หน้าแรก คอลัมนิสต์ สุจิตต์ วงษ์เ...

สุจิตต์ วงษ์เทศ | พระวินัยปิฎก มี ‘นิมิต’ แต่ไม่มี ‘ลูกนิมิต’

7.01.26 | 17:34 น.
ฝังลูกนิมิตในโบสถ์ไม่มีในพระวินัยปิฎก [ภาพจากบทความเรื่อง ลูกนิมิต กับ “บุญ” และ “กรรม” การพึ่งพาตนเองของวัดยุคทุนนิยม โดย เอกรินทร์ พึ่งประชา ใน เมืองโบราณ ฉบับตุลาคม-ธันวาคม 2554 หน้า 72]

“นิมิต” เป็นคำมีในพระวินัยปิฎก ส่วนคำว่า “ลูกนิมิต” ไม่มีในพระวินัยปิฎก ทั้งนี้ เป็นข้อมูลได้จากเอกสารสำคัญทางศาสนาพุทธ ดังนี้

(1.) พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม 4 ภาค 1 หน้าที่ 389 อรรถกถานิมิตวินิจฉัย อ้างอิงจากเว็บไซต์ http://84000.org/

(2.) พระไตรปิฎกสำหรับประชาชน ของ สุชีพ ปุญญานุภาพ โดยมหามกุฏราชวิทยาลัย พิมพ์ครั้งที่ 17 พ.ศ. 2550 หน้า 228

(3.) พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) พิมพ์ครั้งที่ 11 พ.ศ. 2551 หน้า 167

(4.) ฝังลูกนิมิต-ผูกสีมา ปุจฉา-วิสัชนา โดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) พิมพ์ครั้งที่ 8 พ.ศ. 2566 หนา 51+ หน้า (อ้างอิงจากเว็บไซต์ วัดญาณเวศ)

Advertisement

[เคยเขียนมาก่อนครั้งหนึ่งแล้วในมติชนออนไลน์ เมื่อวันจันทร์ที่ 29 ธันวาคม 2568 (ปีที่แล้ว) เรื่องโลกของบรรพชิตใน “ลูกนิมิต” กลางโบสถ์ แต่เขียนไม่ดี ทำให้อ่านแล้วเข้าใจตรงข้าม ดังนั้นผมต้องเขียนใหม่ด้วยข้อมูลหลักฐานที่พบเพิ่มเติม]

  1. นิมิต คือ เครื่องหมาย 8 อย่าง

นิมิตเป็นภาษาบาลี แปลว่า เครื่องหมาย ซึ่งมี 8 อย่างที่ได้จากธรรมชาติ ทั้งหมดมีบอกไว้ในพระวินัยปิฎก ได้แก่

(1.) ภูเขา (2.) ก้อนหิน (3.) ป่าไม้ (4.) ต้นไม้ (5.) หนทาง (6.) จอมปลวก (7.) แม่น้ำ(8.) แอ่งน้ำ

ก้อนหิน (นิมิตลำดับที่ 2) ในพระวินัยปิฎก หมายถึง (ก.) ก้อนหินธรรมชาติ (ข.) ไม่กำหนดจำนวน

ดังนั้นก้อนหินในพระวินัยปิฎกเป็นก้อนหินธรรมชาติ จึงไม่ใช่ “ลูกนิมิต” (ซึ่งเป็นก้อนหินทรงกลมที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นใหม่)

  1. “ลูกนิมิต” 9 ลูก

“ลูกนิมิต” ไม่มีในพระวินัยปิฎก พบข้อมูลและหลักฐานต่อไปนี้

(1.) ก้อนหินทรงกลมที่มนุษย์ประดิษฐ์ (ไม่ใช่ก้อนหินธรรมชาติ) เรียก “ลูกนิมิต” นิยมให้มี 8 ลูก ฝังในดิน 8 ทิศ รอบโบสถ์ด้านนอกผังสี่เหลี่ยมผืนผ้า เพื่อเป็นเครื่องหมายแสดงเขตศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งมาจากข้อตกลงเบื้องต้นของใคร? เมื่อไร? ที่ไหน? ไม่พบหลักฐาน

ทำบุญปิดทองลูกนิมิต 8 ลูก จะฝังนอกโบสถ์ และ 1 ลูกในโบสถ์ ที่วัดร่องเสือเต้น เชียงราย (ภาพจาก https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_861942)

(2.) ต่อมามีประเพณีปฏิบัติเชิงวัฒนธรรมโดยเพิ่มลูกนิมิตอีก 1 เป็นลูกที่ 9 ฝังดินในโบสถ์ มีคำอธิบายชัดเจนจากนักปราชญ์สงฆ์ ดังนี้

ลูกนิมิตจำลองแขวนบนสายแหรกหวาย ด้วยการใช้มีดคมๆ ตัดหวายให้ลูกนิมิตหล่นลงหลุม ซึ่งเป็นโมเดลพิธีฝังกลางโบสถ์ (พิพิธภัณฑ์กษาปณ์ กรุงเทพมหานคร)

“ได้เกิดประเพณีปฏิบัติในเชิงวัฒนธรรมขึ้นมา ให้เพิ่มนิมิตอีกลูกหนึ่งเป็นลูกที่ 9 อยู่ตรงกลาง เลยเรียกเป็นลูกประธาน ลูกตรงกลาง อันที่จริงไม่ได้เป็นเขตอะไร แต่ก็พลอยเรียกเป็นลูกนิมิตไปด้วย ก็ถือว่าเป็นลูกแถมตามประเพณีก็แล้วกัน”

[จากเอกสาร ฝังลูกนิมิต-ผูกสีมา ปุจฉา-วิสัชนา ของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ที่ระลึกงานฝังลูกนิมิต-ผูกสีมา วัดญาณเวศกวัณ ระหว่างวันที่ 6-12 มกราคม 2544]

  1. สีมานิมิตอยู่นอกโบสถ์

นิมิตแปลว่าเครื่องหมาย แต่มีคำถามว่าเป็นเครื่องหมายของอะไร? มีคำอธิบายว่านิมิตคือเครื่องหมายของสีมาซึ่งแปลว่าเขต ดังนั้นสีมานิมิต หมายถึงเครื่องหมายของเขต ดังนี้

(1.) สังคมไทยฝังลูกนิมิตไว้ในพื้นดินรอบโบสถ์ด้านนอก จึงมองไม่เห็นลูกนิมิต

(2.) ต่อมาได้ทำแผ่นหินเรียกใบสีมาหรือใบเสมาปักไว้เหนือหลุมฝังลูกนิมิต เพื่อเป็นที่สังเกตว่ามีลูกนิมิตฝัง ซึ่งพบในวัดทั่วไปทุกวันนี้

(3.) ดังนั้นสีมานิมิตฝังรอบโบสถ์ด้านนอก มีคำอธิบาย (ของนักปราชญ์สงฆ์) น่าเชื่อถือว่าเป็นพัฒนาการทางความเชื่อในสังคมไทยที่สืบเนื่องจากข้อความในพระวินัยปิฎก (หมายความว่าพระวินัยปิฎกไม่ได้บอกว่าก้อนหินทรงกลม 8 ลูกฝังรอบโบสถ์ด้านนอก แต่ถูกสร้างสมัยหลังให้มี 8 ลูก)

ส่วน ลูกนิมิต” ฝังดินกลางโบสถ์ คืออะไร? มาจากไหน? หมายถึงอะไร? ไม่พบในพระวินัยปิฎก และยังไม่พบคำอธิบายจากชาวพุทธ หรือจากนักปราชญ์ราชการทั้งหลาย ดังนั้นจึงเปิดกว้างให้สร้างคำอธิบายใหม่ตามที่พบหลักฐานแวดล้อม

  1. หัวคนที่ตายแล้ว

ไมเคิล ไรท “ฝรั่งคลั่งสยาม” เคยเขียนเรื่อง “หัวใครหัวมัน” ใน ศิลปวัฒนธรรม เมื่อ 37 ปีที่แล้ว (พ.ศ. 2532) ว่าลูกนิมิตเป็นสัญลักษณ์ของหัวคนที่ตายแล้ว ส่วนหลุมฝังลูกนิมิตเป็นหลุมฝังศพ

แต่ไม่จำเป็นต้องเชื่อตามความเห็นของไมเคิล ไรท ดังนั้นใครจะอธิบายต่างไปอีกก็ได้ ไม่จำกัด

  1. โลกของบรรพชิต ในลูกนิมิตกลางโบสถ์

ลูกนิมิตที่ฝังกลางโบสถ์ เป็นความเชื่อทางศาสนาผีที่ถูกทำให้เป็นศาสนาพุทธ

ศาสนาผีเชื่อว่า การเกิด คือเมื่อคลอดจากครรภ์มารดา หมายถึงตายจากท้องของแม่ไปอยู่ในโลกของคน และการตาย หมายถึงคนตายจากโลกของคน ส่วนขวัญไม่ตาย แต่คืนสู่ครรภ์มารดาเกิดใหม่ในท้องของแม่

ครรภ์มารดาถูกสร้างสัญลักษณ์เป็นภาชนะทรงกลมเหมือนน้ำเต้าให้กำเนิดคน ดังพบในหลุมฝังศพมีกระดูกคนตายบรรจุในภาชนะทรงกลมนั้น

ลูกนิมิตฝังในโบสถ์ เป็นสัญลักษณ์ของภาชนะทรงกลมซึ่งจำลองจากท้องของแม่หรือครรภ์มารดาที่เกี่ยวข้องพิธีบวชตั้งแต่ต้นจนปลาย ดังนี้

(1.) ทำขวัญนาคก่อนบวชในโบสถ์ หมอขวัญพรรณนาการเกิดของคนตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ กระทั่งตายจากท้องแม่แล้วเกิดเป็นคนที่เจริญเติบโตมีอายุครบบวช

(2.) บวชในโบสถ์ฝังลูกนิมิต หมายถึงการตายจากโลกของคน (คฤหัสถ์) แล้วเกิดใหม่ในโลกของสงฆ์ (บรรพชิต) คือภายในอาคารโบสถ์ที่มีลูกนิมิตฝังไว้เป็นสัญลักษณ์ของการเกิดใหม่

ดังนั้นต้องทบทวนความเชื่อทางศาสนาผี ดังต่อไปนี้

การเกิดและหลังความตาย

คนเกิดจากน้ำเต้า เมื่อหลายพันปีมาแล้วมีความเชื่อตามเรื่องเล่าเก่าแก่ว่าคนเกิดจากน้ำเต้า เหตุจากรูปร่างของผลน้ำเต้าเหมือท้องของแม่ที่มีลูกมากราวเมล็ดน้ำเต้า ดังนั้น เมื่อคนตายไปจึงเอากระดูกศพใส่ภาชนะดินเผารูปน้ำเต้าแล้วฝังดิน เสมือนคนที่ตายแล้วคืนสู่ครรภ์มารดา

น้ำเต้าในธรรมชาติมีรูปทรงหลายอย่าง แต่ที่รู้จักมากมี 2 อย่าง คือทรงกลมและทรงยาว เป็นเหตุให้คนเมื่อหลายพันปีมาแล้วทำภาชนะดินเผา 2 แบบ คือทรงกลมและทรงยาว ซึ่งนักโบราณคดี (กรมศิลปากร) ขุดพบหลักฐานเป็นภาชนะดินเผา 2 แบบ อายุราว 2,500 ปีมาแล้ว ที่ทุ่งกุลาร้องไห้ (บ้านเมืองบัว อ. เกษตรวิสัย จ. ร้อยเอ็ด)

ภาชนะดินเผามีฝา และมีเอวคอดคล้ายผลน้ำเต้า บรรจุกระดูกมนุษย์ ราว 2,500 ปีมาแล้ว (ต้นแบบหม้อดินเผาปิดด้วยฝาละมี)

[พบในแหล่งโบราณคดีเขตทุ่งกุลาร้องไห้ อ. เกษตรวิสัย จ. ร้อยเอ็ด (ภาพจากหนังสือ ศิลปวัฒนธรรมไทย กระทรวงวัฒนธรรม พิมพ์ครั้งที่สอง พ.ศ. 2557 หน้า 44)]

(1.) ภาชนะดินเผาทรงกลม มีก้นกลม (เหมือนน้ำเต้าทรงกลม) ใส่กระดูกคนตายฝังดิน หรือฝังดินรวมกับศพเป็นเครื่องใช้ใน “โลกของผี”

ภาชนะดินเผาก้นกลม เรียก “หม้อดิน” พบมากที่สุดตามแหล่งโบราณคดี และใช้สืบเนื่องจนปัจจุบัน ที่ชาวบ้านใส่อัฐิคนตายแล้วห่อด้วยผ้าขาวเอาไปฝากศาลาวัดไว้สำหรับทำบุญชักบังสุกุลตอนสงกรานต์

(2.) ภาชนะดินเผาทรงยาว (เหมือนน้ำเต้าทรงยาว) นักโบราณคดีเรียก “แค็ปซูล” ใส่กระดูกคนตายฝังดิน (ไม่พบทั่วไป) พบมากบริเวณทุ่งกุลาร้องไห้ (ลุ่มน้ำมูล) ในอีสานจึงจัดเฉพาะเป็น “วัฒนธรรมทุ่งกุลา”

ภาชนะดินเผา “แค็ปซูล” เหมือนน้ำเต้าทรงยาว มีลักษณะรูปทรงสำคัญแบบเดียวกับโกศ (บรรจุอัฐิ) ของคนปัจจุบัน

หลังความตายคืนสู่ครรภ์มารดา คนไทยทุกวันนี้มีความเชื่อเรื่องเวียนว่ายตายเกิดที่รับจากอินเดียทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และศาสนาพุทธ ว่าเมื่อคนตายไปก็จุติทันที  แล้วเกิดใหม่โดยไม่รู้ว่าเป็นคนหรือเป็นอะไร? ที่ไหน? เมื่อไร?

โลกหลังความตายของคนเมื่อหลายพันปีมาแล้วต่างจากคนปัจจุบัน เพราะคนในไทยและอุษาคเนย์สมัยนั้น มี “วัฒนธรรมร่วม” ด้วยความเชื่อเกี่ยวกับเกิด-ตายอย่างเดียวกันดังนี้

เกิด เมื่อคนคลอดจากครรภ์มารดา คือการตายของคนนั้นจากท้องแม่ไปอยู่ใน “โลกของคน”

ตาย เมื่อคนตาย ส่วนขวัญไม่ตาย ไปอยู่ใน “โลกของผี” แล้วคืนสู่ครรภ์มารดา คือการเกิดใหม่อีกครั้งในท้องแม่ เป็นเหตุให้มีพิธีกรรมเซ่นผีด้วยข้าวปลาอาหารและของกินอื่นๆ เพราะเชื่อว่าผู้ตายยังมีวิถีปกติเหมือนเมื่อไม่ตาย เพียงแต่อยู่ต่างมิติ

[แนวคิดที่ยกมา ตามหลักฐานจากพิธีศพของชาวจาม (พูดภาษาตระกูลชวา-มลายูในเวียดนาม) โดย ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ (คอลัมน์ On History ใน มติชนสุดสัปดาห์ ประจำวันที่ 24-30 ตุลาคม 2568 หน้า 71)]

ครรภ์มารดา คือท้องของแม่ พิธีฝังศพของคนหลายพันปีมาแล้ว แสดงสัญลักษณ์ของการปฏิสนธิในครรภ์มารดา ดังนี้

(1.) ขุดดินฝังศพในหลุม แล้วสร้างเรือนจำลองคร่อมหลุมฝังศพ (ต่อมาเรียกเฮือนเฮ่ว, เฮือนแฮ้ว)

(2.) เรือนจำลองคร่อมหลุมฝังศพ มีหลังคาโค้งเหมือนท้องของแม่ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าศพในหลุมคือทารกมีร่างกายเกิดใหม่ในครรภ์มารดา

(3.) ในเรือนจำลองมีอวัยวะเพศชาย (ทำจากไม้) ตั้งไว้ เป็นสัญลักษณ์ของการร่วมเพศ โดยอวัยวะเพศชายสอดใส่เข้ามดลูกของแม่

เรือนจำลองคร่อมหลุมศพมีหลังโค้งเหมือนท้องแม่ ได้จากเรือนจริงซึ่งเป็นที่อยู่ของคนหลายพันปีมาแล้วสืบเนื่องถึงปัจจุบัน พบทั่วไปในชุมชนผู้ไทที่เมืองแถน (เดียนเบียนฟู) ในเวียดนาม และผู้ไท (โซ่ง) ในประเทศไทย

เรือนผู้ไทโดยทั่วไปเชื่อตามสามัญสำนึกของคนปัจจุบันว่ามีหลังคาเหมือนกระดองเต่า แต่เมื่อพบความเชื่อของชาวจามที่สืบเนื่องหลายพันปีมาแล้ว ทำให้น่าเชื่อว่าหลังคาโค้งเหมือนท้องแม่ โดยคนมีชีวิตใต้หลังคาเรือนเหมือนอยู่ในความคุ้มครองของแม่ตลอดเวลา

ผีในพุทธ-พุทธในผี สืบเนื่องจากศาสนาพุทธจากอินเดียเมื่อแผ่ถึงอุษาคเนย์ ทำให้พบศาสนาผีที่เป็นความเชื่อดั้งเดิมของอุษาคเนย์ แล้วมีการปะทะกัน ราว 1,500 ปีมาแล้ว หลัง พ.ศ. 1000

แต่พุทธปราบผีไม่ลง เพราะความเชื่อผีของคนพื้นเมืองแข็งแรง หนักแน่น ทำให้พุทธต้องประนีประนอมยอมรับหลักการของผี มิฉะนั้นเผยแผ่พุทธไม่สำเร็จ จึงทำให้พุทธปนผีด้วยการปรับเรื่องวิญญาณทางพุทธปนกับขวัญทางผี แล้วยอมรับโลกหลังความตายด้วยการปรับใช้ในลูกนิมิต ดังนั้นลูกนิมิตฝังหลุมกลางโบสถ์ในวัดทุกวันนี้ไม่มีในพระวินัยปิฎก จึงน่าสงสัยว่าเป็นความเชื่อพื้นเมือง “พุทธปนผี” ได้แก่

พิธีบวช ฝ่ายพุทธยอมให้ก่อนบวชมีทำขวัญแบบฝ่ายผี เรียกบวชนาค

เขตศักดิ์สิทธิ์ ฝ่ายพุทธยอมให้มีหินตั้งใช้ปักบอกพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์แบบฝ่ายผีแล้วพัฒนาเป็นสีมารอบโบสถ์ เรียกเสมาหิน

วัดบนหลุมฝังศพ พบในชุมชนพื้นเมืองทางศาสนาผีมี “ลานกลางบ้าน” หมายถึงลานกลางชุมชนหมู่บ้าน เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ใช้ทำพิธีกรรมสำคัญทางศาสนาผี และเป็นที่ฝังศพหัวหน้าเผ่าพันธุ์และโคตรตระกูล (เช่น บ้านเชียง จ. อุดรธานี เป็นลานกลางบ้านที่ฝังศพตระกูลชนชั้นนำ 3,000 ปีมาแล้ว จึงพบเครื่องมือเครื่องใช้จำนวนมากทำจากโลหะสำริดที่ไม่มีในหมู่ประชาชนทั่วไป)

หลังชุมชนพื้นเมืองยอมรับนับถือศาสนาพุทธจากอินเดีย ได้ยกพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์คือลานกลางบ้านเป็นที่สร้างวัดสมัยแรกๆ ทำให้วัดสร้างทับพื้นที่ฝังศพหัวหน้าเผ่าพันธุ์และโคตรตระกูล พบหลักฐานหลายแห่ง (แต่ที่รู้จักมาก คือ วัดชมชื่น อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย มีโครงกระดูกจำนวนมากสมัยก่อนประวัติศาสตร์ฝังดินอยู่ใต้พื้นอาคารสำคัญของวัด)

เหล่านี้เองเป็นเหตุให้มี “ลูกนิมิต” ฝังไว้ในโบสถ์ตามความเชื่อพุทธในผีว่าตายจากโลกของคน (คฤหัสถ์) แล้วเกิดใหม่ในโลกของสงฆ์ (บรรพชิต) คือโบสถ์ แล้วปฏิบัติสืบเนื่องไม่ขาดสายจนทุกวันนี้