หน้าแรก คอลัมนิสต์ พิชญ์ พงษ์สวั...

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ | ความย้อนแย้งนานัปการในการเมืองเรื่องการเลือกตั้งรอบนี้

6.01.26 | 13:27 น.
ความย้อนแย้งนานัปการในการเมืองเรื่องการเลือกตั้ง

การเมืองไทยในช่วงเวลานี้ดูจะคึกคักน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ แม้จะเหลือเพียงประมาณหนึ่งเดือนก็จะถึงการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 แล้วก็ตาม

แต่การคาดการณ์เรื่องการเมืองในช่วงนี้ก็เป็นไปได้ยาก เพราะทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และความเป็นไปได้ในความเปลี่ยนแปลงก็พอมีอยู่

ที่อธิบายเช่นนี้เนื่องจากการเมืองในช่วงนี้มีความย้อนแย้งอยู่มาก ทั้งที่เป็นการเลือกตั้งครั้งแรกในยุคที่ส.ว.ไม่มีสิทธิเลือกนายกฯแล้ว (คราวแพทองธารก็ใช่ แต่มันไม่ได้เชื่อมกับการเลือกตั้งทันที)

แต่นี่กลับไม่ใช่ความหวัง เพราะ ส.ว.ชุดนี้ยังมีอิทธิฤทธิ์ได้อีกมาก ทั้งในระดับการเป็นที่มาขององค์กรอิสระ การร่วมพิจารณากฎหมายสำคัญ และโดยแต่ละคนก็มีบทบาทในการเมืองของการเดินเรื่องทางการเมืองในแง่ของการฟ้องร้องคุณสมบัติของนักการเมืองทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน

ในอีกด้านหนึ่งผมก็คิดว่าเราอาจจะไม่ได้สิ้นหวังขนาดนั้น เพราะการดำเนินคดีในเรื่องของการได้มาซึ่ง ส.ว.ในชุดนี้ก็ยังไม่จบลง และอีกไม่กี่ปี ส.ว.ชุดนี้ก็จะต้องหมดอายุลงอยู่ดี ดังนั้น หากรัฐธรรมนูญยังแก้ไม่ได้ในเรื่องนี้ อย่างน้อยอีกไม่กี่ปี เราก็ยังพอมีความหวังกันอีก

Advertisement

แต่หากย้อนไปเราคงได้รับบทเรียนเพิ่มเติมว่าการบริหารจัดการอำนาจของการรัฐประหารแต่ละครั้งนั้นไม่ได้สิ้นสุดลงอย่างง่ายๆ และเรายังไม่ค่อยได้ศึกษาเรื่องนี้เท่าไหร่

ไปมุ่งศึกษาว่าเมื่อมีการเลือกตั้งแล้ว หรือมีการลุกฮือของประชาชนทุกอย่างก็เปลี่ยนแปลง

แต่ในความเป็นจริงของการเมืองไทยนั้นการเปลี่ยนผ่านอำนาจจากระบอบรัฐประหารใช้เวลายาวนาน มีหลายลูกเล่น เช่น บทเฉพาะกาล ซึ่งสมัยก่อนวางกันไว้ตรงนั้น ว่าข้าราชการประจำดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ และยังใช้กรอบรัฐธรรมนูญที่ร่างใหม่สมัยรัฐประหารเอาไว้ด้วย

แต่สมัยหลังนี่มีการวางระบบ ส.ว.ให้เลือกนายกฯมีการแต่งตั้งองค์กรอิสระเอาไว้ (สำคัญเพราะสภาของระบอบรัฐประหารและตัวผู้นำเองเลือกเอาไว้ แถมหลายคนยังต่ออายุไปเรื่อยๆ เพราะสรรหาใหม่มายังไม่ได้)

ในทางแนวคิดทฤษฎี เราจึงเห็นว่าบางทีการพูดแค่การตั้งมั่น และการถดถอยของประชาธิปไตยไทยอาจไม่ได้ภาพรวม

เพราะในกรอบของคนที่มีอำนาจในไทยมันมีหลายกลุ่ม และหลายกลุ่มอาจไม่ได้มองว่าการเมืองที่ดีคือการเมืองที่ประชาธิปไตยตั้งมั่น หรือประชาธิปไตยต้องเป็นสัดส่วนหลัก

ผมคิดว่าในระดับหนึ่งชนชั้นนำไทยที่ไม่ได้มาจากสายประชาธิปไตย ก็ไม่ได้มองว่าประชาธิปไตยใช้ไม่ได้เลย เพียงแต่เขามองหาวิธีกำกับประชาธิปไตยเอาไว้

คือมองหาสัดส่วนผสมที่พอเหมาะที่จะให้ประชาชนมีตำแหน่งแห่งที่ทางการเมือง แต่ไม่ได้เหนือกว่ากลุ่มอื่น

และในอดีตชนชั้นนำที่มาจากสายประชาธิปไตยเองก็มีน้อย เพราะเขาอาจมีเงื่อนไขส่วนอื่นที่แม้ว่าอำนาจการเมืองจะมาจากประชาธิปไตยโดยเฉพาะการเลือกตั้ง

แต่อำนาจเศรษฐกิจอาจจะมาจากเครือข่ายอื่น หรือการปฏิบัติที่ไม่ได้อยู่ในหลักเสมอภาคเท่าเทียม

ส่วนอำนาจทางสังคมวัฒนธรรมก็อาจมาจากเครือข่ายอื่นเช่นกัน ดังที่คนหลายคนตั้งข้อสังเกตนั่นแหละครับว่าทำไมผู้สมัคร ส.ส.จะต้องมีคุณสมบัติเน้นไปทางการศึกษา เวลานำเสนอในป้ายหาเสียง (ตั้งแต่ใส่ชุดครุย และมีวุฒิมากมายจากนู่นนี่ ซึ่งในป้ายหาเสียงประเทศอื่นอาจไม่ได้เน้นเรื่องเหล่านี้มากนัก เช่นคำถามที่ว่า มีประเทศไหนที่นักการเมืองสวมครุยมาถ่ายรูปลงป้าย ซึ่งเดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว แต่เหมือนกับว่าต้องเรียนมาหลายใบเป็นอย่างต่ำถ้าในการเมืองระดับชาติ)

ในอีกมุมหนึ่ง เราอาจจะต้องมองแบบตั้งข้อสงสัยไปด้วยว่า จริงหรือที่ระบอบรัฐประหารจะวางมือจริงๆ แม้เราจะเห็นว่าเวลาที่เขาจะ “แลนด์” หรือลงนั้น เขาวางทางลงไว้อีกสักพักใหญ่

คำตอบคือไม่จริง เพราะเวลาจะทำให้ระบอบรัฐประหารสิ้นสุดลง มันต่างจาก “การรัฐประหาร” สิ้นสุดลง ระบอบรัฐประหารจะสิ้นสุดลงได้ก็ต้องถูกพลังทางสังคมกดดันหรือเปลี่ยนแปลงเช่นกัน

การแก้รัฐธรรมนูญจึงเป็นหัวใจหนึ่งของเรื่องนี้ ส่วนจะทำได้มากหรือน้อยนั้นก็อีกเรื่อง

จะยาวนานแค่ไหนก็อีกเรื่องหนึ่ง

แต่ที่สำคัญ อยากให้คนที่ไม่อยากแก้เข้าใจคนที่อยากแก้ด้วย ว่าการแก้รัฐธรรมนูญมันมีความหมายความสำคัญบางอย่าง โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญที่มาจากระบอบรัฐประหาร

แต่กระนั้นก็ตาม ก็อยากให้ความหวังว่า ถ้ายังแก้ไม่ได้ก็ไม่ได้แปลว่าโลกมันจะแตกสลายไปเสียทีเดียว

แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น อยากให้มองอีกมุมด้วยว่า การแก้รัฐธรรมนูญนั้นมันก็เป็นเรื่องของทุกฝ่าย ฝ่ายประชาธิปไตยจะแก้ทีก็ยากแบบนี้

ส่วนฝ่ายไม่ใช่ประชาธิปไตยก็แก้โดยหลับตาให้คนมาฉีก แล้วก็บอกว่าอย่าแก้ (เช่นฉบับที่แล้วก็ทำประชามติไปแล้วเป็นต้น)

ดังนั้น ใครชอบแบบไหนก็ไปให้ความเห็นครับ มันขึ้นกับว่าท่านคิดว่ากรอบแบบไหนท่านได้ประโยชน์

เพียงแต่ว่าในกรอบปัจจุบัน ทุกอย่างยุ่งยากไปหมด

เช่นเลือกตั้งล่วงหน้ากับประชามติก็คนละกรอบกันไป

ยุ่งยากขึ้นมาเฉยๆ ทั้งที่องค์กรที่จัดเป็นองค์กรเดียวกันแท้ๆ

เรื่องต่อมาของความย้อนแย้งก็คือเรื่องของความคาดหวังว่าเดี๋ยวมีการประกาศนโยบายของแต่ละพรรคออกมาแล้วทุกอย่างก็จะตื่นเต้นขึ้นในสนามเลือกตั้ง

ผมไม่แน่ใจว่าจะจริง เพราะผมคิดว่าการเมืองไทยให้ความสนใจกับโครงการมากกว่านโยบาย หรือความเข้าใจในสองเรื่องนี้จะมีเส้นแบ่งที่บางเบามาก

จากบทเรียนที่ผ่านมาหลายปี เราพบว่าโครงการขายฝันหลายอย่างนั้นทำไม่ได้จริง ทั้งที่ถูกตัดสินจากองค์กรอิสระ และที่กลัวจนเปลี่ยนทีหลัง หรือระบบราชการไม่ตอบสนอง

และคราวนี้มีข้อบัญญัติที่จะตรวจสอบความเป็นไปได้ของโครงการเสียอีก

หรือหลายโครงการก็ไม่ได้มาจากการหาเสียง เช่น คนละครึ่ง แต่มาจากวิกฤตจริงที่เกิดขึ้น (เท่าที่จำได้ ผิดพลาดขออภัย)

ดังนั้น ผมคิดว่ารอบนี้โครงการหรือนโยบายจะไม่ได้รับความสนใจมากนัก ถ้าเป็นนโยบายใหม่ๆ เพราะจะถูกตรวจสอบและคนไม่คาดหวัง

เท่ากับโครงการเก่าๆ ที่พอรับได้หรือที่ประสบความสำเร็จ ว่าจะทำต่อไปไหม เช่น 30 บาทรักษาทุกโรค หรือคนละครึ่ง หรือที่เปลี่ยนไปแล้วจะไม่ถอยกลับ เช่น สมรสเท่าเทียม

คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่าจะสานต่อนโยบายเก่าไหม จะยกเลิกไหม มากกว่าว่ามีอะไรใหม่ๆ ไหมในวันนี้

ยิ่งไปกว่านั้น การเมืองในรอบนี้ถูกวางกรอบเอาไว้ด้วยการตั้งคำถามของสื่อว่าใครจะจับขั้วกับใคร

มากกว่าถามว่าพรรคไหนมีดีอะไรจะมาเสนอจริงๆ

และด้วยลักษณะที่คะแนนเสียงแต่ละพรรคไม่ได้มีใครแลนด์สไลด์ง่ายๆ จากคะแนนรอบที่แล้ว และคะแนนเลือกตั้งท้องถิ่นรอบที่ผ่านมาที่พรรคก้าวหน้าหรือประชาชนไม่ได้คะแนนเป็นกอบเป็นกำ จึงทำให้มีความเป็นไปได้ที่ผู้เลือกตั้งนั้นจะพิจารณาความเป็นจริงมากกว่าความใฝ่ฝันว่าตกลงรัฐบาลจะมีหน้าตาอย่างไร มากกว่าตกลงนโยบายที่อย่างได้จะเป็นอย่างไร

เพราะนโยบายหลักๆ ไม่ค่อยต่างกันมาก เป็นในแนวแข่งกันที่ตัวเลขเหมือนสงครามร้านค้าปลีกเสียมากกว่า

และเพราะบางเรื่องก็พูดไม่ได้ตามกรอบที่ถูกกำหนดด้วย

ประการสุดท้าย ผมมีความเชื่อ (ไปเอง) ว่าเราไม่สามารถคาดการณ์การเลือกตั้งได้จากคะแนนการเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งที่ผ่านมาอย่างตรงไปตรงมาได้

เพราะคะแนนเลือกตั้งแบบปาร์ตี้ลิสต์นี่แหละที่เป็นตัวแปรสำคัญ ที่จะทำให้แต่ละพรรคได้เปรียบเสียเปรียบกัน

แทนที่จะมองว่าการเลือกตั้งเป็นสามก๊กในความหมายของพรรคใหญ่สามพรรค

หรือสองนคราประชาธิปไตยคือเมืองกับชนบท

เราอาจต้องพิจารณาว่าคะแนนปาร์ตี้ลิสต์จะไม่ได้สะท้อนตรงไปตรงมากับคะแนนเขต

พรรคที่ชนะปาร์ตี้ลิสต์อาจไม่ได้ชนะเขตมากเท่าคราวที่แล้ว

พรรคที่ชนะเขตอาจครองคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ได้น้อย เพราะมีความพยายามในการทำงานร่วมกันของคู่ขัดแย้งในระดับเขตเดิมเพื่อกันพรรคที่สามที่จะแทรกเข้ามา

พรรคระดับกลางจะมีบทบาทในการเป็นตัวแปรในการตั้งรัฐบาล

และพรรคระดับหนึ่งหรือสองเสียง ที่ได้คะแนนสักสามแสนถึงหกแสนก็เช่นกัน คือพวกพรรคนาโน เพราะไม่มีระบบแคปคะแนนห้าเปอร์เซ็นต์แบบเมื่อรัฐธรรมนูญปี 2540 และสื่อโซเชียลก็มีอิทธิพลในการเข้าถึงคนได้มากขึ้น

อินฟลูคนนึงอาจมียอดวิวหลายล้านวิว ดังนั้น โอกาสในการเข้าถึงและทำสื่อในการเช้าถึงคนสักสามแสนไม่ได้ยากเหมือนสมัยก่อนแล้ว และพรรคเล็กๆ เหล่านี้เคยมีบทบาทในการเข้ามาได้มากในรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 นี้มาแล้วตั้งแต่ระบบการเลือกตั้งแบบใบเดียว และแบบปัจจุบันที่เหมือนจะคล้ายปี 2540 แต่ต่างกันตรงนี้

ประเด็นที่ต้องการพูดถึงก็คือ การเลือกตั้งครั้งนี้จึงมีสนามย่อย หรือระดับย่อยในการพิจารณาอยู่หลายเรื่อง ถ้ายังไม่นับระดับวาทกรรมชาตินิยม และเรื่องอื่นๆ คือตั้งแต่ปาร์ตี้ลิสต์เอง ระดับพรรคขนาดใหญ่และเคยใหญ่ ระดับกลางๆ และระดับนาโน (คือเล็กกว่าจิ๋ว) และเมื่อเมืองกับชนบทนั้นมันเชื่อมต่อกัน การจะมองว่านี่เป็นพรรคเมืองกับพรรคชนบทก็ไม่ง่าย เพราะคราวที่แล้วเอง พรรคบางพรรคก็ชนะในระดับจังหวัดที่ถูกมองว่าเป็นชนบทมาแล้วเช่นกัน

ความน่าสนใจในการเมืองเรื่องการเลือกตั้งในครั้งนี้สำหรับผมจึงอยู่ในระดับรายละเอียดเหล่านี้ด้วย ไม่ใช่แค่เรื่องจุดยืน หรือนโยบาย และไม่ใช่แค่เรื่องที่พูดได้หรือพูดไม่ได้ หรือเรื่องที่โจมตีกัน หรือการจับขั้วตั้งรัฐบาลเท่านั้น

แต่ที่เขียนมาทั้งหมดนี้ก็ยังอยู่บนเงื่อนไขที่ว่าวันนี้ชายแดนยังตรึงกันอยู่แบบนี้ล่ะครับ สัปดาห์หน้าเกิดมีอะไรขึ้นมาอีกก็คงต้องวิเคราะห์กันใหม่อีกอยู่ดี