ใส่เครื่องหมายคำถามหลังคำว่า “หลังความจริง” (Post-Truth) เพื่อตอบประเด็นว่าตกลงการเมืองไทยในวันนี้และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเมืองของการเลือกตั้งที่จะถึงนี้เป็นการเมืองที่ว่าด้วยเรื่องของการเมืองหลังความจริงหรือไม่?
ขอตอบว่ามีทั้งส่วนที่ใช่และไม่ใช่
แต่ส่วนที่ใช่ก็น่าสนใจ ส่วนที่ไม่ใช่ก็น่าสนใจ
การเมืองหลังความจริงคืออะไร?
การเมืองหลังความจริงให้ความสนใจถึงสภาวะหลังความจริง โดยมองว่าเป็นสถานการณ์ที่อารมณ์ และความรู้สึกส่วนตัวมีความสำคัญเหนือกว่าข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ และความมีเหตุมีผล
อธิบายอีกอย่างก็คือหมายถึงสถานการณ์ที่ความรู้สึกดูน่าเชื่อถือกว่าข้อเท็จจริง
ความท้าทายในเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ว่าคนปฏิเสธข้อเท็จจริง
แต่มันคือสถานการณ์ที่ข้อเท็จจริงและความจริงสามารถถูกบิดเบือนความมุ่งหมายของนักการเมืองได้ และจะยิ่งแหลมคมขึ้นเมื่อนักการเมืองอ้างด้วยว่าเขาได้คำนึงถึงข้อเท็จจริงด้วย ไม่ใช่ว่าเขาปฏิเสธข้อเท็จจริงไปเสียทั้งหมด (S.V.Joseph and S. Sadhasivam. Post-Truth Politics. Encyclopedia of New Populism and Response in the 21th Century. Singapore: Springer. 2024)
การกระทำของนักการเมืองที่ส่งเสริมให้เกิดโลกหลังความจริงนั้นมีเส้นแบ่งที่บางเมื่อเทียบกับเรื่องของการโกหก เพราะในกรณีของการสร้างโลกหลังความจริงนั้นอาจจะเรียกได้ว่าเป็นการโกหกที่เนียนกว่า จงใจประดิดประดอยข้อมูลข่าวสารโดยมุ่งหวังที่จะส่งสารและสร้างผลกระทบไปยังกลุ่มเฉพาะเจาะจงด้วยทั้งข้อมูลและวาทศิลป์ เพื่อเป้าหมายทางการเมือง
ในแง่นี้การกระทำที่เรียกว่าหลังความจริงไม่ใช่การปฏิเสธความจริงไปเสียทั้งหมด แต่เป็นการหยิบเอาบางส่วนของความจริงมาสนับสนุนความเชื่อและเป้าหมายทางการเมืองของเขา และปฏิเสธ หรือไม่ให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงอื่นๆ ที่ไม่ได้ให้คุณประโยชน์กับความมุ่งหมายทางการเมืองของตน (เพิ่งอ้าง)
ที่สำคัญการกระทำที่สร้างโลกหลังความจริงก็คือ การทำให้ผู้คนที่เชื่อนั้นละเลยที่จะแสวงหาความจริงอื่นๆ โดยเฉพาะกับคนที่เห็นต่าง และนำไปสู่สภาวะที่ผู้ที่อยู่ในความเชื่อเดียวกันที่นักการเมืองผลิตออกมานั้นรู้สึกว่าตัวเองและกลุ่มของตัวเองมีความสูงส่งในทางอุดมการณ์กว่ากลุ่มอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพวกเขารู้สึกว่าการเปิดรับความจริงด้านอื่นมันสร้างสภาวะความปั่นป่วน ไม่แน่นอนให้กับพวกเขา และความเชื่อ รวมกระทั่งจุดยืนทางการเมืองของพวกเขา (เพิ่งอ้าง)
ที่สำคัญกว่าการโกหกหรือทำตัวห่วยๆ ไปวันๆ ก็คือการที่สภาวะหลังความจริงนี้ดำรงอยู่ภายใต้ท่าทีและหน้าฉากของความดูมีเหตุผล ซึ่งฝ่ายเดียวกันก็จะบูชาว่าสุดยอด
แต่อีกฝ่ายหนึ่งจะรู้สึกว่า ใช่เหรอ ตรรกะแบบนี้ไปรับยาช่องสอง หรือเขาดูมีความพยายามจัง
หรือเข้าใจไม่ได้เอาเสียเลย ทั้งที่มันส่งผลสะเทือนมาก
นอกจากนี้การเมืองแบบหลังความจริงนี้ยังเกี่ยวโยงกับเรื่องของการเมืองประชานิยมใหม่ นอกเหนือไปจากเรื่องของการให้ความสำคัญกับบทบาทของนักการเมืองที่ใช้แนวทางนี้ในการเข้าหามวลชน
แต่หมายถึงการสร้างโลกให้คนเข้าใจว่าในทางการเมืองนั้นมันมีพวก ชนชั้นนำและปัญญาชนอยู่ทางหนึ่ง และมีคนอย่างพวกเราที่เป็น “คนจริงๆ” หรือคนทั่วไปที่มีผลประโยชน์ตรงข้ามกับชนชั้นนำและบรรดาปัญญาชนเท้าไม่ติดดินซึ่งยืนตรงข้ามเรา และมีผลประโยชน์ตรงข้ามเรา เพราะคนจริงๆ อย่างพวกเรานั้นถูกกระทำและถูกผลักไปอยู่ที่ชายขอบ และนอกจากชนชั้นนำและปัญญาชนแล้ว บรรดา “สื่อ” ทั้งหลายที่ไม่ได้ยืนหรือนำเสนออะไรที่ตรงกับฝ่ายเรา พวกนี้ก็คือศัตรู และเป็นพวกเดียวกันไปหมด (อ้างแล้ว)
อย่างไรก็ตาม แนวคิดเรื่องการเมืองหลังความจริงนั้นมักจะให้ความสนใจแต่ตัวผู้นำประชานิยม โดยอาจจะละเลยเรื่องของทีมงานของกลุ่มการเมืองนั้น และไม่ได้ให้ความสำคัญกับสื่อสมัยใหม่ที่ไม่ใช่สื่อใหญ่เท่านั้น รวมทั้งกับผู้ทรงอิทธิพลในโลกออนไลน์ที่มีหลากหลายกลุ่มและระดับ
นอกจากนี้ยังมีความท้าทายที่ว่าการเมืองหลังความจริงเป็นเรื่องใหม่จริงๆ เหรอ เพราะนักการเมืองก็โกหกแบบ “ขาวๆ” โดยอ้างเพื่อชาติบ้านเมืองมาตั้งแต่ไหนแต่ไร
อีกอย่างต้องไม่ลืมว่า นักการเมืองประชานิยมนั้นก็ไม่ใช่ชาวบ้านอะไรทั้งนั้น แค่เป็นชนชั้นนำคนละกลุ่มกันนั่นแหละ จะเป็นชนชั้นนำทางการเมือง เศรษฐกิจ หรือสังคมวัฒนธรรมก็แค่คนละกลุ่มกัน
สำหรับในส่วนที่ไม่ใช่ประชานิยมนั้น การเมืองไทยก็ยังวนเวียนอยู่กับเรื่องของความเป็นไปได้ที่จะทำงานร่วมกับระบอบราชการและระบอบกฎหมายในแบบที่เป็นอยู่
แนวคิดนี้ทำให้เรามองบางเรื่องเปลี่ยนไป เช่น ตกลงการเมืองเป็นเรื่องของกระแส หรือนโยบาย หรือตัวบุคคลในแบบเดิม
หรือเมื่อเราพิจารณาว่านโยบายไหนทำได้ มันไม่เหมือนเดิมที่เชื่อว่าเราเลือกนโยบาย แล้วเจตจำนงของประชาชนจะไปผลักดันกฎหมายให้นโยบายนั้นทำได้ ด้วยเสียงของรัฐสภา
มาสู่เรื่องที่ว่า นโยบายไหนจะทำได้ต้องมั่นใจก่อนว่ามีข้าราชการอยู่พวกเดียวกัน มีพวกเดียวกันอยู่ในกลไกรัฐพันลึกต่างๆ ต่างหากที่จะทำได้
ในแง่นี้ผมคิดว่าแนวคิดเรื่องความเป็นไปได้ทางการเมืองมันเปลี่ยนไปมากในรอบนี้ และมันทำให้เราเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างนั้นเป็นไปได้ยากขึ้น
และไม่ต้องไปพูดถึงมัน เพราะแค่เสนอหรือหาเสียงก็อาจจะโดนยุบพรรคเอาง่ายๆ
และแนวคิดเรื่องความเป็นมืออาชีพในการบริหารงานก็เปลี่ยน
จากความเชื่อว่าถ้าประสบความสำเร็จในโลกธุรกิจก็แปลว่าจะเข้ามาทำการเมืองได้ มันเปลี่ยนไปเป็นเรื่องที่ว่าพวกคุณรู้จักระบบราชการมากน้อยแค่ไหน
กล่าวโดยสรุปการเมืองและการเลือกตั้งในรอบนี้ มันมีทั้งส่วนของการเมืองในยุคหลังความจริงที่ไม่ใช่แค่แนวคิดประชานิยมที่มีแต่ตัวผู้นำ และการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารนั้นซับซ้อนเพราะมีเป้าหมายทางการเมือง และเพิ่มความแตกแยกทางสังคมมากขึ้นไปเรื่อยๆ
และมีการสร้างโลกความจริงใหม่ที่เชื่อว่าระบบราชการและระบบกฎหมายที่เป็นอยู่อย่าไปแตะต้อง ให้เป็นพวกเดียวกับสิ่งเหล่านี้ซะจะรอด และจะได้ในสิ่งที่กำขี้ดีกว่ากำตด!!!
ซึ่งทั้งสองเรื่องนี้ซับซ้อนกว่าเรื่องของการปฏิเสธโลกความจริง
เพราะกระบวนการสร้างความจริงใหม่นั้นไม่ได้แยกขาดจากข้อเท็จจริงไปเสียทั้งหมด และคนที่เกี่ยวข้องในการสร้างโลกนี้มีหลายฝั่งหลากฝ่าย
และมีโครงสร้างอำนาจทางการเมืองหลายอย่างที่ทำให้ความจริงแบบนี้มันทำงานได้

