หน้าแรก คอลัมนิสต์ สุจิตต์ วงษ์เ...

สุจิตต์ วงษ์เทศ : วัฒนธรรม ‘อย่างไทย’ ไม่มีตลาด

10.12.25 | 17:23 น.
กระอั้วแทงควาย การละเล่นมหรสพหลวง [ภาพจากหนังสือ วัฒนธรรม ของกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ฉบับตุลาคม-ธันวาคม 2557 หน้า 26]

ตลาดวัฒนธรรมของอาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏจะต้องทำอย่างไร เพื่อขับเคลื่อนทุนวัฒนธรรมให้เกิดมูลค่าโดยไม่เสียคุณค่า

[จากรายงานเรื่อง “รอด-ไม่รอด? ‘ทุนวัฒนธรรม ความรู้ท้องถิ่น’ พลังต่อรองใหม่ เครื่องพยุงเศรษฐกิจชุมชนทศวรรษ 2570” โดยทีมข่าวเฉพาะกิจ ใน มติชนฉบับวันเสาร์ที่ 6 ธันวาคม 2568 หน้า 9]

สถานศึกษาไทยถูกครอบงำด้วยอำนาจของวัฒนธรรม “อย่างไทย” ซึ่งได้แบบแผนจากวัฒนธรรมของชนชั้นนำภาคกลาง ลุ่มน้ำเจ้าพระยา (ไม่มีภาคอื่น ไม่มีลุ่มน้ำอื่น) ได้แก่ กราบไหว้, ผู้ใหญ่ผู้น้อย, ชุดไทยประจำชาติ, นาฏศิลป์ดนตรีไทย ฯลฯ มีความเป็นมาดังนี้

(1.) ไทยรับจากตะวันตกคำว่า culture มีความหมายสากลโดยสรุปว่าวิถีชีวิตของมนุษย์ซึ่งมีทั้งบวกและลบ

(2.) culture จากตะวันตกถูกบัญญัติศัพท์ว่า “วัฒนธรรม” แล้วชนชั้นนำไทยสร้างความหมาย “อย่างไทย” ว่าการประพฤติปฏิบัติเพื่อความเจริญงอกงาม (โดยแปลจากคำบาลี-สันสกฤตว่า วัฒนธรรม)

Advertisement

โจทย์ใหญ่ของการพัฒนาทุนทางวัฒนธรรมทั่วประเทศที่อาจารย์ราชภัฏบอกไว้ในมติชนคือ “อาจารย์มหาวิทยาลัยถูกเทรนด์มาเพื่อทำงานชุมชนจริงหรือเปล่า? ชุมชนอยู่กับปัญหามานานหลายสิบปี แต่อาจารย์มีเวลาเพียงปีครึ่งจะเข้าใจและแก้ปัญหาได้จริงหรือ”

นอกจากนั้น อาจารย์มหาวิทยาลัยยังต้องทบทวนว่าความเข้าใจวัฒนธรรมแท้จริงอย่างไร? แค่ไหน?

ถ้าเข้าใจเฉพาะวัฒนธรรม “อย่างไทย” ตลาดวัฒนธรรมก็ลำบาก เพราะขาดพลังสร้างสรรค์

วัฒนธรรมแบบไหน?

สิ่งแรกที่อาจารย์มหาวิทยาลัยต้องทำ คือ ทบทวนความเข้าใจเรื่องตลาดวัฒนธรรมและทุนวัฒนธรรม ว่ามีแกนกลางอยู่ที่วัฒนธรรมซึ่งผูกติดกับประวัติศาสตร์ไทยอย่างแยกมิได้ ฉะนั้นต้องรู้จักและเข้าใจทั้งวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์อย่างเท่าทัน

ประวัติศาสตร์ไทย คือประวัติศาสตร์ของคนเป็นไทยโดยเชื้อชาติ เรียก “คนไทย  เชื้อชาติไทย สายเลือดบริสุทธิ์” มีถิ่นกำเนิด “อัลไต-น่านเจ้า” ในเมืองจีน หลังจากนั้นสร้างกรุงสุโขทัยเป็นราชาธานีแห่งแรกในดินแดนไทยปัจจุบัน

วัฒนธรรมไทยเป็นวัฒนธรรมของคนไทยแท้ เชื้อชาติไทย สายเลือดบริสุทธิ์ไม่ปนเปกับวัฒนธรรมอื่น ซึ่งมีเริ่มแรกสมัยสุโขทัย ถ้ามีสิ่งเหมือนกันระหว่างวัฒนธรรมไทยแท้กับวัฒนธรรมอื่น หมายถึงวัฒนธรรมอื่นลอกเลียนจากวัฒนธรรมไทยแท้

แต่แล้วผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์ของนักวิทยาศาสตร์นานานชาติ สรุปว่า เชื้อชาติไม่มีในโลก ดังนั้นเชื้อชาติไทยไม่มี, คนไทยไม่มีถิ่นกำเนิด “อัลไต-น่านเจ้า”, สุโขทัยไม่ใช่ราชธานีแห่งแรกของไทย, รวมทั้งวัฒนธรรมไทยแท้ก็ไม่มี

บวดควายขอฝนราว 2,500 ปีมาแล้ว ต้นทางกระอั้วแทงควาย-กระตั้วแทงเสือ (ลายเส้นคัดลอกของกรมศิลปากรจากภาพเขียนสีที่ภูปลาร้า จ. อุทัยธานี)

“วัฒนธรรมร่วม” อุษาคเนย์

ประวัติศาสตร์ไทยเรื่องความเป็นมาของคนไทย ตามหลักฐานวิทยาศาสตร์กับหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีและมานุษยวิทยา ต้องก้าวข้าม “เชื้อชาติ” แล้วอยู่ในโลกของความจริงกับ “สัญชาติ” ที่มีประวัติศาสตร์ร่วมของชาวสยาม เรียกตนเองว่าไทยเป็นพลเมืองโลก ดังนี้

(1.) คนไทยคือคนเป็นไทยโดยสัญชาติ (ไม่ใช่เชื้อชาติ) มาจากชาวสยามที่เป็นลูกผสม “ร้อยพ่อพันแม่” ของชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์เมื่อหลายพันปีมาแล้ว ที่ซึ่งพูดภาษาตระกูลไท-ไต เป็นภาษากลางทางการค้าและการสื่อสารต่างชาติพันธุ์

(2.) หลักแหล่งถิ่นฐานชาวสยามมีกระจัดกระจายหลายลุ่มน้ำของโซเมีย ซึ่งเป็นดินแดนภายในภาคพื้นทวีปของอุษาคเนย์ (สมัยโบราณพื้นที่อุษาคเนย์แผ่นดินใหญ่กว้างขวางถึงตอนใต้ลุ่มน้ำแยงซี บริเวณมณฑลยูนนานและมณฑลอื่นทางตะวันออกเฉียงใต้ของจีน)

(3.) ชาวสยามลุ่มน้ำเจ้าพระยารับวัฒนธรรมนานาชาติ, นับถือศาสนาพุทธ เถรวาท แบบลังกา ปนกับศาสนาผีและศาสนาพราหมณ์-ฮินดู, พูดภาษาไทยเป็นภาษากลาง, และเรียกตนเองว่าไทย ครั้นหลังจากนั้นสถาปนารัฐคนไทยพูดภาษาไทยเป็นครั้งแรกบริเวณ ลุ่มน้ำเจ้าพระยา เรียกอโยธยา (เมืองเก่าของอยุธยา) แล้วแผ่การเรียกตนเองว่าไทยไปลุ่มน้ำอื่นๆ เช่น ลุ่มน้ำยม-น่าน บริเวณรัฐสุโขทัย ฯลฯ

กระอั้วแทงควาย สมัยรัตนโกสินทร์ (ลายเส้นคัดลอกจากจิตรกรรมฝาผนังโบสถ์วัดพระแก้ววังหน้า โดย ธัชชัย ยอดพิชัย)

ชาวสยามมีประวัติศาสตร์ เรียกประวัติศาสตร์สยาม คือเรื่องราวความเป็นมาของประเทศสยาม ซึ่งหมายถึงดินแดนสยามและผู้คนชาวสยามตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์หลายพันปีมาแล้ว

ประวัติศาสตร์สยามบอกความเป็นมาของชาติบ้านเมือง มีในพระราชดำรัส ร.5 ว่า“เป็นเครื่องชักนำให้เกิดความรักชาติและรักแผ่นดินของตัว ถึงว่าเรื่องนั้นจะเป็นเรื่องที่ชั่วช้าไม่ดีอย่างใดก็เป็นเครื่องที่จะจำไว้ในใจ เพื่อจะละเว้นเกียจกันไม่ให้ความชั่วความไม่ดีนั้นมาปรากฏขึ้นอีก”

[จากพระราชดำรัสของ ร.5 ทรงเปิด “โบราณคดีสโมสร” หรือ “สมาคมสืบสวนของบุราณในประเทศสยาม” (พระราชทานไว้ ณ พระที่นั่งสุริยาสน์อมรินทร์ ในพระราชวังโบราณ พระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2450)]

พระราชดำรัส ร.5 นับเป็นโครงเรื่อง “ประวัติศาสตร์ชาติ” ของไทยฉบับเก่าสุดมีลักษณะก้าวหน้าเป็น “สากล” เนื่องเพราะทรงเน้นประวัติศาสตร์ของประเทศ (สยาม) หรือประวัติศาสตร์ดินแดน (สยาม) ซึ่งประกอบด้วยบ้านเมืองน้อยใหญ่ และผู้คนชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์ ว่า “กรุงสยามเป็นประเทศที่แยกกันบ้างบางคราว รวมกันบ้างบางคราว ฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินผู้ที่ปกครองก็ต่างชาติกันบ้าง ต่างวงษ์กันบ้าง” ดังนั้น “ไม่ว่าเมืองใด ชาติใด วงษ์ใด สมัยใด รวบรวมเรียบเรียงขึ้นเป็นเรื่องราวของประเทศ (สยาม)”

(4.) วัฒนธรรมของชาวสยามเป็น “วัฒนธรรมร่วม” อุษาคเนย์หลายพันปีมาแล้ว หลังจากนั้นสืบเนื่องและโอนเป็นวัฒนธรรมของคนไทย เช่น ทำนาปลูกข้าวทั้งนาหว่านและนาดำ, กินข้าวเป็นอาหารหลัก, กับข้าวเน่าแล้วอร่อย (คือ ปลาแดก, ปลาร้า, น้ำพริกต่างๆ),เชื่อเรื่องขวัญ (ไม่วิญญาณ) เมื่อคนตาย ส่วนขวัญไม่ตายกลายเป็นผี, พิธีกรรมหลังความตายตามความเชื่อเรื่องขวัญ, ร้องรำทำเพลงเต้นฟ้อน, งานช่าง (ศิลปะ) ต่างๆ ฯลฯ

พลังสร้างสรรค์

วัฒนธรรม “อย่างไทย” เป็นปฏิปักษ์ของพลังสร้างสรรค์ มีประจักษ์พยานเต็มไปหมด เช่น ถนนวัฒนธรรม เข็นไม่ขึ้น ต้องหายไปทั่วประเทศ

“วัฒนธรรมร่วม” อุษาคเนย์ มีหลักฐานวิชาการเป็นพะเนิน และเป็นมิตรกับประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและพลังสร้างสรรค์

อาจารย์มหาวิทยาลัยไม่ได้ถูกเทรนด์ทำอีเวนต์ ถึงอยากทำและทำไปก็ไม่สำเร็จ เพราะความถนัดจัดเจนคนละเรื่อง

สิ่งที่ควรทำและต้องทำเพื่อเศรษฐกิจสร้างสรรค์ คือแบ่งปันเผยแพร่ประวัติศาสตร์ไทย “สัญชาติ” (ไม่ “เชื้อชาติ”) และ “วัฒนธรรมร่วม” อุษาคเนย์ พลังสร้างสรรค์จะเกิดเองในสังคมโดยไม่ต้องหลอกตนเองและหลอกคนอื่นทำ “ตลาดวัฒนธรรม”