ภาพเก่า…เล่าตำนาน : -หยุดยิง-ยอมแพ้
ถึงแม้รัฐบาลไทยจะยังมิได้ “ประกาศสงคราม” กับกัมพูชาเป็นทางการ แต่ในส่วนตัวของผู้เขียน…การใช้อาวุธเหมือนห่าฝนยิงสวนกันไป-มา เต็มท้องฟ้า ข้ามพรมแดนนับหมื่นนัด มีทหาร ประชาชน เสียชีวิตขนาดนี้ ผู้เขียนขอเรียกว่า สงคราม
อีกเช่นกัน…ขอเรียก “พื้นที่” ที่มีจรวดมาตก พื้นที่กระสุนที่ทหารเขมรมาตกใส่ว่า…เขตสงคราม ทั้งนี้ ก็เพื่อสร้างการตระหนักรู้ของทหาร ข้าราชการทุกภาคส่วน รวมถึงประชาชน ถึงมาตรการต่างๆ ที่จะต้องร่วมกัน “ต่อสู้-ผนึกกำลัง”
ทางราชการยังคงใช้คำว่า เหตุปะทะตามแนวชายแดน ด้วยเหตุผลบางประการทางกฎหมายในประเทศ และกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งความสูญเสียของประชาชน ทหารและอาวุธที่ใช้มันเกินเลยกว่า “การปะทะ” ไปมากแล้ว
5 ธ.ค.68 ที่ผ่านมา…รมว.กต.ไทย นำคลิปภาพที่ทหารเขมรละเมิดข้อตกลงออตตาวา (Ottawa convention) ไปเปิดให้ที่ประชุมได้รับทราบเห็นกันจะจะ…รมว.กต.ไทยชี้แจงที่ประชุมชัดเจน ขอให้มีการจัดชุดเฉพาะกิจมาตรวจสอบความจริงในพื้นที่ ที่เขมรละเมิดอนุสัญญาฯ แต่แล้ว..ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น องค์กรทั้งหลายไม่มีอยู่จริง
กลไก-องค์กรระหว่างประเทศทั้งหลาย บางครั้งก็ “ดีแต่พูด”
สงครามที่เกิดขึ้นมากว่า 7 เดือน ขอย้ำว่า ฝ่ายกัมพูชาเป็นฝ่ายริเริ่มการใช้อาวุธ ทั้งเปิดเผยและไม่เปิดเผย (การวางทุ่นระเบิด)
ขอนำเข้าสู่ประเด็นของ คำศัพท์ ที่ใช้ในการศึกสงครามครับ..
หลายพันปีที่ผ่านมา มนุษย์ชาติ รบราฆ่าฟันกันมาตลอดไม่เคยหยุด สงครามเสริมสร้าง อำนาจ เงินตรา บารมีให้กับชนชั้นนำเสมอมา บางครั้งก็เกิดจากความชิงชังเป็นส่วนตัว
เมื่อมนุษย์พัฒนาขึ้น..จึงคิดวิธีการที่จะหยุดยั้งสงคราม โดยบัญญัติศัพท์บางคำ ที่น่าสนใจดังนี้ครับ (มีการปะปน ซ้ำซ้อนกันบ้าง)
Truce หมายถึง การพักรบ คือ ข้อตกลงชั่วคราวระหว่างกองกำลังฝ่ายตรงข้ามเพื่อยุติการสู้รบ ในช่วงเวลาหนึ่ง และสถานที่ที่ตกลงกัน “การหยุดพักชั่วคราว” เพื่อเปิดโอกาสให้มีการทำงานด้านมนุษยธรรม เช่น การฝังศพ การช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ การแลกเปลี่ยนเชลยศึก หรือเพื่อปูทางสำหรับการเจรจาสันติภาพ
ขอย้ำว่า คำว่า Truce (พักรบ) มิใช่การยุติสงครามอย่างถาวร ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย และสามารถถูกยกเลิกได้ ซึ่งแตกต่างจากสนธิสัญญาที่เป็นทางการ การสู้รบสามารถกลับมาเกิดขึ้นได้อีก สามารถจะตกลงกันสำหรับพื้นที่เฉพาะ โดยทั่วไปหมายถึงพื้นที่ทางภูมิศาสตร์หรือภาคส่วนที่กำหนดไว้
โดยทั่วไป ตกลงกันเพื่อเตรียมตัวสำหรับการเจรจา
เรื่องจริงในประวัติศาสตร์…ที่มีการ “พักรบ” คือ ทหารอังกฤษและทหารเยอรมัน มีการตกลงพักรบ ในวันคริสต์มาสปี 1914 ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ขอการพักรบก่อนวันคริสต์มาสและวันคริสต์มาส
ทหารทั้ง 2 ฝ่ายที่วางกำลังเผชิญหน้ากัน ต้องตรากตรำ เบื่อหน่าย ท้อแท้ เจ็บป่วยระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 มานานราว 1 ปี ได้ส่งสัญญานตกลงกันวางอาวุธ แล้วออกจากสนามเพลาะที่เปียกชื้น หนาวเหน็บ เพื่อมาร่วมร้องเพลงคริสต์มาส แลกเปลี่ยน บุหรี่ ขนม ถ่ายรูป และเล่นฟุตบอลด้วยกันบริเวณ no man’s land ในสนามรบ
ทหารทั้ง 2 ฝ่าย มีจิตใจตรงกัน ที่จะแสดงถึงความเป็นมนุษย์เหนือความเป็นศัตรู มีการเล่นฟุตบอลอย่างไม่เป็นทางการ
มีบันทึกว่า…วันก่อนวันคริสต์มาส (คริสต์มาสอีฟ) ทหารเยอรมันส่งเสียงร้องเพลงคริสต์มาสและตั้งต้นสนเล็กๆ ริมสนามเพลาะ
ทหารอังกฤษที่อยู่ในสนามพลาะห่างออกไป ตอบรับด้วยการร้องเพลงและตะโกนทักทาย ทหารอังกฤษและทหารเยอรมันค่อยๆ ออกมาจากหลุมเพลาะ พบกัน จับมือกัน ช่วยกันฝังศพเพื่อนที่เสียชีวิต
เหตุการณ์นี้ ทหารในแนวรบ คิดเอง ทำเอง โดยไม่ได้รับการอนุมัติจากกองบัญชาการ แสดงถึงความปรารถนาดี ท่ามกลางความโหดร้ายของสงครามที่ทหารเองก็มิได้โกรธเคืองกันมาก่อน
แม้การ “พักรบ” นี้จะเกิดขึ้นเพียงช่วงสั้นๆ เพียงครั้งเดียวในประวัติศาสตร์โลก แต่เรื่องราวก็กลายเป็นตำนานที่สำคัญที่สุดของสงคราม หลังการพักรบ และเฉลิมฉลองสิ้นสุดลง ทหารทั้ง 2 ฝ่ายก็กลับเข้าประจำแนวรบของตนและรบกันต่อไป ผลที่ตามมา คือ ผู้บังคับบัญชาระดับสูงสั่งห้ามเด็ดขาด ไม่ให้ทำเช่นนี้อีก
การพักรบ ที่ล้มเหลว มีการละเมิดคำขอ ก็เคยปรากฏให้เห็น…
ในวันปีใหม่ พ.ศ.2511 สมเด็จพระสันตะปาปาปอลที่ 6 ทรงโน้มน้าวให้รัฐบาลเวียดนามใต้และทหารสหรัฐในเวียดนามประกาศหยุดยิงเป็นเวลา 24 ชั่วโมง
หากแต่ทหารเวียดนามเหนือไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงพักรบ และได้เข้าโจมตีที่ตั้งของกองพันที่ 2 กองพลนาวิกโยธินสาธารณรัฐเวียดนาม 10 นาที หลังเที่ยงคืน และในเมืองหมี่โถเวียดกงยังได้โจมตีฐานสนับสนุนการยิง ของกองทัพสหรัฐใกล้ไซง่อนทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก
Ceasefire (ซีส-ไฟร์) แปลว่า การหยุดยิง เป็นข้อตกลงระหว่างฝ่ายที่ขัดแย้งกันให้ยุติการสู้รบในระยะเวลาที่ตกลงกัน เพื่อเปิดโอกาสให้เจรจาหาข้อยุติถาวร หรือช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ มักใช้ในบริบททางการเมือง การทหาร และการทูต โดยสามารถเป็นได้ทั้งการหยุดยิงชั่วคราว (Temporary Ceasefire) หรือหยุดยิงถาวร (Permanent Ceasefire)
การหยุดยิง คือ การยุติสงครามที่แต่ละฝ่ายตกลงกับอีกฝ่ายหนึ่งที่จะระงับการกระทำ ซึ่งมักเกิดจากการไกล่เกลี่ยโดยบุคคลที่สาม การหยุดยิงอาจเกิดขึ้นระหว่างรัฐหรือเกี่ยวข้องกับผู้ที่ไม่ใช่รัฐ
การหยุดยิง อาจประกาศเป็นส่วนหนึ่งของสนธิสัญญา อย่างเป็นทางการ หรือเป็นส่วนหนึ่งของความเข้าใจอย่างไม่เป็นทางการระหว่างกองกำลังฝ่ายตรงข้าม อาจเกิดขึ้นผ่านการไกล่เกลี่ยหรือโดยวิธีอื่นใด
ตัวอย่างการใช้คำว่า หยุดยิง ….“มีการเรียกร้องให้มีการ หยุดยิง ทันที” (There is a call for an immediate ceasefire)
ผลลัพธ์ ของข้อตกลงหยุดยิง อาจจะตามมาด้วย เขตปลอดทหาร การถอนกำลังทหาร และการรับประกันจากบุคคลที่สาม การเฝ้าระวัง การรักษาสันติภาพ มีชุดติดตามสถานการณ์ (monitoring team)
นักวิชาการระบุว่า การหยุดยิง จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อผู้นำตัวจริงให้คำมั่นสัญญาและเมื่อสถานการณ์ทางการเมืองภายในประเทศทำให้ผู้นำไปตกลงหยุดยิงได้โดยไม่ต้องรับโทษภายในประเทศ (แปลว่า…ผู้นำที่ไปตกลงหยุดยิงจะต้องไม่มีความผิด ไม่ต้องรับโทษ)
การหยุดยิงส่วนใหญ่ ล้มเหลว (ข้อมูลจาก The Illusion of Ceasefires March 26, 2025)
จากการหยุดยิงที่ล้มเหลว 105 ครั้ง ร้อยละ 84 ตามมาด้วยการโจมตีภายในเวลาเฉลี่ยเพียง 13 วัน แพทริค เบิร์ก รายงานในงานวิจัยเกี่ยวกับการหยุดยิงใน 25 สงครามระหว่างปี 1947 ถึง 2016 และจากงานวิจัยของเจสัน ควินน์ และมาดฮาฟ โจชิ พบว่าร้อยละ 80 ของการตกลงหยุดยิง…ล้มเหลว
“ความอ่อนล้า” ของทั้งสองฝ่ายในสนามรบเป็นปัจจัยหนึ่งที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของการหยุดยิง ความยาก คือ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้ง 2 ฝ่ายเชื่อว่าพวกเขายังคงสามารถบรรลุชัยชนะอย่างเด็ดขาดได้
คำว่า “Surrender” หมายถึง การยอมจำนน ยอมแพ้ สละ หรือมอบตัวให้กับอำนาจหรือการควบคุมของผู้อื่น หรือการยอมแพ้ต่อสถานการณ์นั้นๆ
มักใช้ในบริบทของการทำสงคราม คือ ยอมจำนนต่อศัตรู
ในทางทหาร การยอมจำนน หมายถึงการสละการควบคุมดินแดนกำลังรบ ป้อมปราการเรือหรืออาวุธยุทโธปกรณ์ให้แก่ฝ่ายอื่น
การยอมจำนนอาจเกิดขึ้นอย่างสันติ หรืออาจเป็นผลมาจากการพ่ายแพ้ในการรบ ผู้ที่ยอมจำนนกลายเป็น เชลยศึก
ธงขาว หรือผ้าเช็ดหน้า มักถูกตีความหรือตั้งใจให้เป็นสัญญาณแสดงความปรารถนาที่จะยอมจำนน แต่ในกฎหมายระหว่างประเทศมันเป็นเพียงการแสดงความปรารถนาที่จะเจรจาซึ่งอาจนำไปสู่การยอมจำนนอย่างเป็นทางการหรือไม่ก็ได้
โดยปกติ การยอมจำนนจะเกี่ยวข้องกับการส่งมอบอาวุธ นายทหารผู้บังคับบัญชาของกองกำลังที่ยอมจำนนจะมอบดาบของตนให้แก่ผู้บัญชาการฝ่ายชนะอย่างเป็นสัญลักษณ์
นักรบแต่ละคนสามารถแสดงการยอมจำนนได้โดยการทิ้งอาวุธและยกมือเปล่าขึ้นเหนือศีรษะผู้บัญชาการรถถัง ที่ยอมจำนน ควรหันป้อมปืนของรถถังออกจากฝ่ายตรงข้าม แม้ว่าพวกเขาอาจต้องออกจากรถถังเพื่อส่งสัญญาณการยอมจำนนอย่างชัดเจน
สำหรับทหารเรือ…ธงและธงประจำเรือจะถูกลดลงหรือพับเก็บ และธงประจำเรือจะถูกตีลง
“Germany surrendered in 1945, ending the war.” (เยอรมนียอมจำนนในปี 1945 ซึ่งยุติสงคราม)
6 สิงหาคม 2488 เวลา 8.15 น. สหรัฐอเมริกาทิ้งระเบิดปรมาณูใส่เมืองฮิโรชิมา ของญี่ปุ่น 16 ชั่วโมงต่อมา ปธน.ทรูแมน ของสหรัฐ เรียกร้องให้ญี่ปุ่นยอมจำนนอีกครั้ง พร้อมเตือนว่า “จงเตรียมรับความหายนะจากทางอากาศที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อนบนโลกนี้”
9 สิงหาคม 2488 สหรัฐทิ้งระเบิดปรมาณูลูกที่ 2 ลงที่เมือง นางาซากิ ของญี่ปุ่น
2 กันยายน 2488 มีการลงนามยอมแพ้ อย่างเป็นทางการ บนเรือรบสหรัฐ USS Missouri
แถมท้ายครับ…คำว่า Armistice หมายถึง การสงบศึก/การพักรบ โดยมีการทำข้อตกลงอย่างเป็นทางการระหว่างคู่สงครามเพื่อหยุดการสู้รบชั่วคราว มิได้หมายถึงการสิ้นสุดสงครามอย่างสมบูรณ์
เป็นการหยุดยั้งการสู้รบ เพื่อเจรจาต่อรองสันติภาพถาวร ตัวอย่างที่โด่งดังที่สุด คือ การสงบศึกในสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 1918 เป็นการเจรจาระหว่าง ผู้ชนะ-ผู้แพ้ เช่น สนธิสัญญาแวร์ซาย ที่เยอรมันแพ้สงคราม
ในยุโรปมีวัน Armistice คือ วันที่ 11 พฤศจิกายน เป็นที่ระลึกถึงการสงบศึกสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งรบกันนานกว่า 4 ปี เยอรมนีได้ติดต่อฝ่ายสัมพันธมิตรขอเจรจาสงบศึก ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามในสัญญาสงบศึกบนรถไฟ ณ เมืองคองเปียน ฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 11 พ.ย.2461 (ค.ศ.1918)
จึงถือให้ทุกวันที่ 11 เดือน 11 ของทุกปี เป็นวันยุติสงครามโลกครั้งที่ 1 อย่างเป็นทางการ
ประเทศไทยได้กำหนดให้วันที่ 11 พ.ย.ของทุกปี เป็น “วันที่ระลึกทหารอาสาสงครามโลกครั้งที่ 1” ซึ่งในรัชสมัยในหลวง ร.6 พระองค์ได้ทรงประกาศร่วมรบกับฝ่ายสัมพันธมิตร โดยได้ส่งกองทหารอาสาจำนวน 1,284 นาย จากกองทัพบกรถยนต์และกองบินทหารบกไปยังฝรั่งเศส นับเป็น 1 ใน 3 ประเทศในเอเชียที่ประกาศร่วมสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตร….
ด้วยความเคารพ นอบน้อมต่อผู้ติดตามคอลัมน์นี้ใน มติชน สวัสดี-โชคดี ปีใหม่ 2569 ครับ
พลเอกนิพัทธ์ ทองเล็ก

