มีนักเคลื่อนไหวภาคประชาชนคนดัง ได้โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊กแสดงความผิดหวังที่ประเด็นการต่อสู้เรียกร้องด้านพลังงานของตนเอง ไม่ได้รับการตอบสนองจากคณะผู้กุมอำนาจยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งรู้สึกผิดหวังกับบทบาทของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช.
ด้วยการเรียกว่าเป็น “สภาเสียงข้างเดียว” ที่ใช้อำนาจหักดิบการขับเคลื่อนต่อสู้ด้านปิโตรเลียมของประชาชน
ทั้งได้เปรียบเทียบว่า ไม่ต่างจาก “สภาเผด็จการเสียงข้างมาก” ของรัฐบาลจากการเลือกตั้งในอดีต ที่ถูกประชาชนประท้วงจนถึงจุดจบไปแล้ว
เสียงตัดพ้อของนักเคลื่อนไหวรายนี้ คงคล้ายๆ กับหลายๆ คนที่เคยร่วมกันต่อต้านรัฐบาลจากการเลือกตั้ง จนกระทั่งระบบประชาธิปไตยของไทยเราถึงจุดจบไปด้วย
โดยมีปมปัญหาที่รัฐบาลซึ่งช่วยกันปูทางให้เข้ามามีอำนาจแทนรัฐบาลประชาธิปไตยดังกล่าว กลับไม่ตอบสนองในข้อเรียกร้องต่อสู้ของแต่ละคนแต่ละกลุ่ม
ความที่คนเหล่านี้เห็นว่า รัฐบาลจากการเลือกตั้งเลวทรามต่ำช้า จนไม่ควรจะปล่อยให้อยู่ในอำนาจต่อไป แล้วหันไปใช้ทุกวิถีทางเพื่อโค่นล้มให้ออกไปจากอำนาจ
และวิธีการที่รวดเร็วสุดก็คือ ปูทางให้เกิดการรัฐประหาร เพื่อให้กองทัพเข้ามาบริหารบ้านเมือง
โดยเชื่อมั่นเต็มเปี่ยมว่าจะต้องมีอะไรที่ดีกว่ารัฐบาลนักการเมืองชั่วร้าย
แต่มาวันนี้เมื่อเริ่มผิดหวัง แล้วควรจะทำกันอย่างไรต่อไปดี
ถ้าคิดแบบอาศัยแต่ทางลัด ก็อาจจะต้องรอการเปลี่ยนแปลงทำนองเดียวกันนี้ว่าอาจจะเกิดขึ้นอีกได้
เห็นได้จากนักเคลื่อนไหวแนวทางนี้บางราย เริ่มแสดงท่าทีหวังพึ่งนายทหารที่กุมอำนาจบางคนแทน
คงจะแอบฝันให้มีอัศวินม้าขาวคนใหม่คณะใหม่เข้ามาช่วยเปลี่ยนแปลงแบบเร็วๆ
ทั้งดูเหมือนว่า การเรียกสภายุคไม่มีประชาธิปไตยว่า “สภาเสียงข้างเดียว” แต่สภาในรัฐบาลเลือกตั้งยุคประชาธิปไตยกลับเรียกว่า “สภาเผด็จการเสียงข้างมาก”
ย่อมแสดงถึงศรัทธาความเชื่อของคนแนวนี้ชัดเจน
คนแนวนี้จะเชื่อมั่นในตัวบุคคลที่มีภาพลักษณ์ดีงาม มีคุณธรรม มากกว่าจะเชื่อในระบบ มากกว่าจะคิดด้วยหลักการ
เพราะฉะนั้น จะเป็นระบบเผด็จการก็ได้ ไม่เอาหลักการประชาชนส่วนใหญ่ต้องมีอำนาจการเมืองก็ได้ เพียงขอให้ได้ผู้นำที่เป็นคนดี ย่อมดีกว่าระบบประชาธิปไตยที่มีแต่นักการเมืองเลวๆ
เช่นเดียวกับศาสตราจารย์ดอกเตอร์ผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งไม่พึงพอใจการนำเสนอข่าวของสื่อ ในเหตุการณ์น้ำฝนรั่วจนฝ้าเพดานในห้องบรรยายการเรียนการสอนพังถล่มลงมา
เพียงแค่ขัดใจในประเด็นข่าวที่ว่า “มีนักศึกษาหวิดดับ” โดยมองว่าเป็นข่าวเกินจริง ทั้งคงคิดแบบมาตรฐานตื้นๆ สไตล์ผู้บริหารองค์กรทั่วๆ ไปนั่นแหละ คือเสนอข่าวแบบนี้เสียภาพลักษณ์หมด
เลยหยิบเอาเรื่องข่าวฝ้าเพดานห้องเรียนถล่มมาเรียกร้องให้มีการควบคุมสื่อ
ทั้งๆ ที่ร่าง พ.ร.บ.ควบคุมสื่อซึ่งกำลังเป็นประเด็นใหญ่ ถูกตีแผ่ชัดเจนว่าเป็นการมุ่งเปิดทางให้รัฐเข้าแทรกแซงสื่อ อันกระทบต่อสิทธิการรับรู้ข่าวสารของประชาชนทั้งประเทศ
ปัญหาการคุมสื่อ เป็นเรื่องหลักการ เป็นเรื่องโครงสร้างทางสังคมในด้านสิทธิเสรีภาพ
แต่ระดับอธิการบดีก็สามารถหยิบเอาเรื่องโครงสร้างหลังคาฝ้าเพดานมาเรียกร้องให้คุมสื่อก็ได้
อย่างว่า อธิการบดีคนนี้ก็มีบทบาทไม่น้อยในช่วงที่วิธีไหนก็ได้ ขอให้เอาพวกนักการเมืองออกไปจากอำนาจให้ได้เป็นพอ

