หน้าแรก คอลัมนิสต์ ซีเกมส์ 2025 ...

ซีเกมส์ 2025 : จากภาพแทนความขัดแย้ง สู่มหกรรมกีฬาที่ ‘ลืมไม่ลง’ ในหลายความหมาย

24.12.25 | 13:36 น.

ซีเกมส์ 2025 : จากภาพแทนความขัดแย้ง
สู่มหกรรมกีฬาที่‘ลืมไม่ลง’ในหลายความหมาย

จอร์จ ออร์เวลล์ (George Orwell) นักเขียนและนักคิดชื่อดังเคยนิยามไว้อย่างแหลมคมในความเรียง “จิตวิญญาณแห่งการกีฬา” (The Sporting Spirit 1945) ว่ากีฬาในระดับนานาชาตินั้นคือ “สงครามที่ไม่มีการยิงกัน” ซึ่งเป็นพื้นที่ให้แต่ละชาติได้ปะทะสังสรรค์และสำแดงอำนาจเชิงโน้มน้าวอันนุ่มนวลของตนโดยไม่ต้องใช้กองกำลังทหารเข้าหักหาญกันจริง

“ชัยชนะของประเทศ” จึงถูกย้ายจากปลายกระบอกปืนมาอยู่ที่ตารางสรุปเหรียญรางวัลและความยิ่งใหญ่อลังการในการจัดพิธีเปิดและพิธีปิดของประเทศเจ้าภาพ

ดังนั้น ท่ามกลางบริบทของสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่ยังคงไม่มีข้อยุติด้วยหลายเหตุปัจจัย การจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ในปี 2025 ที่ประเทศไทยรับเป็นเจ้าภาพ จึงถูกนำไปขึ้นสังเวียนเป็นคู่เทียบกับการจัดมหกรรมกีฬาเดียวกันของกัมพูชาเมื่อสองปีก่อนอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ กลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่สาธารณชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ชาวเน็ต” ของทั้งสองประเทศเฝ้าจับตามองในลักษณะของตัวแทนอีกด้านของการสู้รบที่ชายแดน

แต่ในที่สุดแล้ว “ซีเกมส์ 2025” กลับเหลือเพียงนาฏกรรมแห่งความระส่ำระสายทางการบริหารจัดการที่เต็มไปด้วยความผิดพลาดซ้ำซาก

Advertisement

จากโพสต์ “จบเสียที ซีเกมส์” ในเพจ “วิเคราะห์บอลจริงจัง” วันที่ 20 ธันวาคม 2568 หลังพิธีปิดได้ชี้ให้เห็นถึงรอยร้าวขนาดใหญ่ที่เริ่มตั้งแต่ปัญหาทางเทคนิคขั้นพื้นฐานอย่างนาฬิกาสนามที่ชำรุดจนพลาดการบันทึกภาพประวัติศาสตร์ของการทำลายกำแพง 10 วินาทีของ “เทพบิว” การประกบคู่แข่งขันที่ผิดพลาดอย่างเหลือเชื่อ บางเรื่องกลายเป็นเรื่องตลกที่ล้อกันได้ยันลูกบวชที่ในการแข่งขันฟุตบอลนัดเปิดสนามระหว่างเวียดนามกับลาวนั้นไม่มีเพลงชาติบรรเลงจากลำโพงของสนาม จนทั้งสองชาติต้องตะเบ็งร้องเพลงกันเอง ซึ่งกล่าวกันว่าเป็นเพราะเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมเครื่องเสียงไม่ได้รับคำสั่งให้ทำโอที จึงตอกบัตรกลับบ้านไปแล้ว จนถึงปัญหาจัดการงบประมาณจนทำให้ไม่มีการถ่ายทอดสดกีฬาสากลอย่างวิ่งมาราธอน

ความล้มเหลวเหล่านี้ไม่ใช่เพียงอุบัติเหตุทางเทคนิคหรือการประสานงานสับสนเล็กน้อย แต่มันคือภาพสะท้อนถึงการขาดเอกภาพของหน่วยงานรัฐและความสับสนของผู้นำในพิธีการสำคัญ ยิ่งเมื่อพิจารณาถึงพิธีเปิดและปิดที่ควรเป็น Soft Power อันทรงพลัง กลับถูกลดทอนค่าด้วยความคิดสร้างสรรค์ที่ตีบตัน การผลิตซ้ำบทเพลงเก่า และลัทธิชาตินิยมที่ล้นเกินจนทำลายเสน่ห์ร่วมสมัย ส่งผลให้บรรยากาศในสนามเงียบเหงาและไร้ชีวิตชีวาอย่างน่าใจหาย เมื่อเทียบกับมาตรฐานที่ไทยเคยทำไว้ในอดีต ผู้ชมหลายฝ่ายที่มองด้วยใจเป็นธรรม ก็ต้องยอมรับว่าโดยภาพรวมแล้ว พิธีเปิดและปิดของเรายังด้อยกว่าที่กัมพูชาเคยแสดงให้เห็นเมื่อสองปีก่อน

ทั้งหมดนี้มิอาจปฏิเสธได้ว่าเป็นภาพแสดงถึงประสิทธิภาพการบริหารประเทศเรื่องหนึ่งของรัฐบาลที่ถูกฟ้องออกมาสู่สายตาประชาชนที่รัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล จะต้องรับผิดชอบอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บทบาทของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและประธานกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ในฐานะผู้กำกับดูแลนโยบายและการจัดการแข่งขันซึ่งโดยตำแหน่งแล้วคือ “แม่งาน” ผู้รับผิดชอบหลักของการจัดการแข่งขันซีเกมส์ 2025

ก็ได้แต่หวังว่าฝ่ายการเมืองที่เกี่ยวข้องข้างต้นจะต้องรับผิดชอบหรือได้รับผลตอบแทนทางการเมืองในเรื่องนี้โดยกลไกการเลือกตั้งของประชาชนที่กำลังจะมาถึงในต้นปีหน้า

ถึงกระนั้น แม้ในภาพรวมจะมีการจัดการที่บกพร่อง แต่ความน่ายินดีที่พอชื่นใจ คือผลงานของทัพนักกีฬาไทยในหลายชนิดกีฬาที่ทำได้ยอดเยี่ยมเกินมาตรฐาน ที่น่าทึ่งที่สุดและเป็นความหวังได้ในอนาคต คือนักกรีฑาไทย ภูริพล บุญสอน หรือ “เทพบิว” ที่สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยการเป็นนักวิ่งคนแรกของอาเซียนที่ทลายกำแพง 10 วินาทีในการวิ่ง 100 เมตร ได้สำเร็จในการแข่งขันซีเกมส์ 2025 โดยทำเวลา 9.94 วินาที ในรอบคัดเลือกเป็นสถิติประเทศไทยและซีเกมส์ ซึ่งผลงานของนักกีฬาทั้งหมด จะเป็นฐานที่แข็งแกร่งในการต่อยอดสู่มหกรรมกีฬาที่ใหญ่กว่าในระดับทวีปและระดับโลก รวมทั้งพลังของกองเชียร์ชาวไทยที่แม้จะบ่นจะว่าอย่างไร แต่ก็ไปเข้าชมการแข่งขันให้กำลังใจนักกีฬาไทยและให้เกียรติแก่นักกีฬาจากชาติต่างๆ อย่างเนืองแน่นในทุกสนาม ท่ามกลางความพยายามของเจ้าหน้าที่หน้างานที่ช่วยกันประคับประคองให้มหกรรมกีฬาครั้งนี้ผ่านพ้นไปจนจบโปรแกรมได้ตามสภาพ

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางผลงานที่น่าพอใจของนักกีฬาไทยหลายประเภท กลับมีเหตุการณ์ที่สร้างผล กระทบต่อความเชื่อถือในวงการอีสปอร์ตอย่างรุนแรงในการแข่งขันซีเกมส์ 2025 เมื่อมีการตรวจสอบพบว่านักกีฬา Arena of Valor (RoV) หญิงทีมชาติไทยทำผิดกติกาอย่างร้ายแรงในการแข่งขัน ด้วยการดัดแปลงอุปกรณ์การแข่งขันเพื่อลงโปรแกรมหรือแอพพลิเคชั่น ที่ไม่ได้รับอนุญาตในเครื่องสมาร์ทโฟนเล่นเกมที่ใช้ในการแข่งขัน ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นความพยายาม “โกง” ด้วยการให้บุคคลภายนอกซึ่งเชื่อว่าเป็นนักกีฬาชายระดับเซมิโปรเข้ามาควบคุมเครื่องแบบรีโมตเพื่อทำการแข่งขันแทนในระหว่างการแข่งขันที่พบกับทีมชาติเวียดนาม พฤติการณ์ดังกล่าวส่งผลให้นักกีฬาคนดังกล่าวถูกสั่งแบนจากการแข่งขันอย่างถาวรทันที และสมาคมกีฬาอีสปอร์ตแห่งประเทศไทยจำเป็นต้องตัดสินใจถอนตัวทีมหญิงทั้งหมดออกจากการแข่งขันกลางคัน เพื่อเป็นการแสดงสปิริตและความรับผิดชอบ

เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่เพียงแต่ส่งผลให้ความพยายามของสมาชิกในทีมที่ไม่ได้มีส่วนรู้เห็นนั้นกลายเป็นเรื่องไร้ค่าอย่างน่าเจ็บปวด แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาในการคัดกรองและกำกับดูแลนักกีฬาของทีมชาติเจ้าภาพ ซึ่งกลายเป็นประเด็นที่ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางจากกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนในเวลาต่อมา

อย่างที่ทราบกันว่าในประวัติศาสตร์ของมหกรรมกีฬาซีเกมส์นั้น มักจะปรากฏคำเรียกขานในเชิงประชดประชันว่าเป็นมหกรรม “ซีโกง” ที่ประเทศเจ้าภาพมักพยายามชิงความได้เปรียบผ่านกระบวนการจัดการแข่งขันหรือการตัดสินเพื่อให้ได้มาซึ่งเหรียญรางวัลในระดับที่น่าพอใจ แต่สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในกีฬาอีสปอร์ตซีเกมส์ 2025 ครั้งนี้มีความแตกต่างจากรูปแบบที่เคยเป็นมา เพราะเป็นการกระทำทุจริตที่เกิดขึ้นจากตัวนักกีฬาเองเพื่อผลการแข่งขันของตน ในขณะที่ฝ่ายที่ทำหน้าที่ตรวจสอบและจับกุมความผิดปกติได้กลับเป็นคณะกรรมการชาวไทยซึ่งเป็นเจ้าภาพ ซึ่งเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบภายในเพื่อรักษามาตรฐานและความโปร่งใสของการแข่งขันให้เป็นไปตามกติกาสากล แม้ว่าผู้ถูกตรวจสอบจะเป็นนักกีฬาจากชาติเจ้าภาพก็ตาม

แรงสั่นสะเทือนจากกรณีอื้อฉาวดังกล่าวยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นในวงการอีสปอร์ต ซึ่งสาธารณชนคนไทยจำนวนมากเพิ่งจะเริ่มทำความเข้าใจว่าการ “เล่นเกม” ได้ยกระดับสู่การเป็น “กีฬา” ที่มีการแข่งขันอย่างจริงจังในระดับอาชีพ และเป็นหนึ่งในเป้าหมายเหรียญรางวัลสำคัญของประเทศไทยทั้งในระดับซีเกมส์และเอเชี่ยนเกมส์ และจุดที่ได้รับความเสียหายสูงสุดของวงการอีสปอร์ต คือ วงการ “อีสปอร์ตหญิง” นั่นเอง

สำหรับข้อสงสัยที่ว่าทำไมกีฬาที่มิได้ใช้พละกำลังเข้าหักหาญกันเหมือนฟุตบอลหรือชกมวยจึงต้องมีการแยกประเภทแข่งขันสำหรับผู้หญิงนั้น เหตุที่ต้องมีการแยกประเภทเป็นชายหญิง คำตอบนั้นไม่ใช่ว่าเพราะผู้หญิงเล่นเกมไม่เก่งเท่าหรือมีประสาทสัมผัสหรือทักษะการเล่นเกมไม่เท่ากับผู้ชาย แต่เป็นเหตุผลเชิงโครงสร้างและสังคม ได้แก่ปัญหา “ช่องว่างของจำนวนผู้เล่น” (Player Pool) ที่โดยสถิติแล้วผู้เล่นชายมีจำนวนมากกว่าหลายเท่าตัว การแยกลีกหญิงจึงทำหน้าที่เป็น “บันได” เพื่อสร้างพื้นที่ให้ผู้หญิงมีโอกาสพัฒนาฝีมือสู่ระดับอาชีพได้จริงในทางคณิตศาสตร์ นอกจากนั้นยังเป็นการสร้าง “พื้นที่ปลอดภัย” เพื่อปกป้องนักกีฬาจากการคุกคามหรืออคติทางเพศสภาพที่ยังคงปรากฏอยู่ในวัฒนธรรมการเล่นเกม

การเล่นโกงที่เกิดขึ้นในการแข่งขัน RoV ทีมหญิงครั้งนี้มิได้เป็นเพียงการละเมิดกติกาในสนาม แต่คือการ “วางระเบิด” ทำลายรากฐานความเชื่อมั่นของวงการอีสปอร์ตหญิงไทยอย่างรุนแรงในเชิงสังคมและวัฒนธรรม เหตุการณ์ที่นักกีฬาระดับแนวหน้าให้บุคคลภายนอก “สวมร่าง” ผ่านระบบออนไลน์มาแข่งขันแทน ได้กลายเป็นอาวุธให้แก่กลุ่มผู้มีอคติทางเพศในการตอกย้ำภาพจำเชิงลบว่าผู้หญิงไม่อาจก้าวข้ามขีดจำกัดทางฝีมือได้หากปราศจากความช่วยเหลือจากเพศชาย ซึ่งเป็นการทำลายหยาดเหงื่อและความเหนื่อยยากของนักกีฬาหญิงคนอื่นที่มุ่งมั่นพิสูจน์ตัวเองมาโดยตลอด ขณะเดียวกัน ความโดดเด่นเชิงภาพลักษณ์จากนักกีฬาที่เป็นปัญหา ยังเป็นการตอกย้ำภาพของนักเล่นเกมหญิงว่า เป็นได้เพียง “ไม้ประดับ” ที่เอาไว้ดูสวยๆ งามๆ แต่ในการแข่งขันจริงก็ยังมีฝีมือห่างชั้น จนต้อง “โกง” ด้วยวิธีที่อาศัยความช่วยเหลือจากนักเล่นชาย

หนึ่งในภาพที่ส่วนตัวแล้วเห็นว่าน่าเศร้า คือ ในการออกโทรทัศน์ชี้แจงแถลงข่าว แม้นักกีฬาในทีมที่ไม่เกี่ยวข้องจะถึงกับร่ำไห้เสียใจที่ความพยายามของพวกเธอต้องถูกทำลายเพราะการกระทำสิ้นคิดของเพื่อนร่วมทีม และแม้ว่าจะได้รับความเห็นใจจากผู้คนที่พิจารณาจากความพยายาม แต่ก็มีคอมเมนต์จำนวนมากที่เรียกร้องหา “วาร์ป” หรือข้อมูลและช่องทางโซเชียลเพื่อติดตามนักกีฬาที่ดูน่ารักหน้าตาดี สะท้อนชัดว่าในสายตาของคนจำนวนหนึ่ง อีสปอร์ตหญิงยังคงถูกลดทอนคุณค่าลงเหลือเพียงพื้นที่ของการแสดงตัวตนผ่านรูปลักษณ์ มากกว่าจะเป็นสมรภูมิอันทรงศักดิ์ศรีของนักกีฬาอาชีพอย่างที่ควรจะเป็น

บทสรุปของมหกรรมกีฬาครั้งนี้จึงนิยามได้ว่าเป็นความ “พ่ายแพ้” ในทุกความหมาย ทั้งความพ่ายแพ้ในการบริหารงานของรัฐบาลที่เล่นการเมืองกันจนพังยับ ความพ่ายแพ้ทางศีลธรรมจากกรณีฉ้อฉลในวงการอีสปอร์ตที่ทำลายรากฐานความเชื่อมั่นของระบบนิเวศกีฬาหญิง และความพ่ายแพ้ในการรักษามาตรฐานการจัดงานที่ไทยเคยสั่งสมมานาน แม้ในแง่ของตัวบุคคลจะมีนักกีฬาที่สร้างประวัติศาสตร์และสถิติใหม่ให้เราได้มีความหวังต่อวงการกีฬาของประเทศนี้ แต่ด้วยภาพรวมที่เต็มไปด้วยความเละเทะเปะปะ ก็จะกลับกลายเป็นภาพจำที่หนักแน่นและบดบังความสำเร็จเหล่านั้นไปจนสิ้น

ท้ายที่สุด ซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ในปี 2025 นี้ก็จะถูกจดจำในฐานะมหกรรมกีฬาที่คนไทยลืมไม่ลง แม้ว่าจะเป็นความทรงจำที่เต็มไปด้วยเรื่องที่ไม่น่าจดจำเป็นที่สุด