หน้าแรก คอลัมนิสต์ เมื่ออินทรีเห...

เมื่ออินทรีเหล็กกางกรงเล็บตะปบกลางกรุงการากัส : บทเรียนจากปานามาถึงอิรัก

7.01.26 | 13:09 น.

เมื่ออินทรีเหล็กกางกรงเล็บตะปบกลางกรุงการากัส: บทเรียนจากปานามาถึงอิรัก

คืนวันเสาร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ.2569 ตามเวลาในประเทศไทย เป็นคืนที่โลกการเมืองระหว่างประเทศต้องขยี้ตาแล้วขยี้ตาอีก เมื่อข่าวด่วนพาดหัวสื่อหลักเกือบทุกสำนักรายงานตรงกันว่า กองกำลังพิเศษของสหรัฐอเมริกาได้บุกปฏิบัติการในกรุงการากัส นครหลวงของประเทศเวเนซุเอลา และสามารถควบคุมตัวนายนิโกลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ออกมาจากฐานที่มั่นของตนได้สำเร็จ ก่อนนำตัวขึ้นเครื่องบินทหารออกนอกประเทศภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

ภาพเฮลิคอปเตอร์สีดำลอยต่ำเหนือหลังคาเมือง ภาพทหารติดอาวุธครบมือ และภาพรถหุ้มเกราะแล่นฝ่าความมืด กลายเป็นภาพซ้ำที่โลกเคยเห็นมาแล้ว และทุกครั้งที่เห็น ภาพเหล่านี้ไม่เคยเป็นเรื่องเล็ก เพราะมันหมายถึงการที่รัฐมหาอำนาจตัดสินใจใช้กำลังทหารโดยตรงกับผู้นำรัฐเอกราชอีกครั้งหนึ่ง

เหตุการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายสำหรับผู้ที่ติดตามการเมืองระหว่างประเทศมาอย่างยาวนาน แต่มันคือจุดเดือด ที่พุ่งทะลุปรอทหลังจากหมักหมมมานับทศวรรษ หากจะเข้าใจว่าทำไมสหรัฐอเมริกาถึงต้องลงมือ “อุ้ม” ผู้นำประเทศอื่นในยามวิกาลเช่นนี้

เวเนซุเอลาไม่ใช่รัฐที่ล่มสลายลงในชั่วข้ามคืน หากแต่เป็นประเทศที่ค่อยๆ ไหลลงสู่หล่มลึกทางเศรษฐกิจและการเมืองมานานกว่าสองทศวรรษ ตั้งแต่ยุคฮูโก ชาเวซ ที่นำแนวคิด “สังคมนิยมศตวรรษที่ 21” มาปรับใช้โดยอาศัยรายได้จากน้ำมันเป็นฐานของนโยบายประชานิยมเต็มรูปแบบคืออาศัยรายได้จากการขายน้ำมันเป็นฐานนั่นเอง

Advertisement

ปัญหาคือ เมื่อราคาน้ำมันตกต่ำ การบริหารแบบรวมศูนย์และเต็มไปด้วยการอุปถัมภ์ก็เริ่มเผยให้เห็นโครงสร้างที่ผุพัง การควบคุมค่าเงิน การแช่แข็งราคา และการพึ่งพารัฐวิสาหกิจ ทำให้เศรษฐกิจขาดแรงจูงใจ ขาดการลงทุน และขาดความสามารถในการปรับตัว เศรษฐกิจจึงตกต่ำอย่างน่าใจหาย

เมื่อมาดูโรสืบทอดอำนาจต่อจากชาเวซ วิกฤตเหล่านี้ไม่ได้รับการแก้ไข หากแต่กลับทวีความรุนแรงขึ้น จนเวเนซุเอลาเผชิญภาวะเงินเฟ้อระดับประวัติศาสตร์ ประชาชนขาดแคลนอาหาร ยา และไฟฟ้า ผู้ลี้ภัยหลายล้านคนไหลออกนอกประเทศ ทำให้เพื่อนบ้านในลาตินอเมริกาต้องแบกรับภาระด้านมนุษยธรรม

สหรัฐอเมริกาไม่เคยปิดบังจุดยืนต่อรัฐบาลมาดูโร มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ การอายัดทรัพย์สิน และการไม่ยอมรับความชอบธรรมของการเลือกตั้ง ถูกใช้เป็นเครื่องมือกดดันอย่างต่อเนื่อง ในสายตาวอชิงตัน มาดูโรไม่ใช่แค่ผู้นำเผด็จการ แต่เป็นจุดศูนย์กลางของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ตั้งแต่ยาเสพติด การฟอกเงิน ไปจนถึงการพึ่งพาการสนับสนุนจากรัฐคู่แข่งของสหรัฐอเมริกา อย่างรัสเซียและอิหร่าน เมื่อการเจรจาล้มเหลว การคว่ำบาตรไม่ทำให้ระบอบล่ม และกองทัพเวเนซุเอลายังยืนอยู่ข้างผู้นำ การใช้กำลังแบบจำกัดเป้าหมาย จึงถูกหยิบขึ้นมาจากลิ้นชักอีกครั้งซึ่งเป็นลิ้นชักเดียวกับที่เคยเปิดในปฏิบัติการที่ปานามาและอิรัก

การบุกจับผู้นำประเทศอื่นในลักษณะนี้ ไม่ใช่ครั้งแรกที่สหรัฐอเมริกาทำ หากเราย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ “Operation Just Cause” ใน พ.ศ.2532 สมัยประธานาธิบดีจอร์จ เอช.ดับเบิลยู. บุช (ผู้พ่อ) สหรัฐอเมริกาเคยส่งทหารหลายหมื่นนายบุกปานามาเพื่อลากตัวพลเอกมานูเอล นอเรียกา มาขึ้นศาลที่ไมอามี ในข้อหาเดียวกัน ทั้งนอเรียกาและมาดูโร ถูกสหรัฐอเมริกาตั้งข้อหาค้ายาเสพติดข้ามชาติ (Narco-terrorism) ซึ่งเป็นใบเบิกทางทางกฎหมายให้สหรัฐอเมริกาอ้างสิทธิในการเข้าจับกุม ทั้งๆ ที่นอเรียกาเคยเป็นสายให้ CIA ส่วนมาดูโร (ในฐานะผู้นำของประเทศเวเนซุเอลา) ก็เคยเป็นซัพพลายเออร์น้ำมันรายใหญ่ แต่เมื่อขัดผลประโยชน์และทำตัวเป็นอันธพาลครองเมือง สหรัฐอเมริกาก็พร้อมจะเปลี่ยนสถานะให้เป็นอาชญากร

อย่างไรก็ตาม กรณีมาดูโรใน พ.ศ.2569 นี้มีความซับซ้อนกว่า เพราะเวเนซุเอลามีกำลังรบที่ทันสมัยกว่าปานามาในอดีตมาก มีระบบป้องกันทางอากาศจากรัสเซียที่ทำให้เครื่องบินสหรัฐอเมริกาต้องเหงื่อตก แต่สุดท้ายเทคโนโลยีล่องหน (Stealth) และการข่าวเชิงลึกก็เอาชนะได้ในที่สุด

หลายคนอาจจะนึกถึงกรณี ซัดดัม ฮุสเซน ใน พ.ศ.2546 แต่กรณีมาดูโรแห่งเวเนซุเอลามีความ “เนียน” กว่ามาก เพราะในอิรัก สหรัฐอเมริกาใช้กำลังทหารเต็มรูปแบบ (Invasion) อ้างเรื่องอาวุธทำลายล้างสูง (WMD) ซึ่งภายหลังหาไม่เจอ ทำให้เสียหน้าไปทั่วโลก ส่วนในเวเนซุเอลา สหรัฐอเมริกาได้เลี่ยงการทำสงครามเต็มรูปแบบ แต่ใช้หน่วยรบพิเศษ Delta Force 6 บุกจู่โจม จับตัวเป้าหมายแล้วถอนกำลังออกทันที เพื่อลดแรงเสียดทานจากสังคมโลก และเลี่ยงการถูกตราหน้าว่าเป็นผู้รุกราน

ที่สำคัญคือ ในอิรัก สหรัฐอเมริกาต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวนานนับสิบปีเพื่อสร้างชาติใหม่ แต่ในเวเนซุเอลานั้น มีรัฐบาลเฉพาะกาลของฝ่ายค้านเตรียมพร้อมรอเสียบยอดอยู่แล้ว สหรัฐอเมริกาจึงเพียงแค่ทำหน้าที่เป็นพนักงานจับกุม ตามหมายศาลของนครนิวยอร์กเท่านั้น ดังนั้นการจับกุมมาดูโรเมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นเพียงชัยชนะทางการทหารของสหรัฐอเมริกา แต่มันคือการส่งสัญญาณเตือนไปยังเผด็จการทั่วโลกว่า ยุคสมัยของการหลบหลังอธิปไตยเพื่อกดขี่ประชาชนและค้ายาเสพติดกำลังจะหมดไป

สหรัฐอเมริกาอาจอ้างประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน หรือการปราบอาชญากรรมข้ามชาติ แต่ในแก่นแท้ นี่คือการแสดงให้เห็นว่า เมื่อกลไกทางการทูต เศรษฐกิจ และการเมืองล้มเหลว กำลังทหารยังคงเป็นเครื่องมือสุดท้าย ที่มหาอำนาจพร้อมหยิบมาใช้

ปฏิกิริยาของรัสเซียและจีน จะกล้าขยับตัวช่วยเหลือหรือไม่?

ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกเปราะบาง ผู้เขียนเชื่อว่าคงทำได้แค่ประณามอย่างรุนแรงในองค์การสหประชาชาติ แต่ไม่กล้าเปิดศึกโดยตรง และหากเวเนซุเอลากลับมาผลิตน้ำมันได้เต็มสูบภายใต้รัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตย ราคาน้ำมันโลกอาจดิ่งลง ซึ่งเป็นผลดีต่อผู้บริโภคอย่างเราๆ

สำหรับชะตากรรมของมาดูโรเขาคงไม่ได้ถูกแขวนคอแบบซัดดัม แต่อาจจะต้องไปใช้ชีวิตที่เหลือในคุก Supermax ที่สหรัฐเช่นเดียวกับนอเรียกา แต่ประเทศเวเนซุเอลาหลังมาดูโรจะเดินไปทางไหน ยังไม่มีใครตอบได้ แต่คืนวันเสาร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ.2569 จะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่าเป็นคืนที่โลกได้เห็นอีกครั้งว่า เส้นแบ่งระหว่าง “อธิปไตยของรัฐ” กับ “อำนาจของมหาอำนาจ” นั้น บางและเปราะบางเพียงใด

แต่คำถามที่น่ากลัวที่สุดอาจไม่ใช่ สหรัฐอเมริกาจะทำได้หรือไม่? แต่คือ ประเทศไหนจะเป็นรายต่อไป

โกวิท วงศ์สุรวัฒน์