การสู้รบที่ชายแดนของไทยกับกัมพูชาเที่ยวนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นรอบที่สองที่ยืดเยื้อ ยาวนานกว่ารอบแรก และดูทีท่าแล้วอาจจะไม่จบลงง่ายๆ (อย่างน้อยจนวันที่ผมส่งต้นฉบับ)
จุดเด่นพิเศษของการสู้รบในรอบนี้อยู่ในช่วงเดียวกับการตัดสินใจยุบสภาของรัฐบาลพลเรือนเสียงข้างน้อย แต่เป็นเสียงข้างน้อยที่มีระบบราชการ และกองทัพ ทำงานสอดประสานกันเป็นอย่างดี
และอยู่ในช่วงกระแสชาตินิยมที่ทรงพลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ดูจากกระแสที่ฝ่ายค้านไม่ได้ปฏิเสธท่าทีแข็งกร้าวและการตอบโต้ของรัฐบาล และกระแสสังคมที่ไม่ได้ต่อต้านการกระทำของรัฐบาลและกองทัพในเรื่องดังกล่าว
โดยเฉพาะสื่อทั้งออนไลน์และออฟไลน์ก็รายงานข่าวความขัดแย้งสู้รบที่ชายแดนเขมรไปในทางเดียวกัน ทั้งหมดทั้งปวงนี้ทำให้ความคิดที่จะหยุดยิงให้เป็นไปตามการลงนามของไทยกับกัมพูชาที่เสนอโดย ประธานาธิบดีทรัมป์ และ นายกฯอันวาร์ ไม่น่าจะเกิดขึ้นในเร็ววัน
อย่างน้อยก็ไม่ได้รับการตอบสนองอย่างทันทีมาหลายวัน
ในตอนนี้สภาวะของความขัดแย้งกลายเป็นเรื่องที่ยังไม่มีวี่แววจะเกิดการหยุดยิงได้
ความท้าทายจึงอยู่ที่ว่า ถ้ายังไม่มีแนวคิดหยุดยิงเราจะมีแนวคิดสร้างสันติภาพเชิงสร้างสรรค์ต่อไปก็ยิ่งยาก
ยิ่งเนิ่นนานไป ความร้าวฉานก็ยิ่งจะยืดเยื้อยาวนานออกไปอีก
ความท้าทายในเรื่องที่เกิดขึ้นนั้นน่ากลัวมาก เพราะถ้าลองคิดเรื่องสันติภาพและสันติสุข (peace) เราอาจจะพบความซับซ้อน ยุ่งเหยิง ไม่ลงรอยในหลายมิติ
ในความเข้าใจทั่วไป เรามักจะเข้าใจเรื่องสันติภาพในสองแบบ/สองขั้ว
ขั้วลบ (negative peace) หมายถึง การสูญสลายไปของความรุนแรง อาทิ การหยุดยิง การแยกคู่ขัดแย้งออกจากกัน การไม่ทำให้ฝ่ายหนึ่งสามารถทำร้ายอีกฝ่ายหนึ่งได้
ขั้วบวก (positive peace) หมายถึง การมีอยู่ของความสมานฉันท์ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะตั้งใจสร้างมันขึ้นมาหรือไม่
การเปรียบเทียบที่ง่ายคือ สันติภาพขั้วลบ หมายถึงการที่เราห่างไกลจากโรค แต่สันติภาพขั้วบวกหมายถึงการที่เรามีสุขภาพดี และมีสมรรถนะในการเผชิญกับโรคภัยไข้เจ็บได้ (Johan Galtung-A Mini Theory of Peace-Galtung-institute)
ขนบของการศึกษาเรื่องของสันติศึกษา (peace studies) มักจะวนเวียนไปในเรื่องของการลดหรือขจัดความสัมพันธ์ขั้วลบ และสร้างความสัมพันธ์ขั้วบวกให้มากขึ้น รวมทั้งศึกษาความจริงใจหรือสมรรถภาพของแต่ละฝ่ายในการทำร้ายอีกฝ่ายหนึ่งนอกจากนี้ ยังมองความขัดแย้งในระดับความรุนแรงที่สะท้อนออกมาในสงครามว่าเป็นสัญญาณที่แสดงออกมาซึ่งความขัดแย้งที่ซุกเอาไว้ หรืออยู่ภายใต้ผิวหน้าที่เคยสงบนิ่ง
แต่ความท้าทายจริงๆ มันคือ ตอนนี้แม้แต่เรื่องของการหยุดยิงนั้นไม่ได้รับการตอบรับ มีถึงการตอบโต้กันว่าใครเริ่มก่อน
ที่น่ากังวลคือ การทำข่าวชายแดนมีแต่เรื่องปฏิบัติการทหาร และการถ่ายทอดเสียงของชาวบ้านว่า “ลำบาก แต่พร้อมเสียสละ-ลำบาก ขอให้จบเร็วๆ”
คำว่า จบเร็วๆ หรือ endgame ก็ยังไม่รู้ว่าจะหมายถึงอะไรกันดี
แต่เราไม่ได้เน้นข่าวความเดือดร้อนของชาวบ้านฝั่งกัมพูชา ที่คงไม่ได้น้อยกว่าเรา เพราะเราเชื่อว่าปฏิบัติการทางทหารของเรามีความแม่นยำ และไม่กระทบถึงพลเรือน โดยไม่ได้รายงานข่าวสำนักข่าวต่างประเทศที่ว่าด้วยเรื่องชายแดนสักเท่าไหร่-หรือไม่มีเลย
ที่น่ากังวลคือ ข้อเสนอจากฝ่ายกองทัพ ที่เน้นว่า ทุกอย่างจะสงบ หมายถึงการที่กัมพูชาหมดทรัพยากรหรือความสามารถในการทำร้ายเรา
และการยืนยันว่าเราไม่ได้ต้องการบุคคลที่สามเข้ามาเกี่ยวข้องในการเจรจา เพราะมันเป็นความขัดแย้งของสองฝ่าย
คำถามคือ เวลาที่เราเน้นเรื่อง endgame มันแทบไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องสันติภาพทั้งขั้วบวกและขั้วลบเลยด้วยซ้ำ
เราไม่ได้ต้องการหยุดยิง หรือสร้างสันติภาพ
เราต้องการทำให้เขาไม่เป็นภัยคุกคามต่อเรา
โดยไม่ได้มองว่าถ้าเราทำลายเขา จนเขาไม่เป็นภัยคุกคามต่อเรา เราก็คือภัยคุกคามต่อเขาที่ใหญ่ที่สุดหรือไม่
เพราะเราเน้นว่าเราจะปลอดภัยเมื่อเขาอ่อนแอ
สิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในเงื่อนไขอื่นก็คือ ถ้าเรายิ่งเน้นทำให้เขาอ่อนแอ จนไม่เป็นภัยคุกคามต่อเรา นั่นคือเราที่ตัดสินคนเดียว ตัดสินฝ่ายเดียวว่าความสัมพันธ์ที่จะเหมาะสมคืออะไร
แต่ถ้ามองในมุมเขา เขาอาจจะไม่ได้ลดความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์กับเรา และอาจจะแสวงหาทรัพยากรและอำนาจในการต่อรองกับเรามากขึ้น
เช่นสะสมอาวุธและคิดค้นอาวุธขึ้นมาเพิ่ม
และในมุมของเรา เราก็จะต้องสะสมอาวุธขึ้นไปอีก เพื่อให้เรายังเหนือกว่าเขา
ต่างฝ่ายก็ต่างไม่ไว้ใจกัน และเกลียดกันต่อไป ไม่ว่าเราจะทำให้เขาย่อยยับแค่ไหน
เราก็ไม่ได้กลัวเขาน้อยลง และจะเป็นข้ออ้างในการสะสมยุทโธปกรณ์เพิ่มไปอีก เราก็จะมีต้นทุนที่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ
แต่คนในบ้านเราคงไม่เดือดร้อนในระยะสั้น เพราะเชื่อว่ามันจะต้องจบ
ทั้งที่ยังไงมันก็ไม่จบ ถ้ายังงัดกันด้วยกำลัง
ที่เขียนมาไม่ได้จะโลกสวย แค่คิดว่ามันมีราคาต้องจ่ายไปอีกแบบ
และเราอาจเข้าใจผิดระหว่างสันติภาพเชิงลบ
กับความสัมพันธ์เชิงลบที่หมายถึงเราได้ แต่อีกฝ่ายเสีย
เมื่อพูดเรื่องสันติภาพขั้วลบและบวกนั้น คงมีหลายนักคิด แต่หนึ่งในนั้นคือ โยฮัน กัลตุง
ผมชอบส่วนแรกของงานเล็กๆ ของกัลตุงที่ว่าด้วยทฤษฎีแห่งสันติภาพ (ฉบับย่อ) ที่นำมาอ้างอิง
คนชอบอ่านส่วนคำจำกัดความขั้วบวกและลบของสันติภาพ
แต่ส่วนแรกของงานน่าสนใจกว่า คือการที่กัลตุงพูดว่าสันติภาพคือความสัมพันธ์ระหว่างสองฝ่ายขึ้นไป
สันติภาพจึงไม่ใช่ทรัพย์สมบัติของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
สันติภาพก็เหมือนการแต่งงาน แปลว่าสันติภาพไม่ใช่ผลรวมของความสามารถของทั้งสองฝ่าย
(แต่มันหมายถึงความสัมพันธ์ ไม่ใช่ศักยภาพของแต่ละฝ่าย)
กัลตุงตบท้ายช่วงแรกของงานว่า ทำไมคนที่ดูเป็นคนดี/น่ารักเมื่อแต่งงานกัน การแต่งงานนั้นอาจไม่ได้หมายถึงการแต่งงานที่ดีก็ได้
(ถ้าเขาไม่ได้สร้างความสัมพันธ์ที่ดี)
ที่เขียนแบบนี้เราต้องคิดว่า มันท้าทายว่าคนดี/น่ารักสองคน เมื่อมารักกัน หรือแต่งงานกันมันก็ไม่ได้จบลงแบบแฮปปี้เอนดิ้ง ถ้าเข้ากันไม่ได้
และก็เป็นไปได้ที่จะเข้ากันได้
ผมคิดว่าเราอยู่ในสถานการณ์นี้แหละครับ ต่างฝ่ายต่างรักชาติ และคิดว่าตัวเองดี
มันไม่ได้การันตีว่าความสัมพันธ์เราจะดี
แต่ถ้าว่ามันจะดีได้ไหม
ผมว่าได้นะครับ แต่อาจไม่ใช่วันนี้
ดังนั้น คำตอบก็ไม่ได้มาง่ายๆ ว่ายุติความรุนแรงเลย หรือบุกต่อไป
ตอนนี้มันมีทั้งสามระดับแหละครับ คือต่างฝ่ายต่างอยากมีความสัมพันธ์เชิงลบ แล้วอ้างว่านี่คือสันติภาพ คือทำลายอีกฝ่ายไม่ให้เป็นภัยคุกคาม
อีกฝ่ายก็เจ็บแค้นเตรียมจัดการเราเสมอ สิ่งนี้จะไม่มีวันบรรลุสันติภาพใดๆ เลย
แบบที่สองคือ สันติภาพขั้วลบ หมายถึงหยุดยิง โดนห้ามยิงจากประเทศที่สาม แต่ก็ไม่ไว้ใจกัน สะสมกำลังและเตรียมปะทุขึ้นได้ตลอดเวลา
แบบที่สามคือ สันติภาพขั้วบวก คือทำงานร่วมมือกัน ซึ่งมันก็ไม่ได้สวยหรูหรอก เพราะเอาจริงมันก็มีการเอาเปรียบ ได้เปรียบ เสียเปรียบกันอยู่ดี ของสองฝ่าย ตราบใดที่คนในประเทศเราที่ได้เปรียบเขาไม่ตรวจสอบว่าเราไปทำอะไรเขาบ้าง หรือไม่ตรวจสอบว่าชนชั้นนำของสองชาติหาประโยชน์บนความเดือดร้อนของพวกเราไหม
ถามว่าตอนนี้ทั้งสามแบบนั้นแบบไหนเป็นไปได้มากสุด คำตอบคือ ไม่น่าจะได้สักแบบ ที่จะได้มาง่ายๆ และไม่มีราคาต้องจ่าย
แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้เราต้องเริ่มคิดมากขึ้นว่าคำถามและคำตอบของยุคสมัยอยู่ที่ไหน ชีวิตและความเป็นมนุษย์อยู่ตรงไหน สันติภาพคืออะไร สงครามคืออะไร ความสัมพันธ์กับคนอื่นๆ มันควรจะเป็นอย่างไร และอยู่บนเงื่อนไขอะไรบ้าง
ถ้าเราไม่ได้คิดแบบรัฐ ที่ผูกขาดความรุนแรงและมีกองทัพ เราอาจไม่ต้องคิดเป็นขั้นได้ไหม ทำอะไรได้เราก็ทำก็คิดไปเรื่อยๆ บางทีการคิดเป็นขั้นเราจะไปไม่ได้สักขั้นด้วยซ้ำ
และเราก็ไม่จำเป็นต้องคิดแบบไม่เอาอะไรเลย แต่เราอาจต้องคิดแบบคู่สนทนากับรัฐและกองทัพ ที่เดินคู่ขนานกันไปเรื่อยๆ โดยเอาสันติภาพเชิงบวกเป็นเป้าหมายที่เชื่อว่าเกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องรอ คือไม่สูญเสียความเชื่อมั่นว่าเราต้องไปให้ได้ และบางส่วนอาจเกิดได้บ้างสักเล็กสักน้อยก็ยังดี
หมายเหตุ – ขอขอบคุณ ศาสตราจารย์กิตติคุณดร.สุรชาติ บำรุงสุข สำหรับข้อคิดเห็นหลายประการที่เป็นจุดตั้งต้นของงานชิ้นนี้ครับ

