ง 2 กลุ่มเป็นแกนร่วมกันสถาปนาอโยธยา รัฐพูดภาษาไทย เรียกตนเองว่าไทยในประวัติศาสตร์ร่วมอุษาคเนย์
[ลายเส้นจากภาพสลักที่ปราสาทนครวัด (กัมพูชา) โดย Google Gemini ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของ Google จากหนังสือ ประวัติศาสตร์ไทย หลายชาติพันธุ์ สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2568 หน้า 240]

1. เชื้อชาติไทย

ความเป็นมาของคนไทยในประวัติศาสตร์ไทย ถูกสร้างใหม่โดยชนชั้นนำ เพื่อสนองการเมืองชาตินิยม คลั่งเชื้อชาติ สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ทุกอย่างจึงคลาดเคลื่อนจากความจริง ดังนี้

(1.) คนไทย เชื้อชาติไทย สายเลือดบริสุทธิ์ ไม่มีจริง เพราะขัดแย้งความจริงทางวิทยาศาสตร์ว่าเชื้อชาติไม่มีในโลก

ในโลกนี้ไม่มีเชื้อชาติเมื่อรู้จากนักวิทยาศาสตร์นานาชาติในโครงการ “จีโนม” มนุษย์ ร่วมกันประกาศเมื่อ พ.ศ. 2543 ว่าเชื้อชาติไม่มีในโลก เพราะ “ความเชื่อในเชื้อชาติไม่ตั้งอยู่บนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ใดๆ”

เรื่องนี้สอดคล้องกับมติของยูเนสโก (UNESCO) เรื่อง “เชื้อชาติเป็นสิ่งสร้างทางสังคม”มากกว่าความจริงทางชีววิทยาแบบลัทธิเชื้อชาตินิยม

นับแต่นั้น นานาชาติประกาศยกเลิกเชื้อชาติ (แต่อาจมีบางประเทศยังสือบทอดเชื้อชาติไว้ในประวัติศาสตร์)

เชื้อชาติไทยก็ไม่มี ตามหลักฐานโบราณคดีและพันธุศาสตร์ เมื่อนักโบราณคดีและนักพันธุศาสตร์จากมหาวิทยาลัยไทย ร่วมกันถอดรหัสสืบรากมนุษย์โบราณ (จากตัวอย่างที่แม่ฮ่องสอน) พบว่าคนในไทย (ที่ปางมะผ้า) มีการผสมผสานทางชาติพันธุ์มากกว่า 1,700 ปีมาแล้ว [จากงานวิจัยของนักโบราณคดี (มหาวิทยาลัยศิลปากร) และนักพันธุศาสตร์ (มหาวิทยาลัยนเรศวร พิษณุโลก) มีการแถลงข่าวสู่สาธารณะ เมื่อ พ.ศ. 2567]

ข้อมูลเหล่านี้เท่ากับยืนยันว่าเชื้อชาติไทยไม่มี, ถิ่นกำเนิดในประเทศจีนไม่มี,รวมทั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรกของคนไทยในดินแดนประเทศไทยก็ไม่จริง

(2.) ถิ่นกำเนิด “อัลไต-น่านเจ้า” ในเมืองจีน ไม่เคยพบหลักฐานวิชาการสนับสนุนทางประวัติศาสตร์โบราณคดีและมนุษยวิทยา จึงเชื่อถือไม่ได้

ถิ่นกำเนิดของคนไทยในเมืองจีนของประวัติศาสตร์ไทย กระทบกระเทือนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับจีน ทำให้จีนต้องตอบโต้ทางวิชาการ จนในที่สุดไทยต้องยกเลิกถิ่นกำเนิด “อัลไต-น่านเจ้า”เพราะไม่มีหลักฐานวิชาการ แต่สร้างจากจินตนาการของชนชั้นนำไทยล้วนๆ

[ข้อมูลทั้งหมดอยู่ในหนังสือ เขียนจีนให้เป็นไทย โดย สิทธิเทพ เอกสิทธิพงษ์ สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2564]

(3.) กรุงสุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรกในดินแดนประเทศไทย ไม่เป็นความจริง เพราะไม่พบหลักฐานอะไรเลย แต่ถูกสร้างจากจินตนาการล้วนๆ ของชนชั้นนำเพื่อปลุกระดมการเมืองชาตินิยมคลั่งเชื้อชาติ

[ข้อมูลอีกมากในบทความเรื่อง “ข้อขัดแย้งเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทย” ในหนังสือ    นภศูล ฉบับที่ 1 ของชุมนุมศึกษาวัฒนธรรม-โบราณคดี สโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2514 หน้า 50-67]

หลักฐานวิชาการทางประวัติศาสตร์โบราณคดีและมานุษยวิทยา ยืนยันว่ารัฐอโยธยาเก่ากว่าสุโขทัย และอโยธยาเป็นรัฐของชาวสยาม พูดภาษาไทย เรียกตนเองว่าไทย แล้วส่งต่อความเป็นไทยให้สุโขทัยและเมืองอื่นๆ

[ดูในหนังสือ อโยธยาก่อนสุโขทัย ต้นกำเนิดอยุธยา ของ รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2567]

2.สัญชาติไทย

ประวัติศาสตร์ไทยต้องสร้างใหม่ตามแนวคิดใหม่ด้วยการเริ่มต้นเรื่องความเป็นมาของคนไทยตามหลักฐานวิทยาศาสตร์ กับหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีและมานุษยวิทยา ดังนี้

(1.) คนไทยคือคนเป็นไทยโดยสัญชาติ (ไม่ใช่เชื้อชาติ) มาจากชาวสยามที่เป็นลูกผสม “ร้อยพ่อพันแม่” ของชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์เมื่อหลายพันปีมาแล้ว ที่ซึ่งพูดภาษาตระกูลไท-ไต เป็นภาษากลางทางการค้าและการสื่อสารต่างชาติพันธุ์

(2.) หลักแหล่งถิ่นฐานชาวสยามมีกระจัดกระจายหลายลุ่มน้ำของโซเมีย ซึ่งเป็นดินแดนภายในภาคพื้นทวีปของอุษาคเนย์ (สมัยโบราณพื้นที่อุษาคเนย์แผ่นดินใหญ่กว้างขวางถึงตอนใต้ลุ่มน้ำแยงซี บริเวณมณฑลยูนนานและมณฑลอื่นทางตะวันออกเฉียงใต้ของจีน)

(3.) วัฒนธรรมของชาวสยามเป็น “วัฒนธรรมร่วม” อุษาคเนย์หลายพันปีมาแล้ว หลังจากนั้นสืบเนื่องและโอนเป็นวัฒนธรรมของคนไทย เช่น ทำนาปลูกข้าวทั้งนาหว่านและนาดำ, กินข้าวเป็นอาหารหลัก, กับข้าวเน่าแล้วอร่อย (คือ ปลาแดก, ปลาร้า, น้ำพริกต่างๆ),เชื่อเรื่องขวัญ (ไม่วิญญาณ) เมื่อคนตาย ส่วนขวัญไม่ตายกลายเป็นผี, พิธีกรรมหลังความตายตามความเชื่อเรื่องขวัญ, ร้องรำทำเพลงเต้นฟ้อน, งานช่าง (ศิลปะ) ต่างๆ ฯลฯ

(4.) ชาวสยามลุ่มน้ำเจ้าพระยารับวัฒนธรรมนานาชาติ, นับถือศาสนาพุทธ เถรวาท แบบลังกา ปนกับศาสนาผีและศาสนาพราหมณ์-ฮินดู, พูดภาษาไทยเป็นภาษากลาง, และเรียกตนเองว่าไทย ครั้นหลังจากนั้นสถาปนารัฐคนไทยพูดภาษาไทยเป็นครั้งแรกบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา เรียกอโยธยา (เมืองเก่าของอยุธยา) แล้วแผ่การเรียกตนเองว่าไทยไปลุ่มน้ำอื่นๆ เช่น ลุ่มน้ำยม-น่าน บริเวณรัฐสุโขทัย ฯลฯ

ชาวสยามมีประวัติศาสตร์ เรียกประวัติศาสตร์สยาม คือเรื่องราวความเป็นมาของประเทศสยาม ซึ่งหมายถึงดินแดนสยามและผู้คนชาวสยามตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์หลายพันปีมาแล้ว

ประวัติศาสตร์สยามบอกความเป็นมาของชาติบ้านเมือง มีในพระราชดำรัส ร.5 ว่า“เป็นเครื่องชักนำให้เกิดความรักชาติและรักแผ่นดินของตัว ถึงว่าเรื่องนั้นจะเป็นเรื่องที่ชั่วช้าไม่ดีอย่างใดก็เป็นเครื่องที่จะจำไว้ในใจ เพื่อจะละเว้นเกียจกันไม่ให้ความชั่วความไม่ดีนั้นมาปรากฏขึ้นอีก”

[จากพระราชดำรัสของ ร.5 ทรงเปิด “โบราณคดีสโมสร” หรือ “สมาคมสืบสวนของบุราณในประเทศสยาม” (พระราชทานไว้ ณ พระที่นั่งสุริยาสน์อมรินทร์ ในพระราชวังโบราณ พระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2450)]

พระราชดำรัส ร.5 นับเป็นโครงเรื่อง “ประวัติศาสตร์ชาติ” ของไทยฉบับเก่าสุดมีลักษณะก้าวหน้าเป็น “สากล” เนื่องเพราะทรงเน้นประวัติศาสตร์ของประเทศ (สยาม) หรือประวัติศาสตร์ดินแดน (สยาม) ซึ่งประกอบด้วยบ้านเมืองน้อยใหญ่ และผู้คนชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์ ว่า “กรุงสยามเป็นประเทศที่แยกกันบ้างบางคราว รวมกันบ้างบางคราว ฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินผู้ที่ปกครองก็ต่างชาติกันบ้าง ต่างวงษ์กันบ้าง” ดังนั้น “ไม่ว่าเมืองใด ชาติใด วงษ์ใด สมัยใด รวบรวมเรียบเรียงขึ้นเป็นเรื่องราวของประเทศ (สยาม)”

ต้องก้าวข้ามเชื้อชาติ แล้วอยู่ในโลกของความจริงกับสัญชาติที่มีประวัติศาสตร์ร่วมของชาวสยาม เรียกตนเองว่าไทยเป็นพลเมืองโลก