หน้าแรก คอลัมนิสต์ เดินหน้าปฏิรู...

เดินหน้าปฏิรูป การเรียนของนักเรียน’59 โดย เพชร เหมือนพันธุ์

1.03.16 | 22:10 น.

คลื่นลูกที่ 3 อาฟเตอร์ช็อก ที่ติดตามมาอย่างต่อเนื่อง จากนโยบายลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ คือ พฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนจะต้องเปลี่ยนแปลงไป จากเป็นนักเรียน เป็นผู้รอรับความรู้ ไปเป็นผู้สืบเสาะแสวงหาความรู้ค้นคว้าหาความรู้เอาเอง แรงขับเคลื่อนของคลื่นลูกนี้ได้เกิดขึ้นทุกมุมโลก เกิดก่อนนโยบายที่กระทรวงศึกษาธิการประกาศในครั้งนี้ อิทธิพลของสื่อออนไลน์ (Social Media) ทำให้ครูทั่วโลกพยายามพัฒนาวิธีการสอนของตนเองมาตลอด

การยืนบอกความรู้หน้าชั้นเรียนที่เคยรุ่งเรืองในอดีตกำลังจะปิดฉากลง เพราะบรรดาแหล่งความรู้ได้เปลี่ยนสถานที่ จากครู จากเจ้าสำนัก จากสถาบันที่มีชื่อเสียง ไปอยู่ในท้องฟ้า ไปอยู่ในคลาวด์ (Cloud) ครูจึงถูกแทนที่ด้วยสื่อนวัตกรรมเทคโนโลยีออนไลน์

บทบาทของครูจึงต้องเปลี่ยนแปลง จากการเป็นผู้สอน ไปเป็นโค้ช (Coaches), ติวเตอร์ (Tutors), ผู้อำนวยความสะดวก (Facilitators), พี่เลี้ยง (Mentors), เพื่อนบ้าน (Neighbors) หรือผู้เชี่ยวชาญ(Experts)

นักเรียนจะเรียนกลับด้าน เด็กจะกลับไปเรียนที่บ้าน กลับมาทำการบ้านที่โรงเรียน เอาสิ่งที่เคยทำในห้องเรียนกลับไปทำที่บ้าน ครูจะออกแบบการเรียนโดยการมอบงานหรือมอบชิ้นงาน ให้นักเรียนไปสืบค้นหาความรู้ด้วยตนเอง จากตำรา จากสื่อออนไลน์ จากสื่อวิดีโอที่ครูแจกให้ หรือจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่บ้าน จากสถานประกอบการ จากชุมชน จากสื่อนวัตกรรมเทคโนโลยี จากยูทูบ จากอินเตอร์เน็ต ให้เด็กรู้จักนำเทคโนโลยีมาช่วยเรียน ให้นักเรียนนำเอาผลที่ไปศึกษาด้วยตนเองมาจากที่บ้าน มาจัดทำในรูปแบบทำเป็นบันทึกลงสมุด ทำเป็นรายงาน หรือสรุปข้อค้นพบลงในอินเตอร์เน็ต ทำรายงานจากสิ่งที่ได้ไปศึกษามาส่งครู หรือเขียนไว้ใน Blog หรือส่งครูทางอีเมล์ นำงานที่ไปศึกษามากลับเข้ามาสู่ห้องเรียน ครูนักเรียนร่วมกันอภิปรายผล หาข้อสรุปได้หรือสอบถามครูได้หรือตรวจสอบข้อสรุปกับครูในชั้นเรียน โดยมีครูทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวก ผู้เรียนก็จะได้องค์ความรู้ใหม่ ได้ทักษะประสบการณ์ในการสืบค้นข้อมูล

ขบวนการเรียนรู้ หรือพฤติกรรมการเรียนรู้กลับด้านในลักษณะนี้จะทำให้นักเรียนลดเวลาเรียนลง เพิ่มเวลาศึกษาค้นคว้าในสิ่งที่ตนเองให้ความสนใจเป็นพิเศษเพิ่มขึ้น แปลว่าเด็กได้เพิ่มเวลารู้ให้กับตนเอง รู้จักการคิดวางแผนการเรียน รู้จักคิดวิเคราะห์ รู้จักคิดอย่างมีเหตุมีผล รู้จักการเคารพความคิดเห็นที่แตกต่างของคนอื่น รู้จักการทำงานเป็นกลุ่มเป็นทีม จะทำให้เด็กมีจินตนาการ มีแรงบันดาลใจ จะเพิ่มทักษะในการเรียนรู้ได้ด้วยตนเองตลอดชีวิต เวลาที่เหลือถ้าอยู่ที่โรงเรียน เด็กนักเรียนก็สามารถรู้จักการจัดการเวลา ใช้เวลาที่เหลือเพิ่มทักษะ เพิ่มความชำนาญการ ฝึกฝนตนเองให้เกิดทักษะ (Skill) ได้สูงขึ้น เด็กได้ใช้เวลาที่เหลือเข้าร่วมกิจกรรมชมรมที่เขาชอบ ได้เป็นบุคคลที่มีความหมายในสังคมโรงเรียนของตนเอง เวลาที่เหลือที่บ้าน เด็กจะสามารถบริหารเวลาให้เกิดประโยชน์ในครอบครัว ให้เกิดประโยชน์ต่ออาชีพหรือกิจการของครอบครัว หรือมีเวลาทำประโยชน์ให้กับสังคมที่เขาอยู่ ทำให้เกิดเป็นประชาคมวิชาชีพที่ยั่งยืนได้

Advertisement

การเรียนรู้ด้วยการกระทำ (Learning By Doing) ตามปรัชญาการศึกษาของ John Dewy ยังคงมีความศักดิ์สิทธิ์ (Classic) ตลอดเวลา และศักยภาพในตัวเด็กยังคงความมหัศจรรย์ตลอดกาล เพียงแต่ครูมีวิธีการจัดการ (Methodology) ที่เหมาะสมถูกต้อง พลังของเด็กไม่มีที่สิ้นสุด

การเรียนรู้ของเด็ก มีรูปแบบที่มีพัฒนาการตลอดเวลา ทักษะในศตวรรษที่ 21 จำเป็นต่อการดำรงชีพของคนในยุคนี้ รัฐบาลจะต้องปฏิรูปหลักสูตรบรรจุทักษะที่จำเป็นลงไปในหลักสูตรของโรงเรียน ให้ได้แก่ 8 วิชาแกน คือ ภาษาแม่และภาษาที่สำคัญของโลก ศิลปะ คณิตศาสตร์ การปกครองและหน้าที่พลเมือง เศรษฐศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และประวัติศาสตร์

ทักษะในศตวรรษที่ 21 ที่สำคัญต่อการดำรงชีวิต คือ ได้เรียนรู้เกี่ยวกับความรู้เกี่ยวกับโลก ความรู้เกี่ยวกับการเงิน เศรษฐศาสตร์ ธุรกิจ การเป็นผู้ประกอบการ ความรู้การเป็นพลเมืองที่ดี ความรู้ด้านสุขภาพ และความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม

ทักษะด้านนวัตกรรมและการเรียนรู้ ได้แก่ นวัตกรรมและความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหา การสื่อสารและความร่วมมือ

ทักษะด้านสารสนเทศและสื่อเทคโนโลยี ทักษะด้านชีวิตและอาชีพ ได้แก่ ความยืดหยุ่นและการปรับตัว ริเริ่มสร้างสรรค์และการเป็นตัวของตัวเอง

ทักษะทางสังคมและวัฒนธรรม ได้แก่ การเป็นผู้ผลิตหรือผู้สร้าง ความรับผิดชอบเชื่อถือได้ ความเป็นผู้นำ และทักษะที่ต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต คือ 3 R + 7 C คือ 3 R ได้แก่ การอ่าน การเขียน การคิดเลขเป็น 7 C คือ การคิดการแก้ปัญหา การสร้างสรรค์และนวัตกรรม การเข้าใจข้ามวัฒนธรรม การทำงานเป็นทีมและความร่วมมือ การสื่อสารด้วยสื่อสารสนเทศและรู้ทันสื่อ ทักษะด้านคอมพิวเตอร์และไอซีที ทักษะด้านการอาชีพและทักษะการแสวงหาความรู้ได้ด้วยตนเอง

กิจกรรมการเรียนรู้แบบกลับด้าน หรือห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) เกิดขึ้นที่อเมริกา เมื่อปี 2007 เกิดที่โรงเรียน Woodland Park High School ในเมือง Woodland Park มลรัฐ Colorado โดยครูสอนวิชาวิทยาศาสตร์ ผู้ชาย 2 คน คือ Jonathan Bergmann และ Aaron Sams ที่เขาได้บันทึกเทปวิดีโอเกี่ยวกับเนื้อหาสาระการสอนวิชาเคมี เพื่อให้นักเรียนได้นำไปศึกษาด้วยตนเองที่บ้าน แล้วนำความรู้ที่ได้เรียนรู้มาจากที่บ้าน กลับเข้ามาในห้องเรียนเพื่อเข้าสู่ขบวนการอภิปรายในชั้นเรียนหาข้อสรุป โดยมีครูทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวก

เหตุผลส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดกิจกรรมเช่นนี้ขึ้นเพราะมีเด็กนักเรียนของโรงเรียนแห่งนี้ส่วนหนึ่งจำเป็นต้องขาดโรงเรียนบ่อยครั้ง เพราะถูกกิจกรรมทางบ้านและทางสังคมดึงตัวออกไปจากทางโรงเรียน ครูทั้ง 2 คนนี้จึงคิดหาทางแก้ไข จนทำให้เกิดการนำเอา Flipped Classroom มาใช้ในชั้นเรียน เคยเข้ามาสู่สังคมไทยตั้งแต่สมัย ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เป็นปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และท่าน ศ.ดร.วิจารณ์ พานิช ได้บรรยายพิเศษในหัวข้อ สอนอย่างไร ในศตวรรษที่ 21 ลงในยูทูบ ได้นำเสนอไว้ตั้งแต่ปี 2554 ท่านบอกว่า การเรียนรู้ที่แท้จริงอยู่ในโลกจริงหรือชีวิตจริง การเรียนวิชาในห้องเรียนยังเป็นการเรียนรู้แบบสมมุติ ดังนั้น ครู (เพื่อศิษย์) จึงต้องออกแบบการเรียนรู้ให้ศิษย์

หัวใจของการปฏิรูปการเรียนของนักเรียนคือ นักเรียนได้เปลี่ยนการเรียนรู้จากครูมาเป็นการเรียนรู้จากการได้ลงมือทำด้วยตนเอง เปลี่ยนห้องเรียนให้เป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้แบบมืออาชีพ (PLC : Professional Learning Community) ซึ่งเป็นขบวนการที่ครู นักเรียน ร่วมกันในวงจรของการเรียนการตั้งคำถาม การทำการวิจัยปฏิบัติการ เพื่อให้บรรลุไปถึงผลการเรียนที่ดีขึ้นของนักเรียน เน้นให้ผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง มีวัฒนธรรมแห่งความร่วมมือกันเพื่อการเรียนรู้ร่วมกัน

ร่วมกันตั้งคำถาม เน้นการลงมือทำ มุ่งพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เน้นที่ผลลัพธ์ เน้นผลสัมฤทธิ์ที่จะเกิดขึ้นกับลูกศิษย์ ชุมชนแห่งการเรียนรู้จะเปลี่ยนบรรยากาศของโรงเรียน สมาชิกทุกคนจะช่วยกันคิดหาวิธีการใหม่เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ จะเกิดความมุ่งมั่นร่วมกันอย่างมีพลัง การเรียนรู้ของเด็กจะบรรลุความมุ่งมั่น (Purpose) ที่ตั้งไว้ เด็กเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้จะกลับมา