หน้าแรก คอลัมนิสต์ พล.อ.นิพัทธ์ ...

พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก | ลูกหลานไทยภูมิใจ… ปราสาทตาควาย (โฉมใหม่)

5.01.26 | 12:24 น.
ลูกหลานไทยภูมิใจ...ปราสาทตาควาย (โฉมใหม่)

หอเอนเมืองปิซา (Pisa) คือ หอระฆัง แบบตั้งอิสระของมหาวิหารปิซา ในประเทศอิตาลี สร้างเมื่อศตวรรษที่ 12 แต่แรก…หอระฆังถูกออกแบบไว้ “ตั้งตรง”

ต่อมาไม่นาน… หอแห่งนี้ ดันเอียงเกือบ 4 องศา ซึ่งเป็นผลมาจากฐานรากที่ไม่มั่นคง ผู้คนใจหายใจคว่ำ หอออกอาการว่าจะล้ม

ความสูงของหอคอยอยู่ที่ 55.86 เมตร จากพื้นดินด้านที่ต่ำ และ 56.67 เมตร ด้านที่สูงกว่า ความกว้างของผนังที่ฐานคือ 2.44 เมตร น้ำหนักโดยประมาณอยู่ที่14,500 ตัน

หอระฆังเอียงเนื่องจากพื้นดินอ่อน ซึ่งไม่สามารถรองรับน้ำหนักของโครงสร้างได้อย่างเหมาะสม อาการเอียงรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งการก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ในศตวรรษที่ 14

ในปี 1990 การเอียงเพิ่มขึ้นถึง 5.5 องศา โครงสร้างได้รับการเสริมความมั่นคงด้วยงานซ่อมแซมระหว่างปี 1993 ถึง 2001 ซึ่งลดการเอียงลงเหลือ 3.97 องศา

Advertisement

หอเอียงแห่งนี้เลยกลายเป็น 1 ในสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นสัญลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมของอิตาลี มีผู้เยี่ยมชมมากกว่า 5 ล้านคนในแต่ละปี

พฤษภาคม พ.ศ.2551 วิศวกรได้ประกาศว่า…หอคอยมีความมั่นคงแล้วจนหยุดเคลื่อนไหวเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ พวกเขาระบุว่าหอคอยจะมีความมั่นคงอย่างน้อย 200 ปี

9 สิงหาคม 2566 มีพิธีฉลองครบรอบ 850 ปี ของการวางศิลาฤกษ์หอระฆังแห่งนี้

เพราะหอมัน “เอียง” มีสตอรี่เล่าสนุก น่าไปดู ทำเงินจากการท่องเที่ยวมหาศาล ถ้าตั้งตรงเด่ คงเป็นหอธรรมดาที่จืดชืด

ขอตัดฉากมาที่ ปราสาทตาควาย ช่วงปลาย พ.ศ.2568 ต่อเนื่อง 2569 ที่ลูกหลานไทยต้องภาคภูมิใจในบรรพบุรุษนักรบไทย จะเป็นเรื่องเล่าที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์ไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ

ช่วงปลายธันวาคม 2568 ภาพของตัวปราสาทตาควายที่กลายเป็นสนามรบดุเดือด ดูซูบผอมเหลือแต่โครง ผิดหูผิดตาไปแทบจะจำไม่ได้ หลังจากทหารกล้าของกองทัพบก ใช้เลือดเนื้อ หยาดโลหิตอาบชะโลม หมอบคืบคลาน วิ่งถาโถม ฝ่าห่ากระสุน ฝ่าระเบิด เข้าพิชิตชัยไปปักธงไตรรงค์บนปราสาทสำเร็จ องอาจ สง่างาม

ปราสาทตาควาย คือ ปราสาทขอมโบราณ อายุกว่า 1,000 ปี ตั้งบนเทือกเขาพนมดงรัก จ.สุรินทร์ สร้างราวพุทธศตวรรษที่ 16-17

เป็นศาสนสถานฮินดูเพื่อบูชาพระศิวะ เป็น ปราสาทโดดเดี่ยว ทรงจตุรมุขแบบเรียบง่าย ชื่อ “ตาควาย” มาจากตำนานผู้ดูแลหรือน่าจะเป็นฝูงควายในพื้นที่แต่เก่าก่อน

ต่อมาภายหลัง ได้รับอิทธิพลจากพุทธศาสนา จึงปรับเปลี่ยนเป็นสถานที่ทางพุทธ

เป็นปราสาทหินทรายและศิลาแลงทรงจตุรมุข (มีมุขยื่น 4 ด้าน) ผังเป็นรูปกากบาท หันหน้าไปทางทิศตะวันออก เป็นปราสาทหินทรายองค์เดียวโดดๆ ที่ขาดไม่ได้ คือ ภายในห้องครรภคฤหะ เคยพบแท่งหินธรรมชาติคล้ายศิวลึงค์ที่เรียกว่า “สยัมภูลึงค์”

มักถูกกล่าวถึงคู่กับ ปราสาทตาเมือนธม ซึ่งตั้งอยู่ใกล้เคียงกันบนแนวสันเขาพนมดงรัก

ภาษาเขมรเรียกว่า ปราสาทตากรอเบย ตั้งอยู่บริเวณช่องตาควาย ในเขตบ้านไทยนิยมพัฒนา อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ อยู่ทางด้านทิศตะวันออกของปราสาทตาเมือนธม ห่างไปประมาณ 12 กิโลเมตร

ปราสาทอยู่ในเขตแดนไทย เคยมีกรณีพิพาท เขม่นกับทหารเขมรมาเนืองๆ เคยมีการปะทะกันใกล้ปราสาทใน พ.ศ.2551-2554

มีคำถามเสมอว่า ปราสาท-ศาสนสถาน นับร้อยแห่ง ใหญ่-น้อย ที่ปรากฏในพื้นที่อีสานใต้ (บางส่วนในเขมร) เขาสร้างไว้เพื่ออะไร?

คำตอบมีหลากหลายครับ เช่น ถูกสร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่พระศิวะ เป็นศาสนสถานจำลองเขาพระสุเมรุ เป็นที่ประทับของเทพเจ้า (ฮินดู/พุทธ) เพื่อแสดงอำนาจกษัตริย์ เป็นศูนย์กลางเมือง เป็นที่เก็บอัฐิ เพื่ออุทิศแด่บรรพบุรุษ

จุดประสงค์หลักคือ การบูชาเทพเจ้าและเป็นการสร้างสัญลักษณ์แทนจักรวาล เช่น มีปราสาทประธานล้อมรอบด้วยปราสาทบริวาร มีสระน้ำมีกำแพง

คำว่า ปราสาท (Prasada) มาจากรากศัพท์ภาษาสันสกฤต หมายถึง อาคารที่มีส่วนกลางเป็นห้องเรียกว่า ห้องครรภคฤหะ หรือเรือนธาตุ มีหลังคาเป็นชั้นซ้อนกันหลายชั้นเรียกว่า เรือนชั้น

หลังคาแต่ละชั้นนั้น เป็นการย่อส่วนของปราสาท โดยนำมาซ้อนกันในรูปของสัญลักษณ์ แทนความหมายของเรือนฐานันดรสูง อันเป็นที่สถิตของเหล่าเทพเทวดา

ดังนั้น ปราสาทจึงหมายถึง อาคารที่เป็นศาสนสถานเพื่อประดิษฐานรูปเคารพ และการทำพิธีกรรมทางศาสนา ไม่ใช่พระราชมณเฑียร อันเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ ด้วยเหตุนี้จึงมีความแตกต่างในเรื่องของวัสดุ กล่าวคือ ปราสาทที่เป็นศาสนสถานนั้น สร้างด้วยวัสดุที่มั่นคงแข็งแรงประเภทอิฐหรือหิน

ส่วนพระราชมณเฑียร ที่ประทับของพระมหากษัตริย์ สร้างด้วยไม้ทั้งสิ้น

ก่อนปราสาทตาควายเปลี่ยนเป็นสมรภูมิเลือด ตาควายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ที่ทุกคนที่ไปเยือน ยกย่องว่า สวย สงบ สง่างาม ดูขรึม มีนักท่องเที่ยวคนไทยไปเยี่ยมเยือนมิได้ขาด

ที่สวยงาม เป็นระเบียบ ก็เพราะ…ปราสาทตาเมือน(กลุ่มปราสาทตาเมือนธม ตาเมือนโต๊ด ตาควาย) ถูกขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งชาติของไทยโดยกรมศิลปากรมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2478 (ค.ศ.1935) ในขณะที่ประเทศกัมพูชาเพิ่งได้รับเอกราชจากฝรั่งเศส เมื่อ พ.ศ.2496 มีหลักฐานชัดเจนว่าอยู่ในเขตแดนไทย

8 มีนาคม พ.ศ.2478 คือ วันขึ้นทะเบียน มีประกาศในราชกิจจานุเบกษา ไทยขึ้นทะเบียนปราสาทกลุ่มนี้ก่อนที่กัมพูชาจะได้รับเอกราชจากฝรั่งเศสกว่า 20 ปี

เขมรรับรู้เรื่องการขึ้นทะเบียนของไทยมาโดยตลอด แต่เขมรมักมีอาการงอแง มีการพยายามอ้างสิทธิในพื้นที่ ซึ่งไทยยืนยันในอธิปไตยโดยใช้หลักฐานทางประวัติศาสตร์และเขตแดน

ทางราชการไทย โดยกรมศิลปากร (โดยสำนักศิลปากรที่ 5 ปราจีนบุรี) และท้องถิ่น ดูแลและบูรณะตาควายมาอย่างต่อเนื่องตามหลักสันปันน้ำ (Watershed) และเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มปราสาทที่ไทยเตรียมเสนอเป็นมรดกโลก

ราวกลางปี พ.ศ.2568 ทหารเขมรในพื้นที่ใกล้ปราสาทเคลื่อนไหวคึกคักผิดปกติ หลังกรณีคลิปเสียงหลาน-อังเคิล

อุณหภูมิเริ่มอุ่นขึ้นและอุ่นขึ้น ซึ่งทหารไทยในพื้นที่เริ่มได้กลิ่น

ครอบครัวทหารเขมร มวลชนจัดตั้งของฝั่งเขมร ยกพวกกันมาร้องเพลงปลุกใจ ร้องเพลงชาติเขมร ที่ปราสาทตาควาย จ.สุรินทร์ ทำให้เกิดความวุ่นวายและทหารไทยเข้าไปห้ามปรามเพื่อสร้างความเข้าใจเรื่องการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์

พระสงฆ์เขมรไม่เคยพลาดโอกาสสำคัญ ขึ้นไปร้องเพลง ทำพิธีกรรมแนวสาปแช่ง ผลิตคลิปภาพออกมาเผยแพร่

ทหารไทยขอความร่วมมือให้งดกิจกรรมที่ไม่เหมาะสมโดยเฉพาะการแสดงออกที่เชื่อมโยงประเด็นอ่อนไหวทางการเมืองระหว่างประเทศ

มีคลิปทหารไทยและทหารเขมร พูดจากันแบบตึงเครียด เกิดเหตุการณ์ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิด 1-2-3 คนตามลำดับ

24-28 ก.ค.68 เกิดการสู้รบอย่างหนักตลอดแนวชายแดนไทย-เขมร (ในยกแรก) ทหารเขมรจู่โจมเข้ายึดพื้นที่ปราสาทตาควาย สื่อมวลชนไทยกระพือข่าวหนัก มีการปะทะต่อเนื่องไปถึงกองกำลังบูรพาในพื้นที่กองทัพภาคที่ 1 เขมรพยายามเปิดแนวรบลงไปถึงพื้นที่ของทหารเรือในกองกำลังป้องกันชายแดนจันทบุรี-ตราด โน่น

มาเลเซียในฐานะประธานอาเซียนเข้ามาเจรจาให้หยุดยิง

แม่ทัพภาคที่ 2 ที่กำลังจะเกษียณ ประกาศจะต้องเอาปราสาทตาควายคืนมาให้ได้ เขมรใช้โบราณสถานเป็นที่มั่นทางทหาร เขมรวางทุ่นระเบิด PMN-2 รอบปราสาทที่เคยเป็นสถานที่ท่องเที่ยว

การยึดคืนปราสาทตาควาย เป็นเสียงที่ดังก้องอยู่ในสมองของแม่ทัพ นายกองไทย ทุกเหล่าทัพที่ฮึกเหิม

หากแต่ เนิน 350 ที่อยู่ห่างออกไป คือ “พื้นที่สูงข่ม” ที่เขมรไปวางอาวุธยิงไกลเอาไว้ เพื่อยิงคุ้มครองตาควาย

แง่คิดทางทหารที่ แม่ทัพ ผบ.กองกำลัง ผบ.กองกำลังทางอากาศ ซุ่มวางแผน “รบร่วม” แบบเงียบๆ แต่เฉียบถึงต้องแลกด้วยชีวิต คือ การทำลายขีดความสามารถของอาวุธยิงเขมรบนเนิน 350

แปลว่า ทหารเขมรบนเนิน 350 ทุกคนและอาวุธทั้งหมดต้องหายไปจากโลกนี้ แล้วจึงจะเข้าตียึดตาควาย

16 ธันวาคม 2568 ทหารกล้านับร้อย คืบคลาน ฝ่าดงกระสุน ดงระเบิด เข้าตีเนิน 350 รบดุเดือดจากการยิงสนับสนุนของปืนใหญ่ และเครื่องบินรบของ ทอ. ฝ่ายไทยสามารถยึดเนิน 350 สำเร็จ ฝ่ายเราเสียชีวิตจำนวน 2 นาย ได้แก่ จ.ส.อ.สำเริง คลังประโคน พลฯ ภานุพัฒน์ เสาร์สา การสู้รบยังติดพัน อันตราย

21 ธันวาคม 2568 ทหารไทยจึงสามารถนำร่างทหารกล้าที่เสียชีวิต 2 นาย ออกมาได้

เมื่อตีเนิน 350 ได้…ทหารเขมรที่เข้าไปยึดปราสาทตาควายไว้ เสมือนหนามตำใจฝ่ายไทย จะต้องถึงจุดจบตามแผน

เริ่มมีเสียงซุบซิบว่า…เฮ้ย ปราสาทตาควายจะพังพินาศนะ

15 ธ.ค.2568 นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ที่ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด ออกมาแถลงว่า…กองกำลังทหารเขมรได้ใช้โบราณสถานแห่งนี้เป็นที่มั่นหรือเป็นจุดซ่องสุมกำลัง ซึ่งถือเป็นการละเลยและฝ่าฝืนกติกาสากลอย่างชัดเจน และเมื่อเกิดการใช้โบราณสถานเป็นที่มั่นทางทหาร ย่อมทำให้ฝ่ายไทยมีความจำเป็นต้องปฏิบัติการทางทหารเพื่อปกป้องอธิปไตยของประเทศ โดยผลจากการปะทะในพื้นที่ดังกล่าวเป็นเรื่องยากที่จะหลีกเลี่ยงความเสียหายต่อโบราณสถาน …ถึงเสียหาย…ก็ซ่อมได้ครับ…

คืน 16 ธ.ค. ต่อเนื่องถึง 17 ธ.ค.2568 กองทัพไทยสามารถเข้ายึดคืนพื้นที่ปราสาทตาควาย ใน อ.พนมดงรักจ.สุรินทร์ จากทหารกัมพูชาได้สำเร็จ 100% หลังจากเกิดการปะทะกันอย่างหนักต่อเนื่องหลายวัน

F-16 และกริพเพน บินโจมตีทางอากาศสนับสนุนการปฏิบัติการภาคพื้นดิน หลังเคลียร์พื้นที่บริเวณปราสาทตาควาย ข่าวที่ปรากฏคือ พบศพทหารเขมร 16 ศพ เสียชีวิตภายใต้กองหินที่พังลงมาจากการสู้รบ

พื้นที่โดยรอบและตัวปราสาทตาควาย ที่เคยยืนตระหง่าน สวย สงบ ร่มรื่นมากว่า 1 พันปี เปลี่ยนโฉมไปมากโขด้วยรอยกระสุน โชกชุ่มด้วยหยาดโลหิต ชีวิต วิญญาณ เลือดเนื้อ วีรกรรมของทหารไทยผู้กล้าหาญ และทหารกัมพูชาผู้รุกราน

ชาวโลก รวมถึงคนไทยอีกนับล้านคน คงจะมีโอกาสไปเยี่ยมชมปราสาทตาควาย พร้อมซึมซับ ในชัยชนะของทหารไทยในไม่ช้านี้ ขอความกรุณาจารึกนามของทหารหาญผู้เสียสละไว้ให้เห็นด้วยนะครับ

นี่คือ สตอรี่มรดกเลือดที่กองทัพไทยสร้างวีรกรรม…ลูกหลานขอยกย่องครับ