ภาพเก่า…เล่าตำนาน
อาวุธจากรัสเซียที่ทรงอานุภาพ…ขายดีไปทั่วโลก
ทุกสงครามในโลกนี้…มี‘เศรษฐี’เกิดขึ้นเสมอ
เครื่องยิงจรวดหลายลำกล้อง BM-21 ที่คนไทยรู้จักดี เป็นเครื่องจักรสังหารจากค่ายของสหภาพโซเวียต คิด ผลิต เริ่มใช้มาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 โน่น …ต่อมามอบลิขสิทธิ์ให้จีนไปพัฒนา มีลูกค้ามหาศาลทั่วโลก…รวมถึงกัมพูชาที่เอามายิงใส่ไทย
AK-47 (ปืนไรเฟิลจู่โจมคาลาชนิคอฟ) คนไทยเรียกว่า อาก้า ออกแบบเริ่มต้นในปี พ.ศ.2488 โดย มิคาอิล คาลาชนิคอฟ นายสิบประจำรถถังในสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ได้รับบาดเจ็บจากการรบ โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างปืนไรเฟิลอัตโนมัติที่ใช้งานง่าย ผลิตได้ง่าย
ปี พ.ศ.2490 กองทัพโซเวียตนำปืนไรเฟิล AK-47 รุ่นพานท้ายคงที่มาใช้และได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการในปี 2492 โดยเข้ามาแทนที่ปืนไรเฟิล Mosin-Nagant รุ่นเก่า
อาก้า ทนทาน เรียบง่าย ราคาต่ำ ถูกผลิตมากกว่า 100 ล้านกระบอก แพร่กระจายไปทั่วโลกผ่านการให้สิทธิใช้งานและความช่วยเหลือ กลายเป็นสัญลักษณ์ของอิทธิพลโซเวียตที่ได้รับการยกย่องในด้านความเรียบง่าย ทนทาน ไม่จุกจิก ไม่ติดขัด ราคาถูก
ถ้าประเทศใดอยู่ในฝ่ายคอมมิวนิสต์จะได้รับแจกจ่าย ขายราคาถูก เพื่อไปทำการสู้รบตามอุดมการณ์ ซึ่งอาวุธนานาชนิดจากโซเวียตเป็นของดีมีคุณภาพ ในช่วงสงครามเย็นที่ขับเคี่ยวกับอเมริกา
โซเวียตแบ่งปันข้อมูลทางเทคนิคกับจีนเพื่อผลิตจำหน่าย
อาวุธหนัก เบา ที่เขมรใช้สู้รบกับไทย… กำเนิดมาจากค่ายรัสเซียที่ส่งผ่านไปจีน จีนผลิตซ้ำ ขายต่อ-มอบให้กองทัพเขมรทุกเหล่าทัพ
ย้อนไปจุดกำเนิดของอาวุธจากค่ายสหภาพโซเวียต
22 มิถุนายน พ.ศ.2484 ฮิตเลอร์ “บ้าเลือด” หักหลังโซเวียต
กองทัพนาซีเยอรมันกว่า 3 ล้านนาย บุกเข้าไปในดินแดนหมีขาวที่กำลังอ่อนแอ เพราะเพิ่งปฏิวัติโค่นล้มพระเจ้าซาร์ กองทัพโซเวียตไม่พร้อมรบกับใครทั้งนั้น ขาดแคลนอาวุธ ขาดแคลนทหาร
กองทัพนาซีรุกรบ บดขยี้ได้ในทุกสมรภูมิดินแดนโซเวียต
เมื่อกองทัพโซเวียต (กองทัพแดง) คับขันถึงขนาดจะต้อง “สิ้นชาติ” พ่ายแพ้แก่นาซี จึงเป็นพลังกดดันให้ชาวรัสเซียต้องคิด-ผลิตอาวุธ ขึ้นใช้เองอย่างเร่งด่วนจวนตัว
โรงงานอุตสาหกรรมหนัก “แปรสภาพ” เป็นโรงงานผลิตอาวุธขนาดใหญ่แบบรวมศูนย์ ย้ายกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมหนักไปทางตะวันออกให้พ้นจากการรุกรานของกองทัพนาซีที่เข้มแข็ง ทันสมัย
กลาโหมสั่งการให้ออกแบบ-คิด-ผลิตอาวุธแบบเร่งด่วน ต้องการปริมาณมหาศาล เรียบง่ายและมีประสิทธิภาพ
ผลผลิตที่ออกมา เช่น รถถัง T-34 และปืนกลมือ PPSh-41 ซึ่งท้ายที่สุดแล้วโซเวียตสามารถผลิตรถถัง เครื่องบิน และปืนใหญ่ได้มหาศาล โรงงานถูกย้ายไปทางตะวันออกของเทือกเขาอูราลในพื้นที่ที่ค่อนข้างปลอดภัย เช่น ไซบีเรียและเอเชียกลาง
แม้จะต้องสู้รบกับนาซีไปพลาง หากแต่การผลิตอาวุธถูกควบคุมจากคณะกรรมการป้องกันประเทศ การผลิตอาวุธต้องมาก่อน
อาวุธแทบทุกชนิดของโซเวียตผลิตออกมาได้จำนวนมากในเวลาสั้น ไม่ต้องดูแลมาก ทนน้ำ ทนฝุ่น ทนสภาพอากาศที่เลวร้าย ไว้ใจได้ เหมาะกับทหารที่ได้รับการฝึกฝนมาไม่ดีนัก ซึ่งเห็นได้จากเกราะลาดเอียงและปืนทรงพลังของรถถัง T-34
ปืน AK-47 รวมถึงเครื่องยิงจรวด RPG เป็นผลผลิตจากความคิดเร่งด่วนในช่วงสงคราม
มีเสียงอิจฉาปะปนกับเสียงนินทาไม่น้อยว่า อาวุธจากค่ายโซเวียตหน้าตาขี้เหร่ อัปลักษณ์ แต่มีคุณภาพ
ปืนอาก้า และ RPG ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ทุ่นระเบิดดักรถถัง ปืนทุกชนิด เครื่องยิงจรวดหลายลำกล้อง อาวุธทำลายล้างจากมันสมองของชาวรัสเซีย กลายเป็นสัญลักษณ์ของการผลิตอาวุธและอิทธิพลระดับโลกของโซเวียตตกทอดไปในหลายประเทศทั่วโลก
อาวุธตั้งแต่ครั้งกระโน้น…กองทัพจีนนำไปใช้ในสงครามเกาหลี นำไปใช้ในสงครามเวียดนาม นำไปใช้ในลาว ในเขมร และผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ (ผกค.) นำมาใช้ในประเทศไทย
ทศวรรษ 1990-2000 หลังสหภาพโซเวียตอันยิ่งใหญ่ล่มสลาย แตกออกเป็น 15 ประเทศ อุตสาหกรรมหนักในการผลิตอาวุธของรัสเซียยังคงเป็นรายได้หลักของประเทศ เกิดการจ้างงานมหาศาลในรัสเซีย
ณ เดือนเมษายน พ.ศ.2568 มีการจ้างงานประมาณ 4.5 ล้านคนทั่วประเทศ นอกจากนี้ ยังคิดเป็น 20% ของงานด้านการผลิตทั้งหมดในรัสเซีย การใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศทั้งหมดในรัสเซียสูงถึง 7.5% ของ GDP ในปี พ.ศ.2566
รัสเซียถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต พัฒนาอาวุธหนักและการผลิตให้กับจีนอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคหลังโซเวียต ทำให้จีนสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศให้ทันสมัยขึ้น
การขยายความสัมพันธ์ทางทหารระหว่างจีนและรัสเซีย สหรัฐ และพันธมิตรนาโตทราบดี
จีนผลิตภายใต้ลิขสิทธิ์ ชุดชิ้นส่วน (เช่น ชิ้นส่วนเครื่องบิน Su-27) และการวิศวกรรมย้อนกลับ (เช่น ชิ้นส่วนดัดแปลงจาก J-11 และ S-300) ซึ่งส่งเสริมการพึ่งพาตนเองของจีน แต่ก็ก่อให้เกิดความขัดแย้งด้านทรัพย์สินทางปัญญาเช่นกัน เครื่องยนต์เฮลิคอปเตอร์ยังคงเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ
รถถังและปืนใหญ่และจรวดสมัยใหม่ เป็นความภาคภูมิใจของชาวรัสเซีย และยังพัฒนาไปอย่างต่อเนื่องไปจนถึงการทำสงครามในอวกาศ
การถ่ายโอนเทคโนโลยีทางทหารของรัสเซียให้กับจีน ทำให้ปักกิ่งได้รับระบบอาวุธที่ทันสมัยมากขึ้น ส่งผลให้ดุลยภาพทางทหารในอินโด-แปซิฟิกเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก กลายเป็นรายได้หลักของปักกิ่ง
เครื่องบินขับไล่อเนกประสงค์ Sukhoi Su-35 (รหัส NATO Flanker E) จำนวน 24 ลำ ที่ซื้อจากรัสเซียในปี 2558 ซึ่งปัจจุบันประจำการอยู่ที่ฐานทัพในจีนตอนใต้ สร้างแสนยานุภาพอำนาจกำลังรบทางอากาศของจีนออกไปไกลถึงทะเลจีนใต้จุดสูงสุด ที่อเมริกาหงุดหงิด
ความร่วมมือผลิตอาวุธระหว่างจีนและรัสเซียเป็นรายได้งดงามสำหรับ 2 ประเทศ ซึ่งหลายประเทศพึงพอใจ เชื่อมั่นในคุณภาพ
สงครามรัสเซียบุกยูเครนมีผลสำคัญต่อความร่วมมือด้านอาวุธระหว่างจีนและรัสเซีย รัสเซียยอมผ่อนปรนข้อจำกัดในการถ่ายโอนเทคโนโลยีทางทหารขั้นสูงให้กับจีน เพราะรัสเซียต้องพึ่งพาจีนในด้านเศรษฐกิจและการทูต
ตลอดเวลาที่จีนรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีของอาวุธสังหารจากรัสเซีย จีนพัฒนาต่อยอด และผลิตเพื่อการจำหน่ายไปทั่วโลก ทำกำไรมหาศาล ทำเอารัสเซียต้องจับตามองเพราะรัสเซียยังต้องการรักษาสถานะของตนในฐานะผู้จำหน่ายอาวุธรายใหญ่ที่สุดของโลก
สงครามที่ยืดเยื้อกว่า 3 ปี รัสเซียไม่สามารถบดขยี้ยูเครนให้ “ยอมแพ้” เกิดกระแสกดดันให้รัสเซียต้องหันไปพึ่งพาปักกิ่งทั้งในด้านภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจมากกว่าที่เคยเป็นมา
แม้ว่าประสิทธิภาพของยุทโธปกรณ์ทางทหารของรัสเซียในยูเครนจะดูย่ำแย่ โดยส่วนใหญ่เป็นยุทโธปกรณ์จากยุคสงครามเย็น แต่รัสเซียยังคงมีความสามารถในการผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ระดับสูง แม้ว่าจะไม่ครอบคลุมทุกด้านเทคโนโลยี แต่ก็เป็นผู้นำของโลกในบางด้าน
ในขณะที่จีนมีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว มีกำลังการผลิตมหาศาล และมีความก้าวหน้าอย่างมากในการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ แต่ก็ยังล้าหลังรัสเซียในบางด้านของการผลิตอาวุธ
ราคาและความง่ายต่อการซ่อมบำรุง คือ ปัจจัยดึงดูดของอาวุธจากปักกิ่ง กองทัพไทยก็เป็นลูกค้าคนสำคัญของปักกิ่ง
โลกนี้คือละคร…ในขณะที่ผู้นำทั้งหลายประกาศว่าต้องการสันติภาพ ความสงบสุข สันติ หากแต่การซื้อ-ขายอาวุธ เป็นการสร้างรายได้ก้อนยักษ์เสมอ
ยิ่งมีสงคราม อาวุธยิ่งขายดี มีความสุขกันทั่วหน้า
การผลิตอาวุธของรัสเซียเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยการผลิต “ขีปนาวุธ” ในปัจจุบันสูงเกินกว่าระดับก่อนสงคราม ปัจจุบันรัสเซียผลิตกระสุนมากกว่าประเทศสมาชิกนาโตทั้งหมดรวมกัน ซึ่งประเมินว่าสูงกว่าชาติตะวันตกถึง 7 เท่า
รัสเซียเพิ่มการผลิตรถถังประจำปีเป็น 2 เท่า และเพิ่มการผลิตปืนใหญ่และจรวดเป็น 3 เท่าจากตัวเลขก่อนการบุกยูเครน ต้นทุนการผลิตของรัสเซียต่ำกว่าประเทศคู่แข่งอย่างมาก
อาวุธของรัสเซียมีต้นทุนในการผลิตกระสุนปืนใหญ่น้อยกว่ากระสุนของนาโตที่เทียบเคียงได้ประมาณ 10 เท่า
ณ ปี 2567 รัสเซียผลิตกระสุนปืนใหญ่ประมาณ 3 ล้านนัดต่อปี ซึ่งเกือบ 3 เท่าของปริมาณจากสหรัฐอเมริกาและยุโรป
ตั้งแต่ปี 2566 ยานเกราะและ UAV ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า
ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา จีนได้กลายเป็นมหาอำนาจทางทหารที่โดดเด่นมากขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และบางส่วนของเอเชียใต้
จีนเป็นมหาอำนาจทางทหารชั้นนำ จากเดิมที่เป็น “ผู้ซื้อ” อาวุธจากต่างประเทศรายใหญ่ ปัจจุบันจีนกำลังเป็น “ผู้ส่งออก” อาวุธไฮเทคมากขึ้นเรื่อยๆ
ข้อมูลรายได้จากการขายอาวุธปี 2564 จากฐานข้อมูลอุตสาหกรรมอาวุธของ SIPRI เว็บไซต์ 24/7 Wall St. ได้ระบุผู้ผลิตอาวุธรายใหญ่ที่สุดของจีน 8 ราย โดยบริษัทในรายชื่อนี้มีรายได้จากการขายอาวุธในปี 2564 ตั้งแต่ 1.8 พันล้านดอลลาร์ถึง 21.6 พันล้านดอลลาร์
PHL-03 ที่เขมรซื้อมาจากจีน นำมาขู่ว่าจะยิงใส่ไทย เป็นระบบปืนใหญ่จรวดขนาด 300 มม. แบบขับเคลื่อนด้วยตัวเองที่มีน้ำหนักมาก โดยอิงจากแบบของ BM-30 Smerch ของสหภาพโซเวียต หลังจากที่จีนได้มาและศึกษา Smerch ในช่วงทศวรรษ 1990 จีนจึงเริ่มพัฒนาระบบที่เทียบเท่ากันภายในประเทศ โดยใช้จรวด อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และระบบตัวถังที่ผลิตในจีน
เป็นระบบปืนใหญ่ที่หนักที่สุดที่กองทัพกัมพูชามีอยู่ สิ่งที่ทำให้มันมีความสำคัญเป็นพิเศษก็คือ ระยะยิง
25 พฤษภาคม 2565 กัมพูชาได้รับระบบยิงจรวดหลายลำกล้อง PHL-03 และ Type 90B ปตอ. SH1 ขนาด 155 มม. และรถบรรทุกจำนวนหนึ่งจากจีน ซึ่งแพร่ภาพโดย Khmer Military News มีวิดีโอและภาพถ่ายที่เผยแพร่ทางออนไลน์ที่ท่าเรือสีหนุวิลล์
ในวิดีโอและภาพถ่ายเหล่านั้นมีอย่างน้อย 6 คันสำหรับระบบยิงจรวดหลายลำกล้อง PHL-03 ขนาด 300 มม. รถบรรทุกขนส่ง Wanshan WS 2400 จำนวน 2 คัน รถบรรทุกบรรจุกระสุน Wanshan WS2500 จำนวน 2 คัน และปืนใหญ่ฮาวิตเซอร์ขับเคลื่อนด้วยตนเอง Norinco SH1 ขนาด 155 มม. จำนวน 6 คัน
รถยนต์ทางยุทธวิธี Xiaolong JL3 4×4 รถบรรทุกส่งกำลังบำรุง BeiBen 2629 และรถบัญชาการในสนามรบ
ที่เห็นเขมรยิงเหมือนห่าฝน…น่าจะเป็นของฟรีจากจีน
ขายบ้าง ให้ฟรีบ้าง..เป็นยุทธศาสตร์หาแนวร่วม การซื้อ-ขายอาวุธรุ่งเรืองเฟื่องฟูเสมอมาและตลอดไป
พลเอกนิพัทธ์ ทองเล็ก

