หน้าแรก คอลัมนิสต์ ทดสอบ พิสูจน์...

ทดสอบ พิสูจน์ ความคิด เป็นจริง เพียงใด จากการ ปฏิบัติ

11.12.25 | 12:13 น.

ทดสอบ พิสูจน์
ความคิด เป็นจริง เพียงใด
จากการ ปฏิบัติ

กระบวนท่าของลิซกมีความแจ่มชัด ไม่เพียงแสดงความสนิทสนม หากแต่ยังจี้เข้าไปยังจุดที่ประเมินว่า “อ่อน” ที่สุดของลิโป้

เป็นจุดอ่อนในทาง “ความคิด” อย่างสอดคล้อง คล้องรับกับ “ความเป็นจริง” อันดำรงอยู่

กระหน่ำเข้าไปใน “ความโลภ” อันเป็น “พื้นฐาน”

กระหน่ำเข้าไปใน “ความทะยานอยาก” ไม่ว่าในทาง “จิต” ในทางวัตถุ ในทางยศถาบรรดาศักดิ์

Advertisement

ขณะเดียวกัน ก็ชี้ “ช่องทาง” อันสัมพันธ์กับ “แรงปรารถนา”

เป็นกระบวนท่าอันยึดโยง ต่อเนื่อง ระหว่างกันและกันอย่างมีการวางแผนและมีจังหวะก้าว

ขอให้ทำความเข้าใจจากสำนวน เจ้าพระยาพระคลัง (หน)

ลิซกยิ้มแล้วจึงตอบว่า “ธรรมดานกก็ย่อมอาศัยป่าซึ่งมีผลไม้มากจึงเป็นสุข ประเพณีขุนนางทำราชการถ้าพระมหากษัตริย์ทรงทศพิธราชธรรมแล้วก็มีความสุข ซึ่งว่าท่านจำใจอยู่ด้วยเต๊งหงวนนั้นจะเอาประโยชน์อันใด

ภายหน้าไปเห็นจะมีอันตราย จงผ่อนผันหาที่อยู่ให้เป็นสุขดีกว่า”

ฝ่ายลิโป้ได้ยินดังนั้นจึงถามลิซกว่า “ท่านสิทำราชการอยู่ในเมืองหลวงยังเห็นขุนนางผู้ใดกล้าหาญสัตย์ซื่อว่ากล่าวสิทธิขาดบ้าง”

ลิซกจึงตอบว่า “เราเล็งดูขุนนางในเมืองหลวงนั้นซึ่งจะมีสติปัญญากล้าแข็งหาพร้อมเหมือนตั๋งโต๊ะไม่ อันตั๋งโต๊ะนั้นประกอบไปด้วยสติปัญญา กล้าหาญ สัตย์ซื่อมั่นคง แล้วน้ำใจก็รักทหารปูนบำเหน็จให้ มิได้ลักทรัพย์สิ่งของเอาใจคนเป็นประมาณ

สืบไปข้างหน้าเห็นตั๋งโต๊ะจะได้เป็นใหญ่”

ลิโป้ได้ยินดังนั้นมีความยินดีจึงตอบว่า “เราก็คิดอยู่จะหาที่พึ่งดังนี้ แต่หาช่องซึ่งจะไปนั้นยังมิได้”

ลิซกนั้นจึงเอาทองกับพลอยแลเข็มขัดนั้นมาตั้งไว้

ห้วงเวลาเดียวกันนี้ สำนวน วรรณไว พัธโนทัย ก็เริ่มด้วยคำถามของลิโป้ที่ว่า “ท่านพี่ชายที่เป็นขุนนางในราชสำนัก เห็นใครที่เป็นยอดทหารบ้างไหม”

ลิซกว่า “ข้าเห็นขุนนางมาก็มาก ซึ่งจะหาใครมีสติปัญญาสามารถพร้อมเหมือนท่านตั๋งโต๊ะสักคนแสนจะยาก ท่านตั๋งโต๊ะนั้นเป็นที่เคารพของคนทั้งปวง จะลงโทษหรือให้ความชอบก็มีความเป็นธรรมอย่างแท้จริง

สืบไปภายหน้าเห็นจะได้เป็นใหญ่เป็นโตยิ่งๆ ขึ้นเป็นแน่”

ลิโป้ได้ฟังจึงว่า “ข้าพเจ้าอยากจะเข้าด้วยท่านตั๋งโต๊ะ แต่ไม่มีช่องทางจะติดต่อได้เลย”

ลิซกหยิบทองคำกับไข่มุกและเข็มขัดหยกออกมาวางต่อหน้าลิโป้

ลิโป้เห็นเช่นนั้นก็ตกใจ ถามว่า “นี่อะไรกัน”

ห้วงเวลาของการหยิบทองคำ ไข่มุก เข็มขัดหยกมาวางต่อหน้าลิโป้นี้ของลิซกมีความสำคัญ

สำคัญถึงขั้นชี้ชะตาทางการเมือง ทางการทหาร

ลิซกสั่งให้ทหารซ้ายขวาถอยออกไป แล้วแจ้งแก่ลิโป้ว่า “นี่เป็นของที่ท่านตั๋งโต๊ะสั่งให้ข้าพเจ้านำมามอบแก่ท่านเป็นพิเศษด้วยความเลื่อมใสศรัทธาในตัวท่าน

ม้ากระต่ายแดงก็เป็นของที่ท่านตั๋งโต๊ะมอบให้แก่ท่านเหมือนกัน”

ลิโป้ว่า “ท่านตั๋งโต๊ะเมตตาข้าพเจ้าถึงปานฉะนี้ ข้าพเจ้าจะมีสิ่งใดไปสนองคุณท่านได้เล่า”

ลิซกจึงว่า “ดูแต่ข้าพเจ้าเถิด ภูมิปัญญาก็มีพอสถานประมาณ ท่านตั๋งโต๊ะยังเอ็นดูรักใคร่เสนอความชอบให้เห็นนายทหารเสือ อันตัวท่านภูมิปัญญาสูงกว่าข้าพเจ้ามากนัก

ถ้าไปอยู่ด้วย เรื่องที่จะได้เป็นขุนนางผู้ใหญ่นั้นมิพักต้องพูดถึงเลย”

ลิโป้ว่า “เจ็บใจเหลือเกินที่ข้าพเจ้าไม่รู้จะหาอะไรดีๆ ส่งไปเป็นกำนัลแก่ท่านตั๋งโต๊ะตามประเพณี”

ลิซกจึงว่า “ความชอบของท่านหาง่ายดั่งพลิกมือ อยู่ที่ว่าจะทำหรือไม่ต่างหาก”

เมื่อพลิกอ่านสำนวนแปล แพทย์หญิงกัลยา สุพันธุ์วณิช ก็จะสัมผัสได้ในสีสันอันแผกต่างออกไป

หลี่ว์ปู้ว่า “พี่ท่านอยู่ในราชสำนักผู้ใดคือวีรบุรุษในตอนนี้”

หลี่ซู่ว่า “ข้าดูบรรดาขุนนางทั้งหมด ไม่มีใครสู้ต่งจั๋วได้เลย ต่งจั๋วรักผู้มีความสามารถ ปูนบำเหน็จลงโทษแยกกันชัดเจน เป็นผู้ที่สามารถจะสำเร็จการใหญ่ได้”

หลี่ว์ปู้ว่า “น้องอยากจะไปอยู่กับต่งจั๋วแต่ไม่มีประตูจะเข้า”

หลี่ซู่เอาทอง ไข่มุกและเข็มขัดหยกมาวางไว้ตรงหน้าหลี่ว์ปู้ หลี่ว์ปู้ประหลาดใจถามว่า

“นี่มันอะไรกัน”

หลี่ซู่ให้ขับคนออกไปให้หมด แล้วว่า “ต่งกงทราบชื่อเสียงของท่านมานานแล้ว ชื่นชมท่านมาก ได้มอบให้พี่นำของมากำนัลให้ท่าน ม้าชื่อทู่นี้ท่านต่งกงได้มอบให้ท่าน”

หลี่ว์ปู้ว่า “ข้าจะตอบแทนท่านต่งกงอย่างไรดี”

เมื่อย้อนกลับไปอ่านสำนวน เจ้าพระยาพระคลัง (หน) ก็จับได้ในความพิสดารอันดำรงอยู่อย่างเด่นชัด

เป็นความเด่นชัดอันอยู่บน “วิถี” ที่ได้รับการกำหนด “จัดวาง” เป็นอย่างดี

เริ่มแต่การจัดวางทองกับพลอยแลเข็มขัด เมื่อประสานเข้ากับม้าวิเศษที่ชื่อเซ็กเธาว์เข้าไปเมื่อได้ยินคำถามจากลิโป้ที่ว่า “ของทั้งนี้ท่านเอามาทำไม” คำตอบจากลิซกจึงชัดเจน

“ตั๋งโต๊ะมีน้ำใจรักใคร่ท่านเป็นอันมากจึงให้เราเอาม้าแลสิ่งของทั้งนี้มาให้ท่าน”

ลิโป้เป็นคนโลภครั้นเห็นของจึงมีความยินดีนักจึงตอบว่า “ซึ่งตั๋งโต๊ะมีใจรักเราให้เอาม้าแลสิ่งของมาให้เราทั้งนี้เราจะมีสิ่งอันใดไปสนองคุณท่าน”

ลิซกจึงตอบว่า “แต่ตัวเรามีฝีมือเป็นประมาณตั๋งโต๊ะยังมีใจรักใคร่เสนอความชอบให้แต่จึงได้เป็นนายทหาร แลตัวท่านมีฝีมือรบพุ่งกล้าหาญยิ่งกว่าเราถ้าไปอยู่ด้วยเห็นจะได้เป็นขุนนางใหญ่ขึ้นกว่านี้ ลาภสักการความสุขก็จะมีเป็นอันมาก”

ลิโป้จึงตอบว่า “เราจะเอาความชอบอันใดไปเป็นของกำนัล”

ระหว่างสำนวน เจ้าพระยาพระคลัง (หน) กับ สำนวน วรรณไว พัธโนทัย หรือแม้กระทั่งสำนวน แพทย์หญิงกัลยา สุพันธ์ุวณิช มีทั้งจุดร่วมและจุดต่าง

แม้โดยพื้นฐานจะมาจากรากเดิมของหลอกว้านจงเช่นเดียวกัน

นั่นเพราะว่า 2 สำนวนหลังดำรงอยู่ในลักษณะอันเป็นข้อบังคับในยุคสมัยอันแผกต่างกัน

เจ้าพระยาพระคลัง (หน) ดำเนินในแผ่นดินรัชกาลที่ 1

ขณะที่ วรรณไว พัธโนทัย และแพทย์หญิงกัลยา สุพันธุ์วณิช ดำเนินในแผ่นดินรัชกาลที่ 9

ความแพร่หลายของ “สามก๊ก” เป็นคนละเรื่อง

ขณะเดียวกัน สำนวน เจ้าพระยาพระคลัง (หน) อยู่บนพื้นฐานที่มีคณะแปลซึ่งรู้ภาษาจีนและผ่านผู้เรียบเรียงอีกทอดหนึ่ง

เพียงเห็นประโยค “ลิโป้เป็นคนโลภ” ก็ได้ “คำตอบ”

กระนั้น ความสำคัญของบทสนทนาระหว่างลิซกกับลิโป้จึงมิได้อยู่ที่ปฏิบัติการ “ขุดบ่อเพื่อล่อปลา” ประการเดียว

หากแต่อยู่ที่ “ข้อเสนอ” และ “การสนอง”

ไม่ว่าจะมองผ่าน “ของกำนัล” อันถือเป็นอามิสบรรณาการ ไม่ว่าจะมองผ่านหนทางอันเป็น “ประตู” ล้วนสำคัญ

สำคัญทั้งต่อตั๋งโต๊ะ ทั้งต่อลิโป้