หน้าแรก คอลัมนิสต์ การเสนอชื่อนา...

การเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีล่วงหน้า ก่อนการเลือกตั้งทั่วไป ของพรรคการเมืองในสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี โดย โกเมศ ขวัญเมือง

1.03.16 | 21:45 น.

การเสนอชื่อบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรี (Chancellor-candidate) ล่วงหน้าหรือว่าที่นายกรัฐมนตรีก่อนการเลือกตั้งทั่วไปของพรรคการเมืองในสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีนั้น ถือว่าเป็น “จารีตประเพณีทางรัฐธรรมนูญ (Constitutional convention)” อย่างหนึ่งของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีที่ปฏิบัติสืบทอดกันเรื่อยมาในระบบการเมืองและการเลือกตั้งทั่วไป

ชื่อว่าที่ผู้สมัครเป็นนายกรัฐมนตรี (Kanz

lerkandidaten) ที่พรรคการเมืองของเยอรมนีประกาศต่อสาธารณชนนั้นถือว่าชื่อนายกรัฐมนตรีจากพรรคการเมืองมีส่วนสำคัญและมีบทบาทหน้าที่สำคัญยิ่งในการรณรงค์การเลือกตั้งในแต่ละครั้ง หลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติในการเสนอชื่อบุคคลของผู้สมควรจะเป็นนายกรัฐมนตรีของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีมีรายละเอียดดังนี้

1.เกณฑ์การเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมืองเยอรมัน

ในเรื่องการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมืองนั้น ไม่ปรากฏว่ามีบทบัญญัติของกฎหมายใดๆ ของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีบัญญัติไว้ถึงเรื่องนี้ไม่ว่าจะเป็น “กฎหมายพื้นฐาน ค.ศ.1949 (Basic Law : Grundgesetz)” ซึ่งในทางรัฐธรรมนูญนั้นถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญเยอรมัน (German Constitution) ดั่งรัฐธรรมนูญของสากลประเทศทั้งหลายและไม่มีบทบัญญัติของ “กฎหมายพรรคการเมือง ค.ศ.2004 (Parteiengesetz)” หรือแม้แต่ “กฎหมายเลือกตั้ง ค.ศ.2013 (Bundeswahigesetz)” ฉะนั้นเมื่อไม่ปรากฏว่ามีบทบัญญัติใดๆ ของกฎหมายบัญญัติไว้ถึงเรื่องที่กล่าวมานี้ ทำให้พรรคการเมืองเยอรมันไม่ถูกบังคับว่า ต้องเสนอชื่อว่าที่นายกรัฐมนตรีจำนวนกี่คนหรือต้องเสนอชื่อต่อใคร องค์กรใด

Advertisement

ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องของพรรคการเมืองชอบที่จะใช้ดุลพินิจอิสระที่จะเลือกดำเนินการเสนอชื่อหรือไม่เสนอชื่อนายกรัฐมนตรี เพราะเรื่องนี้ระบบการเมืองเยอรมันถือว่าเป็นเรื่องภายในพรรคการเมืองแต่ละพรรคจะพิจารณาเอาเอง

2.การเสนอชื่อว่าที่นายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้งทั่วไปของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2013 (พ.ศ.2556)

ในการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 22 กันยายน 2013 นั้น มีรายละเอียดเกี่ยวกับการเสนอชื่อว่าที่นายกรัฐมนตรีของพรรคการเมืองต่างๆ ดังนี้

2.1 พรรคพันธมิตร (Alliance parties) 2 พรรคใหญ่ ได้แก่ พรรคสหภาพประชาธิปไตยคริสเตียน (Christian Democratic Union : CDU) และพรรคสหภาพสังคมคริสเตียน (Christian Social Union in Bavaria) ซึ่งทั้งสองพรรคเคยจัดตั้งรัฐบาล (Coalition government) ร่วมกันมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1999 พรรคทั้งสองจึงต่างร่วมกันเสนอชื่อว่าที่นายกรัฐมนตรีร่วมกันเพียงคนเดียว (name a common one) คือ นางแองเกล่า แมร์เคิล (Angela Merkel) หัวหน้าพรรคสหภาพประชาธิปไตยคริสเตียน (CDU) อดีตนายกรัฐมนตรีและผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (Bundestag) เขตฟอร์พอมเมิร์น-กรีนส์วัลด์ 1 (vorpommern-Greifswald 1)

ในกรณีของพรรคสังคมประชาธิปไตย (Social Democratic Party : SPD) พรรคฝ่ายค้านหลักเดิม ได้เสนอชื่อ นายเพียร์ เสตนบรู๊ค (Peer Steinbruck) หัวหน้าพรรคและผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในเขตนอร์ท ไรน์-เวสต์ฟาเลีย (North Rhine-Westphalia) เป็นว่าที่นายกรัฐมนตรี

ในส่วนของพรรคเล็กๆ ในสภาผู้แทนราษฎร (the smalls Bundestag parties) นั้นมีแนวปฏิบัติในการเสนอชื่อว่าที่นายกรัฐมนตรี สามารถแยกได้เป็น 2 แนวด้วยกันคือ

แนวแรก

พรรคการเมืองเล็กหลายพรรคได้จับมือกัน (Fringe parties) เสนอชื่อหัวหน้าพรรคใดพรรคหนึ่งเพียงคนเดียวเป็นว่าที่นายกรัฐมนตรี

แนวที่สอง

ในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ผ่านมา 22 กันยายน 2013 (พ.ศ.2556) นั้นปรากฏว่าพรรคเล็กๆ จำนวนหลายพรรคต่างไม่เสนอผู้ใดเป็นว่าที่นายกรัฐมนตรีในนามพรรคของตน เช่น พรรคเสรีประชาธิปไตย (Free Domeratic Party : FDP) พรรคกรีนส์ (Green) และพรรคฝ่ายซ้าย (The Left) เป็นต้น

3.แนวปฏิบัติของพรรคการเมืองที่เสนอชื่อว่าที่นายกรัฐมนตรี

ในเมื่อไม่มีกฎหมายใดบัญญัติในเรื่องการเสนอชื่อว่าที่นายกรัฐมนตรีของพรรคการเมือง ฉะนั้นแต่ละพรรคการเมืองก็ต้องกำหนดกฎเกณฑ์เองในการดำเนินการ ซึ่งในทางปฏิบัตินั้นบุคคลที่จะได้รับการเสนอชื่อเป็นว่าที่นายกรัฐมนตรีในนามพรรคการเมืองนั้น จะต้องเป็นบุคคลที่แกนนำวงในพรรค (an inner party circle) เป็นผู้ตัดสินใจคัดเลือกแล้วเสนอชื่อให้ที่ประชุมใหญ่ของพรรคให้การรับรอง และประกาศต่อสาธารณชนก่อนการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ทั้งนี้เพื่อให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง (Voters) ได้นำชื่อบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อจากพรรคการเมืองไปประกอบการตัดสินใจในการเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคนั้น จากทั้งระดับเขตเลือกตั้ง (Constitrency) และจากบัญชีรายชื่อที่พรรคจัดทำขึ้น (Party List) ซึ่งในวันลงคะแนนเสียงผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะได้รับบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ (two ticket : split ticket) โดยบัตรเลือกตั้งใบแรกใช้สำหรับเลือกผู้สมัครในเขตเลือกตั้ง และบัตรเลือกตั้งใบที่สองใช้สำหรับเลือกผู้สมัครจากบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองจัดทำบัญชีในแต่ละรัฐ (Land List) ซึ่งวิธีการเสนอชื่อว่าที่นายกรัฐมนตรีเยอรมันนี้ ได้มีการนำไปใช้ในหลากหลายประเทศ เช่น ราชอาณาจักรเดนมาร์ก นิวซีแลนด์ จาเมกา และรัฐอิสราเอล เป็นต้น

ซึ่งประเทศเหล่านี้ ต่างก็ได้ใช้ระบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสมเช่นเดียวกับระบบเลือกตั้งแบบเยอรมัน

4.สรุป

เมื่อเราได้เหลียวหลังดูการเสนอชื่อว่าที่นายกรัฐมนตรีของพรรคการเมืองในสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีแล้ว คราวนี้ลองเหลียวหน้าดูรูปแบบการเสนอชื่อว่าที่นายกรัฐมนตรีตามร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับร่างเบื้องต้น) ที่ท่านอาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ และคณะอีก 20 คนได้จัดทำเสร็จสิ้นแล้วนำเผยแพร่เพื่อให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ศึกษาก่อนจะออกเสียงประชามติว่าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบในวันที่ 31 กรกฎาคม ศกนี้ ผู้เขียนจึงขอสรุปเปรียบเทียบการเสนอชื่อว่าที่นายกรัฐมนตรี ตามร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยกับวิธีการเสนอชื่อว่าที่นายกรัฐมนตรีเยอรมันดังนี้

ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย “บังคับ” ให้พรรคการเมืองทุกพรรคต้องส่งรายชื่อว่าที่นายกรัฐมนตรีจำนวนพรรคละ 3 คน โดยไม่คำนึงว่าพรรคการเมืองนั้นจะเป็นพรรคขนาดใหญ่ ขนาดกลาง หรือขนาดเล็ก ในขณะที่สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีนั้น ไม่ปรากฏว่ามีบทบัญญัติของกฎหมายใด บัญญัติบังคับไว้ ซึ่งพรรคการเมืองขนาดใหญ่จะเสนอชื่อว่าที่นายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียว หรืออาจจะร่วมกันเสนอชื่อหัวหน้าพรรคเพียงคนเดียวก็ได้ และพรรคขนาดเล็กก็อาจจะไม่เสนอชื่อว่าที่นายกรัฐมนตรีในนามของพรรคเลยก็ย่อมกระทำได้

ในช่วงเวลานี้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ผู้เขียนจึงเรียนเสนอว่า บทบัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับการเสนอชื่อว่าที่นายกรัฐมนตรีนั้น สมควรเพียงใดหรือไม่ที่ควรตัดออกไป ไม่สมควรที่จะบังคับโดยผลของร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้พรรคการเมืองไทยทุกพรรค ไม่ว่าพรรคขนาดใหญ่ ขนาดกลางหรือขนาดเล็ก จำเป็นต้องเสนอชื่อว่าที่นายกรัฐมนตรี สมควรที่จะปล่อยให้พรรคการเมืองแต่ละพรรคใช้ดุลพินิจอิสระที่จะดำเนินการหรือไม่ดำเนินการเช่นว่านั้น ถ้าพรรคการเมืองจะประกาศชื่อว่าที่นายกรัฐมนตรีต่อสาธารณชนได้ทราบก่อนการเลือกตั้งทั่วไป พรรคการเมืองนั้นๆ ก็ต้องรับเอาความเสี่ยงของตนเอง เพราะถ้าชื่อว่าที่นายกรัฐมนตรีของพรรคนั้นดูดี มีคุณภาพ คุณสมบัติ ความรู้ ความสามารถครบถ้วน ก็จะเป็นผลดีสำหรับพรรคการเมืองนั้นใช้ในการโฆษณารณรงค์หาเสียง

แต่ถ้าชื่อว่าที่นายกรัฐมนตรีดูแล้วออกจะขี้เหร่ก็ตกเป็นโทษไม่เป็นคุณแก่พรรคการเมืองนั้นเอง

ฉะนั้นข้อเสนอของผู้เขียนหวังว่า กรธ.คงจะรับไปพิจารณา เพราะสอดคล้องกับหลักปฏิบัติของหลากหลายประเทศดังที่กล่าวมาข้างต้น หรือ กรธ.อาจจะคิดว่าวิธีการที่บัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญนั้นเหมาะสมสอดคล้องกับบริบททางสังคมการเมืองไทยทุกประการแล้ว ผู้เขียนจึงขอให้ท่าน กรธ.นึกถึงคำพูดของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.และนายกรัฐมนตรีที่ท่านได้พูดจาให้ผู้คนได้ยินได้ฟังกันทั่วบ้านทั่วเมืองว่า “ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องเป็นไปตามหลักสากลและจะต้องสอดคล้องเหมาะสมกับประเทศไทย”

คณะ กรธ.เคยได้ยินไหม ถ้าไม่เคยได้ยินก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเคยได้ยินแล้วยังจำได้ไหม หรือว่าหลงลืมไปหมดแล้ว