การศึกษาพรรคการเมืองไทยช่วงหลังนั้นมีน้อย มีแต่ข้อสังเกตเล็กๆ น้อยๆ เว้นแต่การศึกษาพรรคส้มที่เป็นที่สนใจของนักวิชาการฝรั่ง
เหมือนยุคก่อนที่มีการศึกษาพรรคไทยรักไทย หรือพรรคประชาธิปัตย์อยู่พรรคหนึ่ง
พูดแบบนี้เมื่อเทียบกับการศึกษาการเลือกตั้งที่ทำกันเป็นฤดูกาลตามการเลือกตั้งแต่ละรอบ
ความจริงเรื่องพรรคการเมืองไทยนี่น่าสนใจ แต่ไม่ได้น่าสนใจแค่ในแง่ของความเป็นไทยทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์เท่านั้น
ในความหมายที่ว่า พรรคการเมืองไทยมีลักษณะเฉพาะเพราะมันเป็นไทย ไม่เหมือนที่ใดในโลก จากวัฒนธรรมไทย หรือประวัติศาสตร์การเมืองที่ผ่านมา
ความเป็นไทยคือไม่เป็นไปตามเกณฑ์ทฤษฎีตะวันตก
ผมว่ามันก็จริงนะครับ
แต่ว่าที่น่าสนใจเพิ่มขึ้นก็คือ ในพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ กฎหมายและรัฐธรรมนูญของไทยทำให้เราเห็นว่าพัฒนาการของพรรคการเมืองของไทยก็น่าจะเป็นบทเรียนในโลกได้เช่นกัน
ไม่ใช่ว่าจะมองว่าของไทยไม่เป็นไปตามมาตรฐานโลกไปทั้งหมด แต่บางอย่างก็จะได้เป็นบทเรียน เช่น ระบบการเลือกตั้งแบบบัตรสองใบก็มีผลต่อพัฒนาการของการเมืองไทย และระบบพรรคการเมือง
ระบบคำตัดสินที่วางกรอบในการแก้กฎหมายบางประการ และความยุ่งยากในการแก้รัฐธรรมนูญ
บทบาทของวุฒิสภาที่ยังเป็นปัญหาในเรื่องที่มา และความยึดโยงกับองค์กรอิสระ
เงื่อนไขอื่นๆ อีกมากมายที่พูดได้หรือพูดไม่ได้
เรื่องเหล่านี้มันมีผลต่อการดำรงอยู่และพลวัตของพรรคการเมือง
และการดำรงอยู่ของพรรคการเมืองไทยก็มีอยู่และส่งเสริม หรือพยายามเปลี่ยนแปลงการเมืองไทยไปด้วย (มากบ้างน้อยบ้าง โดนยุบไปบ้าง กลับมาบ้าง)
มาวันนี้เราได้พบกับเรื่องราวน่าสนใจเกี่ยวกับพรรคการเมืองไทยมากมาย
ที่ไม่ได้อยู่ในระนาบปกติ เช่น มีพัฒนาการมากขึ้นหรือถดถอยลง
ใช้คำว่าน่าสนใจจะดีกว่า
พรรคเก่าแก่ เช่น ประชาธิปัตย์ ก็เคยเสื่อมถอยแต่ที่น่าสนใจกลายเป็นว่าการกลับมาของประชาธิปัตย์ด้วยการกลับมานำของคุณอภิสิทธิ์ทำให้เกิดความหวังและความนิยมคืนมาไม่น้อย
ที่น่าจะเป็นไปได้คือ คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ที่ตามโพลนั้นขึ้นมาจากเดิม
อีกด้านหนึ่งคือการกลับมาของประชาธิปัตย์ใหม่เปิดโอกาสให้มีคนใหม่ๆ ได้เข้ามาในพรรค
จากเดิมที่พรรคนี้มีขั้นตอนลำดับขั้นมากมายกว่าจะได้ขึ้นเป็นผู้สมัคร
นอกจากนั้น พรรคประชาธิปัตย์ที่นำโดยคุณอภิสิทธิ์ก็สามารถสร้างสีสันในการดีเบตได้เสมอ
ส่วน พรรคเพื่อไทย ซึ่งก็เคยเป็นพรรคเต็งหนึ่งมาหลายครั้ง และเป็นพรรคหลักของรัฐบาลมาก่อนในรอบนี้ก็มีทั้งที่ย้ายออก ย้ายเข้า และเปิดให้คนใหม่ๆ เข้ามาได้เพิ่มขึ้น แถมยังมีการเปลี่ยนรุ่นของบ้านใหญ่หลายหลัง
แต่กระนั้นก็ตามเพื่อไทยในรอบนี้ดูจะมีท่าทีที่เข้าใจว่าอาจจะไม่ได้เป็นพรรคอันดับหนึ่ง และพร้อมจะร่วมรัฐบาลกับพรรคอื่นได้มากขึ้น (แต่ก็ต้องเป็นแนวทางเดียวกัน) และด้วยบุคลิกภาพของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอันดับหนึ่งก็ยังสร้างความสดใหม่และน่าประทับใจและความหวังกับผู้คนได้ไม่น้อยโดยเฉพาะแฟนคลับของพรรค ในช่วงเวลาที่คุณทักษิณพักร้อนยาวๆ
พรรคภูมิใจไทย ก็เผชิญกับความท้าทายใหม่ จากที่เคยมียุทธศาสตร์เป็นพรรคอันดับสาม แบบไปไหนไป (เป็นรัฐบาล) ด้วย ก็ต้องมาเป็นพรรคที่ช่วงชิงคะแนนอันดับหนึ่ง ทำให้ต้องเปิดรับผู้คนมากหน้าหลายตาที่เป็น ส.ส.เก่าจากที่ต่างๆ มารวมกัน
ความท้าทายของพรรคคือ ถ้าชนะเข้ามาแล้วจะจัดโครงสร้างพรรคใหม่ที่ขยายตัวรวดเร็วเช่นนี้ได้อย่างไร และพรรคภูมิใจไทยก็ยังมีโจทย์ที่ต้องสร้างความเชื่อถือให้กับชนชั้นกลาง โดยการดึงเอาผู้เชี่ยวชาญคนนอกมาทำงานร่วม และโจทย์ของความสนิทสนมกับนักการเมืองอย่างคุณธรรมนัส ที่เป็นตัวหารร่วม ทำให้มีทั้งมิตรและศัตรูทั้งที่จำเป็นและไม่จำเป็น
ส่วนความท้าทายของ พรรคประชาชน หรือส้มรอบสาม ก็คือการรักษาแชมป์คะแนนสูงสุด และการเผื่อทางที่จะร่วมรัฐบาลกับพรรคอื่นในกรณีที่มีความจำเป็นเพื่อให้ได้คะแนนเกินครึ่ง
นอกจากกรอบกำกับหลายประการที่กำหนดให้พรรคส้มนั้นเคลื่อนไหวได้ลำบาก แต่ในอีกทางหนึ่ง สิ่งที่ท้าทายของพรรคส้มที่หลายคนไม่ได้พูดถึงก็คือ ปัจจุบันพรรคส้มอยู่ในช่วงไหนของการเติบโตหรือถดถอย? กันแน่
ในวันนี้เรายังไม่แน่ใจว่าพรรคไหนจะชนะ เพราะคะแนนยังไม่เลือกใครยังอยู่ในอันดับหนึ่ง และพรรคส้มเองจะทำคะแนนได้ดีขึ้นหรือไม่
ที่สำคัญผลการเลือกตั้งจะเป็นเรื่องเดียวกันกับการจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่
อีกทั้งเรื่องของพรรคส้มในรอบนี้ก็กำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงใหญ่ นั่นก็คือจากพรรคที่มีภาพของการเปิดกว้างที่ทุกคนจะเข้ามาร่วมมาเชียร์ ร่วมสมัคร และร่วมกันทำงาน
การเกิดภาพคณะกรรมการชั้นสูง และการเติบโตของพรรคก็เลยทำให้มีทั้งคนที่ไม่ได้ไปต่อกับพรรคในหลายรูปแบบ
และการที่คนรุ่นใหม่หลายคนลงสมัครในหลายพรรค หรือที่ไม่ได้ไปต่อกับพรรคส้มก็มีที่ลง มันก็เลยเป็นความท้าทายกับส้มเช่นกัน
และเป็นความท้าทายใหญ่ในรอบนี้ว่า ความที่พรรคเคยเป็นแรงบันดาลใจใฝ่ฝันของทุกฝ่าย และเปิดกว้างกับทุกฝ่าย รอบนี้จะเสริมแรงเรื่องของหัวคะแนนธรรมชาติอย่างไร
ที่พูดมาทั้งหมดยังไม่นับว่า แค่เพียงสองปีจากการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว และจากการเลือกตั้งที่ฉับพลันพอสมควร กลับมีพรรคใหม่ๆ เพิ่มขึ้นมาอีกมากมาย
ในส่วนหนึ่งระบบเลือกตั้งแบบสองใบก็มีส่วนทำให้พรรคเล็กเกิดขึ้นมาได้ในระดับหนึ่ง แม้จะไม่ให้หลักประกันในความยั่งยืนมากนัก
แต่แค่นี้ยังไม่พอที่จะอธิบายอย่างลึกซึ้งเท่าไหร่ เพราะระบบนี้ก็มีมาหลายสิบปีแล้ว
เว้นแต่ต้องอธิบายจากบริบทและพลวัตการเมืองไทยที่มากกว่ากรอบกฎหมาย เช่น ภาวะผู้นำที่ยังไม่มีใครโดดเด่นที่สุด
หรือผู้นำที่เด่นสุดก็โดนพักร้อน
ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ผมคิดว่าเรายังไม่ได้พูดถึงตัวนโยบายของแต่ละพรรคเลย ซึ่งตอนนี้เหมือนจะไม่มีอะไรที่โดดเด่นจริงๆ
ผมหมายถึงในโค้งแรกของการเปิดนโยบาย เพราะว่าตอนนี้ความสนใจไม่มีสื่อไหนสนใจนโยบายอย่างจริงจัง เท่ากับจุดยืนของแต่ละพรรคว่าจะจับมือใคร ไม่จับมือใคร
ส่วนหนึ่งเพราะเรื่องชาตินิยมทุกพรรคไม่มีใครต่างกันมาก คือรบกี่ทางมากกว่าไม่รบ และตอนนี้หยุดยิงก็เริ่มขึ้นมาสักพักหนึ่งแล้ว
ความท้าทายในการเลือกตั้ง และพรรคการเมืองในรอบนี้เพิ่งจะเริ่มขึ้น แม้ว่าอีกไม่กี่วันการเลือกตั้งจะมาถึงแล้ว
และเมื่อหลังการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลในรอบนี้ คงจะน่าสนใจต่อไปว่าพรรคการเมืองต่างๆ จะมีพลวัตและชีวิตทางการเมืองอย่างไร และจะทำให้การเลือกตั้งและการเมืองไทยเปลี่ยนไปได้แค่ไหน

