
มโหระทึก – เมื่อวันที่ 19 ธันวาคมที่ผ่านมา เวียดนามได้จัดพิธีวางศิลาฤกษ์โครงการระดับอภิมหาโปรเจกต์ เขตเมืองกีฬาโอลิมปิก (Olympic Sports Urban Area) ณ กรุงฮานอย โดยมี ไฮไลต์สําคัญคือการก่อสร้างสนามกีฬาตร่งด่ง (Trong Dong Stadium) ซึ่งมีความจุสูงถึง 135,000 ที่นั่ง ซึ่งจะกลายเป็นสนามกีฬาที่มีความจุและขนาดพื้นที่มากที่สุดในโลกเมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ
สนามกีฬาแห่งนี้ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบจากกลองมโหระทึกดงเซิน (Dong Son Bronze Drum) และจิมหลาก (Chim Lac) นกในตํานานซึ่งเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของเวียดนาม โดยตัวสนามจะตั้งอยู่บนพื้นที่กว่ 73.3 เฮกตาร์ หรือ 458 ไร่ ภายในเขตอําเภอเถื่องติ๊น (Thuong Tin) ทางตอนใต้ของกรุงฮานอย
ทั้งนี้ สนามกีฬาตร่งด่งมีกําหนดการก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคม 2028 ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสําคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมทางตอนใต้ของเมืองหลวงและภูมิภาคสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแดงต่อไป
บทสรุปของอภิมหาโปรเจกต์นี้ จึงมิใช่เพียงการทุบสถิติโลกด้านสถาปัตยกรรม แต่มันคือสัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจที่เชื่อมโยงรากเหง้าทางวัฒนธรรมนับพันปีเข้ากับวิสัยทัศน์แห่งอนาคต
การปรากฏโฉมของสนามกีฬาตร่งด่งในปี 2028 จะเปรียบเสมือนเสียงกลองมโหระทึกที่กลับมาดังกึกก้องอีกครั้ง เพื่อประกาศศักดาว่าเวียดนามพร้อมแล้วที่จะกางปีกนกจิมหลาก นําพาชาติทะยานขึ้นสู่การเป็นศูนย์กลางแห่งวงการกีฬาระดับโลกอย่างเต็มภาคภูมิ
[ที่มา : Facebook เพจ TNN Tech]
กลองสำริด ถูกเรียก “มโหระทึก”
กลองสำริดหรือกลองกบทำด้วยสำริดซึ่งเป็นโลหะผสมสมัยก่อนประวัติศาสตร์ถูกเรียกในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ว่ากลองมโหระทึก โดยยืมคำ “มโหระทึก” มีสมัยในอยุธยา เป็นชื่อกลองขึงหนังจากอินเดีย
(1.) กลองสำริด เป็นเครื่องใช้ทำด้วยโลหะผสมเรียกทองสำริด (ทองแดงผสมดีบุกและตะกั่ว) อายุราว 2,500 ปีมาแล้ว มีแหล่งผลิตขนาดใหญ่อยู่กวางสีและยูนนานในจีน ต่อเนื่องถึงดงเซินในเวียดนาม (เป็นหลักแหล่งของชาติพันธุ์พูดภาษาตระกูลไท-ไต ต้นตอภาษาไทย) และบางแห่งบริเวณสองฝั่งโขงไทย-ลาว เช่น มุกดาหาร กับสะหวันนะเขต
แต่กลองสำริดถูกนักโบราณคดีฝรั่งเศสขุดพบครั้งแรกที่ดงเซินในเวียดนาม จึงถูกเรียก “วัฒนธรรมดงเซิน” เช่น กลองสำริดพบในไทยเป็นวัฒนธรรมดงเซิน
(2.) “มโหระทึก” หมายถึงเครื่องประโคมในพระราชพิธี พบชื่อนี้เก่าสุดในกฎมณเฑียรบาลสมัยอยุธยาตอนต้น ราวเรือน พ.ศ. 2000 โดยไม่ระบุรายละเอียดว่าเป็นกลองรูปร่างหน้าตาอย่างไร? มาจากไหน?
น่าเชื่อว่ามาจาก “ปัญจตุริยะ” ของพิธีพราหมณ์เป็นเครื่องประโคม 5 สิ่ง คือ “กลอง 4 ปี่ 1” เสียงดังอึกทึกครึกโครม พบทั่วไปในอินเดียและลังกา (เรียก “มังคลเภรี”)
(3.) ราวหลัง พ.ศ. 2400 แผ่นดิน ร.4 สมัยรุงรัตนโกสินทร์ คำว่า “มโหระทึก” (ชื่อเก่าพบในกฎมณเฑียรบาลสมัยอยุธยาตอนต้น) ถูกยกมาใช้เรียกกลองสำริด (สมัยก่อนประวัติศาสตร์) โดยทำแท่นวางไม้ตั้ง (เลียนแบบกลองฝรั่งอย่างหนึ่ง แล้วใช้ไม้ตีรัว) พบเก่าสุดอยู่ในโบสถ์วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ


นกทำท่าบิน มีลำตัวใหญ่ ปากยาว คอยาว ขายาว มีอายุเก่าสุดเมื่อ 2,500 ปีมาแล้ว (ซ้าย) ภาพจำลองขึ้นใหม่จากลายสลักหน้ากลองสำริด พบที่เวียดนาม (ขวา) ลายเส้นรูปนกอยู่ขอบนอกหน้ากลองสำริด พบที่เวียดนาม [คัดลอกลายเส้นโดยนิตยสารศิลปวัฒนธรรม พิมพ์ครั้งแรกในหนังสือ ชาติพันธุ์สุวรรณภูมิ บรรพชนคนไทยในอุษาคเนย์ พ.ศ. 2547 หน้า 54 (จากหนังสือ Dong Son Drums in Viet Nam จัดพิมพ์โดย The Viet Nam Social Science Publishing House ค.ศ. 1990, pp. 8-9.)]
นกศักดิ์สิทธิ์
จิมหลาก (Chim Lạc) หรือจิมหลัก คือนกหลัก เป็นสัญลักษณ์บรรพชนเวียดนามว่า “หลักเวียด” (Lạc Việt) ซึ่งเกี่ยวข้องการทำนาทดน้ำด้วย [ข้อมูลนี้ได้จาก รัชพล พลอยเทศ เคยเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนที่ฮานอยในเวียดนาม]
นักโบราณคดีไทยสมัยก่อนเรียกนกบนหน้ากลองสำริดว่านกกระเรียน
