ที่เห็นและเป็นไป : ต้องร่วมกันรับผิดชอบ
ประเทศกำลังจะมีการเลือกตั้งใหญ่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 อีกเดือนกว่าๆ เป็นการเลือกพรรคการเมือง เลือกคนชุดใหม่เข้ามาทำหน้าที่บริหารจัดการประเทศท่ามกลางกระแสชาตินิยม
“จิตสำนึกรักชาติ” ถูกปลุกขึ้นมาให้ประชาชนทุกคนคิดถึงและแสดงออก
แน่นอน! สำนึกแห่งการปกป้องอธิปไตยเหนือดินแดน “รักแผ่นดิน” เป็นตัวเปิดแรกที่เร้าตื่นตัวในความรักชาติ โดยรัฐบาลภายใต้การนำของ “นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล” ขึงขัง เอาจริง เอาจัง ชูธงรบร่วมกับกองทัพเพื่อบรรลุเป้าหมายการยึดคืนดินแดนจากการยึดครองโดยไม่ถูกต้องของคนกัมพูชาเป็นเรื่องที่ประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วย และสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยที่ไม่ลังเลในการอำนวยการให้กองทัพจัดการภารกิจนี้ให้ลุล่วง ซึ่งแน่นอนจะเป็นผลงานที่กวาดคะแนนนิยมให้พรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งได้ไม่น้อย
อย่างไรก็ตามหากตั้งสติให้คม ผ่าลึกไปถึง “ความรักชาติให้ถึงแก่น” ด้วยการมองให้เห็นความมีสง่าราศีของ “ชาติไทย” เราอย่างแท้จริง จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องนึกถึงความเจริญรุ่งเรือง โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน
หาก “ความรักชาติ” ครอบคลุมถึงความปรารถนาให้ประเทศเจริญรุ่งเรืองอย่างมีศักดิ์ศรีอวดโชว์นานาชาติเมื่อเปรียบเทียบประเทศเพื่อนบ้านได้
นอกจาก “กำลังรบที่จะรักษาอธิปไตยในดินแดน” ได้อย่างแข็งขันแล้ว
คงต้องร่วมกันย้อนมองสภาพของประเทศว่าเป็นอย่างไร เกิดอะไรขึ้น ด้วยสายตาของปัญญาอย่างยอมรับความเป็นจริง
ก่อนหน้านั้นแม้เราจะถดถอยจากประเทศพัฒนาที่เคยเทียบเคียงกับเกาหลีใต้ ไต้หวัน โดยยืนเคียงระดับเดียวกับมาเลเซีย อินโดนีเซีย นำฟิลิปปินส์ เวียดนามอยู่หลายขุม สำหรับเพื่อนบ้านใกล้ชิดจาก กัมพูชา พม่า ลาว ไม่ต้องพูดถึงด้วยยังห่างไกลเกินกว่าจินตนาการว่าจะพัฒนามาทันได้อย่างไร
20 ปีที่ผ่านมา หลังรัฐประหารปี 2549 ที่เข้าสู่ “ยุทธศาสตร์แช่แข็งประเทศ” ด้วยเหตุผลที่ไม่เคยมีใครอธิบายว่า “ทำไมต้องทำร้ายอนาคตของประชาชนด้วยยุทธศาสตร์เช่นนั้น”
ไทยเราในความรับรู้ของนานาชาติคือ “ประเทศที่ไร้ความสามารถในการแข่งขัน” รัฐบาลที่สืบทอดอำนาจรัฐประหารสร้างเงื่อนไขและปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศขึ้นมามากมาย
“กฎหมายที่ล้าหลัง-กลไกและระบบที่ปล่อยให้การคอร์รัปชั่นเป็นเรื่องปกติ-การเมืองที่เปิดทางให้คนไม่มีความรู้ความสามารถเข้ามามีอำนาจมากเกินไป-คุณภาพข้าราชการตามไม่ทันความเปลี่ยนแปลงการบริหารโลก โครงสร้างที่เทอะทะมีค่าใช้จ่ายเกินกว่าความสามารถที่ประเทศจะจัดหารายได้มาดูแล ประชาชนขาดโอกาสในการพัฒนาให้มีความรู้ ความสามารถเหมาะสมกับความเปลี่ยนแปลงในงานใหม่ๆ ตามเทคโนโลยีของโลกอย่างเท่าทัน”
ที่เป็นปัญหาใหญ่ ขัดขวางโอกาสการแก้ไขเยียวยา ฟื้นฟูความตกต่ำระดับวิกฤตที่เกิดขึ้นในทุกด้านโดยเฉพาะเศรษฐกิจ ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน คือ “รัฐธรรมนูญ 2560” ที่ออกแบบมาโดยยัด “กลไกแช่แข็งประเทศ” เข้ามาไว้เพื่อขัดขวางการทำงานของ “รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน” สร้าง “องค์กรตามรัฐธรรมนูญ” หรือที่เรียกกันว่า “องค์กรอิสระ” คอยตัดสินชี้ขาดว่านโยบายไหน โครงการแบบใดของรัฐบาลที่ทำได้ทำไม่ได้ ทั้งที่ไม่ปรากฏว่าบุคลากรเหล่านั้นมีความรู้ ความสามารถอะไรในการตามนโยบายที่เข้าไปตัดสิน มีอำนาจตัดสินถูกผิดได้รุนแรงอย่างคาดเดาด้วยหลักนิติธรรม นิติรัฐไม่ได้
ส่งผลต่อความเชื่อถือในเสถียรภาพของรัฐบาลที่มาต่อนักลงทุน เป็นปัญหาต่อการใช้ความรู้ความสามารถของรัฐบาลในการบริหารจัดการประเทศตามนโยบายที่เห็นสมควร
หากจะใช้ความตื่นตัวในกระแส “รักชาติ” จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่จะขยาย “สำนึกชาตินิยม” จากแค่ต่อสู้เพื่ออธิปไตยในดินแดน ไปสู่โอกาสการพัฒนาประเทศ ด้วยการร่วมกันขจัดกลไกที่ถูกสร้างให้เป็นอุปสรรคเหล่านี้ให้หมดไป
วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นอกจากเป็นวันเลือกตั้งที่จะทำให้รู้ว่าพรรคไหนจะชนะแล้ว ยังเป็น “วันลงประชามติ” ว่า ประชาชนส่วนใหญ่จะให้ “รัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่”
ซึ่งภาระในหน้าที่นี้ใหญ่หลวงอย่างยิ่งสำหรับประชาชนทุกคน
“การช่วยกันทำให้ได้รัฐธรรมนูญใหม่” เอาเข้าจริงแล้วสำคัญกว่าใครได้เป็นนายกรัฐมนตรีก็ว่าได้

