หน้าแรก คอลัมนิสต์ ลลิตา หาญวงษ์...

ลลิตา หาญวงษ์ : อนาคตของโรฮีนจากับท่าทีของบังกลาเทศ

19.12.25 | 14:47 น.

นับตั้งแต่เกิดวิกฤตและความรุนแรงในรัฐยะไข่เหนือ อันเป็นที่รู้จักกันในชื่อ “วิกฤตการณ์โรฮีนจา” (Rohingya Crisis) ที่ปะทุขึ้นระหว่างปี 2016-2017 ส่งผลให้มีชาวโรฮีนจาหลายหมื่นคนที่ถูกสังหาร และอีกกว่า 1.1 ล้านคนต้องหนีไปบังกลาเทศ ส่วนใหญ่ยังอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยที่เมืองค๊อกซ์บาซาร์ (Cox’s Bazar) ซึ่งมีถึง 33 แห่ง นับตั้งแต่ปี 2021 รัฐบาลบังกลาเทศย้ายผู้ลี้ภัยราว 3.5 หมื่นคนไปที่เกาะบาซานชาร์ (Bhasan Char) ซึ่งเป็นเกาะในอ่าวเบงกอล อยู่ห่างจากแผ่นดิน 60 กิโลเมตร การย้ายผู้ลี้ภัยโรฮีนจาไปอยู่บนเกาะที่เกิดจากการทับถมของทรายเมื่อไม่กี่สิบปีมานี้ เกิดจากการลงนามใน MoU ระหว่างรัฐบาลบังกลาเทศกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ด้วยปัญหาค่ายผู้ลี้ภัยที่มีสภาพแออัดอย่างมาก ทำให้รัฐบาลบังกลาเทศต้องคิดถึงทางแก้ปัญหาผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจาอย่างยั่งยืน

เมื่อชาวโรฮีนจาหลั่งไหลออกจากพม่าในปี 2017 รัฐบาลบังกลาเทศมีนโยบายเปิดประตูรับชาวโรฮีนจาทั้งหมด แต่เมื่อประชากรโรฮีนจาเพิ่มขึ้น และด้วยสภาพภายในค่ายผู้ลี้ภัยที่อัตคัดมากขึ้น ท่าทีของบังกลาเทศจึงเริ่มเปลี่ยนไป และส่งเมสเสจชัดเจนว่าไม่สามารถสนับสนุนผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจาได้อีกต่อไป เมื่อประกอบกับการตัดงบประมาณความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกาและที่อื่นๆ ทำให้งบประมาณด้านอาหารและสาธารณสุขลดลงอย่างมาก บีบให้ชาวโรฮีนจาในบังกลาเทศต้องหนีออกจากค่ายผู้ลี้ภัย เสี่ยงขึ้นเรือและแล่นออกไปเผชิญโชคกลางอ่าวเบงกอล โดยมีเป้าหมายหลักเป็นมาเลเซียและอินโดนีเซีย ซึ่งพวกเขามองว่าเป็นประเทศมุสลิมและจะอ้าแขนรับพวกเขา

การเดินทางสู่ประเทศอื่นๆ ไม่ใช่เรื่องง่าย คนเหล่านี้ส่วนใหญ่ตกเป็นเหยื่อขบวนการค้ามนุษย์ และหลายคนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุเรืออับปาง ครั้งล่าสุดเพิ่งจะเกิดขึ้นในเขตรอยต่อน่านน้ำของไทยและมาเลเซีย พบผู้เสียชีวิต 12 คน และสูญหายอีก 9 ราย แต่เรือลำดังกล่าวมีผู้โดยสารอยู่กว่า 200 คน จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีใครทราบว่าชะตากรรมของคนที่เหลือเป็นอย่างไร ชีวิตในค่ายผู้ลี้ภัยไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ นอกจากอาหารและปัจจัยดำรงชีพอื่นๆ จะมีจำกัดมากๆ แล้ว ประชากรที่ล้นค่ายยังทำให้มีเด็กๆ เพียงส่วนหนึ่งที่ได้รับการศึกษา และไม่ใช่ทุกคนที่จะเข้าถึงมือแพทย์ นอกจากนี้ ผู้ลี้ภัยยังไม่สามารถทำงานหาเลี้ยงตนเอง และไม่สามารถออกนอกค่ายผู้ลี้ภัยได้

สถานการณ์ของชาวโรฮีนจาในบังกลาเทศแย่ลงอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ปี 2024 เมื่อมีชาวโรฮีนจาอีก 2 แสนคน ที่อพยพเข้าไปเพิ่ม คนกลุ่มนี้หลบหนีสงครามในรัฐยะไข่ และการกวาดล้างของกองทัพอาระกัน หรือ AA (Arakan Army) กองกำลังยะไข่พุทธที่ควบคุมพื้นที่ส่วนใหญ่ในรัฐยะไข่ตอนเหนือได้ในเวลานี้ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา AA ได้รับการยกย่องว่ายึดพื้นที่สำคัญๆ คืนมาจากกองทัพพม่าได้มากมาย เช่น เมืองปาเลตวา (Paletwa) ในรัฐฉิ่นใต้ เมือง 10 เมืองในรัฐยะไข่ รวมทั้งเมราก์-อู (Mrauk-U) ราชธานีโบราณของชาวยะไข่พุทธ และกำลังจะได้เมืองอัน (Ann) อันเป็นศูนย์บัญชาการของกองทัพพม่าในเขตตะวันตกทั้งหมด และหม่องด่อ (Maungdaw) เมืองที่มีประชากรโรฮีนจาอยู่หนาแน่นที่สุด

ที่ผ่านมา AA ถูกกล่าวหาว่าเกณฑ์ชาวโรฮีนจาไปเป็นทหารเพื่อใช้ต่อสู้กับกองทัพพม่า และยังมีรายงานว่า AA ใช้โดรนติดระเบิดไปทิ้งในหมู่บ้านชาวโรฮีนจา เพื่อบีบให้โรฮีนจาต้องอพยพออกจากพื้นที่ AA จากรายงานของ Human Rights Watch โรฮีนจาเป็นเป้าหมายของการกวาดล้างจาก AA แทบไม่ต่างจากที่กองทัพพม่าเคยทำในช่วง 2016-2017 เมื่อ AA ได้พื้นที่ที่มีชาวโรฮีนจาอาศัยอยู่เพิ่ม ก็จะเริ่มใช้กฎจำกัดการเคลื่อนไหวของชาวบ้าน บังคับใช้แรงงาน และเกณฑ์ชายฉกรรจ์โรฮีนจาไปเป็นทหาร

Advertisement

นโยบายของ AA แทบไม่ต่างจากกองกำลังติดอาวุธของกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ AA ก็ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของสหพันธรัฐใหม่ แต่จากการพูดคุยกับหลายแหล่ง ผู้เขียนสรุปได้ว่า AA นั้นต้องการสร้างรัฐในแบบของตนเอง โดยจะใช้ระบบพรรคเดียว ภายใต้การควบคุมของทุนมรัตนาย (Tun Mrat Naing) ผู้บัญชาการ AA ในปัจจุบัน และยังมีนโยบายต่อต้านชาวโรฮีนจาอย่างจริงจัง ในพื้นที่ที่ AA ควบคุมได้ ชาวโรฮีนจาไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงานหรือแม้แต่ทำเกษตร-ประมงเพื่อหาเลี้ยงชีพ บ้านเรือน วัวควาย และทรัพย์สินถูกยึดโดยทหาร AA แม้แต่ที่ฝังศพตามหลักศาสนาอิสลามก็ถูกทำลาย ความอดอยากบีบให้ชาวโรฮีนจาที่ยังอยู่ในรัฐยะไข่ต้องออกนอกพื้นที่ และผลักให้กองกำลังติดอาวุธในนาม ARSA หรือ Arakan Rohinya Salvation Army ที่เคยมีปฏิบัติการโจมตีฐานของกองทัพพม่าและสถานีตำรวจหลายแห่งในรัฐอาระกันตั้งแต่ปี 2014 หลายปีหลังรัฐประหาร ARSA มีปฏิบัติการร่วมกับกองทัพพม่า อาจจะด้วยความหวังว่ารัฐบาลพม่าจะให้สัญชาติชาวโรฮีนจา กองทัพพม่ายังสนับสนุนให้มีศูนย์เกณฑ์ชาวโรฮีนจามาเป็นทหาร ที่ตั้งอยู่ในบังกลาเทศ และยังบังคับโรฮีนจาให้เดินขบวนประท้วง AA ในค่ายผู้อพยพในบังกลาเทศอีกด้วย

ความขัดแย้งระหว่าง AA กับชาวโรฮีนจา ทำให้ ARSA กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง ARSA กลับมามองหาทหารใหม่อีกครั้ง เพื่อต่อสู้กับ AA โดยตรง ที่ผ่านมา ความเดือดร้อนและชีวิตที่แร้นแค้นของชาวโรฮีนจาที่ยังหลงเหลือในรัฐยะไข่ตอนเหนือผลักให้พวกเขาต้องลุกขึ้นใช้กำลังต่อสู้กับ AA เมื่อเป็นเช่นนี้ สมรภูมิในรัฐยะไข่จึงมีกองกำลังหลักที่ต่อสู้กันถึง 3 กลุ่ม และกลายเป็นพื้นที่สู้รบที่มีความซับซ้อนมากที่สุดในพม่า อย่างไรก็ดี ประชาชนโรฮีนจาทั้งในพม่าและบังกลาเทศไม่ได้สนับสนุน ARSA แต่ไม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้เพราะกลัวว่าตนและครอบครัวจะถูก ARSA ทำร้าย

ARSA กลายเป็นกองกำลังที่โหดเหี้ยมและคุมชาวโรฮีนจาภายในค่ายผู้ลี้ภัยในค๊อกซ์บาซาร์ได้แทบจะเบ็ดเสร็จ และทำร้ายผู้นำสังคมที่ออกมาประณาม ARSA เช่นเคยมีกรณีที่นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิโรฮีนจาถูกลอบสังหารโดย ARSA มาแล้ว รัฐบาลบังคลาเทศรับมือกับความรุนแรงนี้โดยหันไปสนับสนุนกองกำลังติดอาวุธของโรฮีนจาอีกกลุ่ม ในนาม RSO (Rohingya Solidarity Organization) การแข่งขันกันระหว่าง 2 กลุ่มนี้จึงกลายเป็นความรุนแรงในค่ายผู้ลี้ภัย ตัวเลขอาชญากรรมสูงขึ้นมาก และ RSO เองก็ทำในสิ่งที่ AA เคยทำมาก่อน คือเกณฑ์ชาวโรฮีนจาจากในค่ายผู้อพยพและส่งไปรบกับ AA ที่ยะไข่ อาจสรุปได้ว่าสถานการณ์ในค่ายผู้ลี้ภัยในบังกลาเทศเข้าขั้นวิกฤต เมื่อมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นจนความช่วยเหลือด้านสิทธิมนุษยชนก็ยิ่งเข้าไปได้ยาก และทำให้พื้นที่ของภาคประชาสังคมโรฮีนจา ที่ต้องการทำงานร่วมกับรัฐบาลบังกลาเทศ เพื่อปกป้องสิทธิชาวโรฮีนจาและนำพวกเขากลับไปยะไข่เหนือเมื่อสถานการณ์เอื้ออำนวย ก็กลายเป็นความหวังที่ริบหรี่

ปฏิเสธไม่ได้ว่ารัฐบาลบังกลาเทศเป็นกลไกสำคัญที่จะนำชาวโรฮีนจากลับไปพม่า แต่เมื่อเกิดความรุนแรงขึ้นในค่ายผู้ลี้ภัย อีกทั้งบังกลาเทศเองก็ไปสนับสนุนกองกำลังอย่าง RSO และปล่อยให้ ARSA เติบโตแบบก้าวกระโดดภายในค่ายผู้ลี้ภัย เท่ากับปิดช่องเจรจากับ AA ความร่วมมือระหว่าง AA รัฐบาลบังกลาเทศ และกลุ่มต่างๆ ของโรฮีนจา มีความจำเป็นยิ่งสำหรับการบริหารจัดการชายแดนพม่า-ยะไข่-บังกลาเทศ