ความหวังครั้งใหม่ของผู้หมายเปลี่ยนแปลง ความน่าจะเป็น
และ… ‘รอยยิ้ม’ ของผู้ไม่ยี่หระ
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ก่อตั้งและอดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ได้ประกาศในงาน “ขอโทษประชาชน” เมื่อค่ำวันเสาร์ที่ 13 ธันวาคม ว่า โอกาสเดียวที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทางการเมืองได้ ก็คือพรรคประชาชน “ต้องชนะการเลือกตั้งให้ได้ ส.ส.เกินกึ่งหนึ่ง” หรือ 250 เสียงขึ้นไปจนสามารถเป็นรัฐบาลพรรคเดียวให้ได้
อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้ประกาศชัดเจนว่ายังคงเชื่อในแนวคิดเรื่อง “การประนีประนอมครั้งใหญ่” หรือ Grand compromise ที่เคยเสนอไว้ก่อนหน้านี้หรือไม่ แม้ว่าเงื่อนไขสำคัญประการหนึ่งของ “สัญญา” ที่จะนำไปสู่การประนีประนอมดังกล่าวคือการที่พรรคภูมิใจไทยทำตามสัญญา คือการยอมร่วมมือแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นถูกทำลายลงเรียบร้อยแล้ว
แต่จากเนื้อหาต่อมาที่ว่าเพื่อให้อำนาจที่มาจากการเลือกตั้งและอำนาจที่มาจากจารีตใกล้เคียงกันมากที่สุด ก็เป็นไปได้ว่าการชนะการเลือกตั้งพรรคเดียวเกินครึ่งนี้ อาจจะนำไปสู่การมี “อำนาจ” และ “ความชอบธรรม” ในมือเพื่อยื่นข้อเสนอให้อีกฝ่ายยอมเข้าสู่กระบวนการประนีประนอมก็ได้
เพราะส่วนตัวก็เชื่อเช่นนั้นว่า การประนีประนอมใดๆ ก็ตาม จะต้องอยู่บนพื้นฐานที่ว่าคู่กรณีหรือขั้วตรงข้ามทั้งสองฝ่ายนั้นต่างมี “อำนาจต่อรอง” ทัดเทียมกัน ไม่สามารถบดขยี้หรือเอาชนะอีกฝ่ายได้โดยเด็ดขาด จึงต้องยอม “ลด” ประโยชน์หรือข้อได้เปรียบของฝ่ายตนลงไป “แลก” กับอีกฝ่ายที่ก็ “ลด” ของฝ่ายตัวเองมาด้วยเช่นกัน
ดังนั้น หากคู่ขัดแย้งไม่ได้มีฝ่ายที่มี “อำนาจต่อรอง” ที่แข็งแรงพอที่อีกฝ่ายจะมีความเกรงใจและยอมรักษาข้อตกลงเพื่อการแบ่งปันลดแลกผลประโยชน์แล้ว การประนีประนอมก็ไม่เกิดขึ้น เพราะถ้าสามารถเอาชนะได้อย่างเด็ดขาดโดยไม่ยากเย็นแล้วก็จะประนีประนอมไปทำไม
ด้วยเหตุนี้เอง ธนาธรจึงเห็นว่าจำเป็นจำต้องมี “อำนาจ” ที่มีความชอบธรรมจากการเลือกตั้งอย่างชัดเจนเด็ดขาดในมือไว้ก่อน
เช่นนี้แล้ว จะมีความเป็นไปได้หรือไม่อย่างไร ที่พรรคประชาชนจะสามารถชนะการเลือกตั้งระดับนั้นได้หรือไม่
หากโจทย์คือการจะได้ที่นั่งในสภาตามจำนวนที่จะเป็น “รัฐบาลพรรคเดียว” ได้นั้น จะต้องชนะการเลือกตั้งโดยมี ส.ส.รวมอย่างน้อย 251 คนหรือที่นั่ง อันนี้คือตัวเลขเชิงทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัติแล้ว ควรต้องมีไม่น้อยกว่า 260 คน เพื่อเสถียรภาพของรัฐบาล
เมื่อลองย้อนกลับไปดูผลการเลือกตั้งครั้งก่อนหน้าในเดือนพฤษภาคม 2566 (หลังจากนี้การวิเคราะห์จะขอยึดชุดข้อมูลที่เป็นทางการนี้จาก กกต. โดยตัดกรณีการถูกตัดสิทธิ ลาออกเอง หรือพ้นจากความเป็น ส.ส. รวมถึงการย้ายพรรคออกไปก่อน) “พรรคส้ม” ที่ในตอนนั้นเป็น “พรรคก้าวไกล” ชนะการเลือกตั้งโดยได้ ส.ส.จากระบบเขตมา 112 ที่นั่ง และปาร์ตี้ลิสต์ 39 ที่นั่ง รวมเป็น 151 เสียงในสภา โดยได้รับคะแนนเสียงโดยรวมจากระบบแบ่งเขต ตีว่า 10 ล้านเสียง (ตัวเลขจริงจากฐานข้อมูลของ กกต. คือ 9,665,433 คะแนน) และคะแนนเสียงจากระบบบัญชีรายชื่อหรือปาร์ตี้ลิสต์ 14.5 ล้านเสียง (ตัวเลขจริง 14,438,851) แล้ว
พิจารณาจากโจทย์คือจำนวน ส.ส.ครึ่งสภาแล้ว ปัญหาคือ ส่วนต่างของ “จำนวน ส.ส.” ไม่น้อยกว่า 100 คนหรือที่นั่งในสภานี้จะไปหาเพิ่มมาได้จากไหน
“พรรคส้ม” (ตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ จนถึงพรรคประชาชน) เป็นพรรคการเมืองที่มีจุดแข็งในการเป็นพรรคเชิงอุดมการณ์ ซึ่งคนเลือกเพราะอุดมการณ์ของพรรคเป็นสำคัญยิ่งกว่าตัวบุคคล ซึ่งส่งผลให้คะแนนเสียงของพรรคมาจาก ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อหรือปาร์ตี้ลิสต์อย่างมีนัยสำคัญ
ถ้าก่อนการเลือกตั้งนั้นเกิดกระแสการแห่เลือกพรรคประชาชนขึ้นมาอย่างรุนแรงเหมือนในการเลือกตั้งครั้งที่แล้วไม่ว่าจะโดยทางใด สมมุติเราลอง “จินตนาการ” ตัวเลขไปในแง่ดีสุดๆ ว่า ประชาชนชาวไทยผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งนั้นสมาทานเลือกพรรคประชาชนกันเกินค่อนประเทศ ส่งผลให้พรรคกวาด ส.ส.ในระบบปาร์ตี้ลิสต์ไป 60 ที่นั่ง อันเป็นตัวเลขที่มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ตามความเป็นจริงแล้ว และต่อให้พรรคสามารถรักษาเขตเลือกตั้งที่เคยชนะการเลือกตั้งทั้งหมดได้ 112 เขต ก็ยังรวมเป็นจำนวน ส.ส. 182 ที่นั่ง “โจทย์หิน” ที่เหลือก็ยังคงเป็นการต้องหา ส.ส.เขต มาเพิ่มให้ได้อีกเกือบ 80 คน
ปัญหาคือเกือบ 80 คนที่ว่านั้นจะเพิ่มใน “เขตเลือกตั้ง” ใดได้บ้างที่ผู้สมัครของพรรคส้มจะสามารถเอาชนะ “แชมป์เก่า” เจ้าของพื้นที่เดิมซึ่งไม่รู้ว่าในตอนนั้นจะสมัครในนามพรรคอะไรได้ ในเมื่อ 112 เขตที่เคยชนะมานั้น ก็กินพื้นที่ไปเกือบทั้งกรุงเทพมหานครและเมืองบริวาร ตลอดจนหัวเมืองใหญ่และเขตอำเภอเมืองของจังหวัดต่างๆ แล้ว
ยังไม่ต้องพูดถึงอิทธิพลของ “การเมืองบ้านใหญ่” ที่ยึดครองพื้นที่เดิมอยู่แล้วอย่างเหนียวแน่นด้วย และพลังดูดมหาศาลของพรรคภูมิใจไทยที่พรรคส้มเองนั่นแหละที่ไปหนุนสร้างพลังให้ได้เป็นรัฐบาลไปแม้เพียงในช่วงเวลาอันสั้นด้วย
คิดว่า “กระแส” ของพรรคส้มจะสามารถเจาะชิงพื้นที่เขตเลือกตั้งในลักษณะนี้มาได้หรือไม่
นอกจากนี้ เมื่อเราพิจารณาถึงโครงสร้างความแตกต่างของคะแนนระบบ ส.ส.เขต กับแบบปาร์ตี้ลิสต์ ที่ห่างกันถึง 4 ล้าน หรือคิดเป็นร้อยละ 40 ซึ่งถือเป็น “ส่วนต่างคะแนน” สูงสุดของพรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งแล้ว ซึ่งเรื่องนี้อธิบายได้ไม่ยากเมื่อพิจารณาจากความแตกต่างในการตัดสินใจเลือกสำหรับ ส.ส.ทั้งสองระบบนี้ คือระบบเขตนั้นเลือก “คนที่รัก” และระบบบัญชีรายชื่อนั้นเลือก “พรรคที่ชอบ” และ “สูตร” ในการเลือกตั้งของผู้ใช้สิทธิจำนวนหนึ่งที่มีใจให้พรรคก้าวไกลในตอนนั้น แม้ว่าจะมีพรรคเดิมที่ตัวเองโอเคอยู่แล้ว ก็คือ การกาเลือก “คน” ในเขตเลือกตั้งของตัวเองเป็นพรรคเก่าที่เคยเลือก แต่เลือกปาร์ตี้ลิสต์พรรคก้าวไกล แบบเลือกสองใบสองพรรค
หรือเอาตรงไปตรงมากว่านั้น คือปรากฏการณ์การกาบัตรแบบ “ส้มใบ แดงใบ” ด้วยความเชื่อว่าทั้งสองฝ่ายคือ “พันธมิตรฝ่ายค้าน” ที่ร่วมอุดมการณ์ในการต่อต้าน “ลุง” หรือฝ่ายการเมืองที่มาจากการสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหาร คสช. ด้วยกัน
แต่เมื่อ “ส้ม” กับ “แดง” นั้นแตกหักจนมองหน้ากันไม่ได้ และพรรคประชาชนเองก็เหมือนเลือกเดินเกมโดดเดี่ยวตัวเองและประกาศกลายๆ ว่าเป็นฝ่าย “ถูกกระทำ” จากเล่ห์กลพรรคการเมืองอื่น ผสมกับการประโคมความเชื่อจากกลุ่มผู้สนับสนุนว่า “ไม่เหลือพรรคใดดีอีกเลยนอกจากพรรคส้ม” แล้ว ก็น่าคิดว่า ฐานเสียงกลุ่ม “แดง (หรือสีอื่น) ใบ ส้มใบ” นั้นจะมีแนวโน้มที่จะเลือกไปในทางใด
ตัวเลขจาก “นิด้าโพล” ไตรมาสล่าสุดแม้จะชี้ว่าพรรคประชาชนจะมีคะแนนนิยมอันดับหนึ่งในกลุ่มพรรคการเมืองที่ 25.28% และณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จะนำโด่งในฐานะแคนดิเดตนายกฯ ที่ 17.20% แต่หากมองให้ลึกกว่าพาดหัวข่าว จะพบว่า “ผู้ชนะตัวจริง” ของโพลนี้คือกลุ่มพลังเงียบที่ตอบว่า “ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้” ซึ่งสูงลิ่วถึง 40.60% และ “ยังหาพรรคที่เหมาะสมไม่ได้” อีก 32.36%
อีกทั้งยังมีการฟื้นขึ้นมาจากหลุมของ “พรรคสีฟ้า” คือประชาธิปัตย์ อดีตคู่แข่งของพรรคสีแดงก่อนการรัฐประหาร คสช. ที่เหมือนว่าจะหมดความสำคัญลงแล้วในการเลือกตั้งสองครั้งที่ผ่านมา แต่จากโพลข้างต้น กลับได้เห็น “สัญญาณชีพ” ที่เต้นแรงขึ้นของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งคะแนนนิยมพรรคพุ่งขึ้นมาเป็นอันดับ 3 ที่ 11.80% แซงหน้าทั้งเพื่อไทย (11.04%) และภูมิใจไทย (9.92%) ไปแล้ว ในขณะที่แคนดิเดตนายกฯ อย่างอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็มาแรงในอันดับ 4 ที่ 10.76%
นี่ก็อาจจะเป็นสัญญาณว่าฐานเสียงคนชั้นกลางและกลุ่มอนุรักษนิยมที่เคย “ปันใจ” ให้ส้มเพราะเบื่อลุง แต่ก็รับไม่ได้กับ “พรรคทักษิณ” อย่างเพื่อไทย อาจกำลังไหล “กลับบ้าน” สีฟ้าหลังเก่าก็เป็นไปได้
ทั้งหมดนี้คือปัจจัยความเป็นไปได้ที่จะต้องพิจารณาหาก “พรรคส้ม” และกองเชียร์มุ่งหมายจะเอาชนะการเลือกตั้งให้ได้แบบเสียงข้างมากตั้งรัฐบาลพรรคเดียว และอย่าลืมว่าตัวเลขประกอบสมมุติฐานข้างต้นนี้ คือ “กรณีที่ดีที่สุดเท่าที่เป็นไปได้” ของพรรคประชาชนแล้ว นั่นคือชนะปาร์ตี้ลิสต์ไปร่วม 60 ที่นั่ง และรักษาพื้นที่เขตเลือกตั้งรวมไว้ได้ทั้งหมด
เว้นแต่ “กองเชียร์” จะเชื่อว่า ก็เสียงที่ยังไม่ตัดสินใจนั่นแหละที่จะมาเลือกพรรคประชาชนอย่างล้นหลาม หลังจากที่พวกเราเผยธาตุแท้ให้เห็นแล้วว่าพรรคอื่นนั้นล้วนแต่หักหลังทรยศเชื่อไม่ได้ ใครที่เคยกาแดงใบส้มใบจะเห็นธาตุแท้ของพรรคเพื่อไทยแล้วก็จะหันมากาส้ม 2 ใบ ทั้งหมดนี้ก็คือปัจจัยแห่งชัยชนะที่จะทำให้ได้เสียง 260-270 เป็นรัฐบาลพรรคเดียวแบบสบายๆ ก็ขอให้แน่ใจหน่อยก็แล้วกันว่าไม่ได้เผลอไปรับสารโทลูอีน (Toluene) เข้าไปจนมีผลต่อระบบต่อการใช้ตรรกะและเหตุผล
ในที่สุดแล้วก็อาจจะเป็นไปตามที่นักวิเคราะห์การเมืองหลายคนต่างวิเคราะห์กันว่า การเลือกตั้งครั้งที่จะมาถึงนี้ จะเหลือผู้เล่นสำคัญเพียงสองพรรค คือ “ส้ม” พรรคประชาชน และ “น้ำเงิน” คือพรรคภูมิใจไทย
เพราะเมื่อพิจารณาจากโครงสร้างคะแนนของภูมิใจไทยที่อยู่คนละขั้วกับ “พรรคส้ม” อย่างสิ้นเชิง โดยเป็นพรรคที่เน้นทำคะแนนระดับท้องถิ่นโดยแทบไม่ได้คะแนนในระดับประเทศเลย ตามสถิติผลการเลือกตั้งปี’66 แม้ว่าพวกเขาจะได้จำนวน ส.ส.เขตไปได้ถึง 68 ที่นั่ง โดยได้คะแนนรวมทั้งประเทศ 5 ล้านเสียง แต่ในระบบปาร์ตี้ลิสต์กลับได้เพียง 3 ที่นั่ง จากคะแนนรวมเพียงแค่ 1 ล้านนิดๆ เท่านั้น
ความจริงที่ชวนสิ้นหวังยิ่งกว่าอัตราตัวเลขความน่าจะเป็นอันยากเย็นของพรรคประชาชน คือ ฝ่าย “น้ำเงิน” คือพรรคภูมิใจไทยนั้นมีแนวโน้มสูงที่จะกวาดที่นั่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และยังคงยึดกุมสถานะ “ตัวแปร” ของการจัดตั้งรัฐบาลไว้อย่างเหนียวแน่น ในสมรภูมิการเมืองที่ไม่น่าจะมีฝ่ายไหนชนะเด็ดขาดและความบาดหมางร้าวลึกของพรรคแดงและส้ม
ไม่น่าแปลกใจที่เราได้เห็นรอยยิ้มอย่างไม่ได้รู้สึกรู้สาว่าตัวเองทำอะไรไม่ถูกต้องลงไปของนายกฯอนุทิน ในยามที่ “หักหลัง” พรรคประชาชนในเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญโดยการชิงยุบสภาไปก่อน ถึงขนาดมีอารมณ์ขันใช้บัญชีส่วนตัวเข้าไปตอบคอมเมนต์ในโพสต์ของ ส.ส.พรรคส้มที่พูดถึงเรื่องนี้ได้แบบหน้าตาเฉย ด้วยท่าทีการแสดงออกอย่างไม่เกรงใจประชาชน ความมั่นใจที่อยู่เหนือกระแสความโกรธขึ้ง แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการบริหารงานที่ผิดพลาดหรือการใช้อำนาจที่ชวนให้ตั้งข้อสงสัยเพียงใดก็ตาม เพราะคงแน่ใจแล้วว่าความโกรธเกรี้ยวของเราที่แม้จะไปลงต่อบัตรเลือกตั้งไม่ว่าจะเลือกพรรคไหน ยังไงก็คงไม่สามารถทำอะไรเขาได้ภายใต้กลไกการเมืองที่บิดเบี้ยว
ด้วยฐานอำนาจทางการเมืองที่มีก็ไม่แน่ว่าในที่สุด เขาก็อาจจะได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้งหลังเลือกตั้ง โดยไม่จำเป็นต้องชนะการเลือกตั้งมาเป็นอันดับหนึ่งก็ตาม ซึ่งนั่นคือความจริงที่น่าเจ็บปวดที่สุดสำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มีความหวังที่จะเห็นความเปลี่ยนแปลง

