เหมือนกับว่า “อำนาจ” ยังอยู่ในกำมือและความยึดครองของ “คสช.” อย่างเต็มเปี่ยม ต้องการจะทำอะไรก็สามารถทำได้
จากเดือนพฤษภาคม 2557 ถึงเดือนพฤษภาคม 2558 อาจเป็นเช่นนั้น
หรือแม้กระทั่งจากเดือนพฤษภาคม 2558 ถึงเดือนพฤษภาคม 2559 ก็ยังอาจเป็นเช่นนั้น โดยเฉพาะเมื่อสามารถผ่าน “ประชามติ” รับร่างรัฐธรรมนูญได้ในอีกไม่กี่เดือนต่อมา
แต่เมื่อผ่านเข้าสู่เดือนพฤษภาคม 2560 ก็เริ่มมองเห็นอุปสรรค
เห็นได้จากเมื่อมีคำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 5/2560 ออกมาเพื่อดำเนินการกับวัดพระธรรมกายในเดือนมีนาคม ผลลัพธ์กลับไม่เป็นไปตาม “เป้า”
เห็นได้จากเมื่อมีคำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 14/2560 ออกมาในห้วงแห่งเทศกาลสงกรานต์ ยังไม่ทันได้ขยับอะไร เสียงร้องต้านก็ดังจากเกือบทั่วประเทศ ในที่สุดก็ต้อง “ชะลอ” และไม่มีการ “ปฏิบัติ”
ทั้งๆ ที่ไม่ว่าจะเป็นคำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 5/2560 ไม่ว่าจะเป็นคำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 14/2560 ออกมาโดยอำนาจแห่งมาตรา 44
เดือนพฤษภาคม 2560 จึงไม่เหมือนเดือนพฤษภาคม 2557
ระยะนับแต่เดือนพฤษภาคม 2557 เป็นต้นมา ถือได้ว่าการขับเคลื่อนประเทศไทยอยู่ในความรับผิดชอบโดย “คสช.” อย่างเต็มเปี่ยม
บรรดา “อำนาจเก่า” ถูกรุกไล่อย่างต่อเนื่อง
ไม่ว่า นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ไม่ว่า นายจาตุรนต์ ฉายแสง ล้วนถูกต้อนเข้ามุม จนป่านนี้ นายจาตุรนต์ ฉายแสง ยังถูกยึด “พาสปอร์ต” ยิ่งกว่านั้น นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ยังถูกถอดถอน
ยังมีรถฮัมวี่ตระเวนไปหน้าบ้าน นายวัฒนา เมืองสุข ในยามวิกาล
ชะตากรรม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หนักหนาสาหัส ไม่เพียงแต่ถูก “ถอดถอน” ซ้ำแล้วซ้ำอีก หากแต่ยังต้องคดีจากโครงการรับจำนำข้าว และยังมีมาตรา 44 เปิดทางสะดวกไปสู่การอายัดและยึดทรัพย์
พลังจากพรรคเพื่อไทย พลังจาก นปช.คนเสื้อแดง จึงป้อแป้ โรยรา แทบไม่มีเรี่ยวแรงอะไรจะไปต่อกรกับอำนาจ “คสช.” ได้
เปิดทางให้ “คสช.” สร้างผลงานเต็มพิกัด
จากเดือนพฤษภาคม 2557 เรื่อยมากระทั่งถึงเดือนพฤษภาคม 2559 จึงเป็นระยะเวลาแห่งการสร้างผลและความสำเร็จ
นับแต่เดือนพฤษภาคม 2560 น่าจะเป็นระยะแห่งการออกดอกออกผล
กระนั้นหากติดตามการสำรวจจากโพลสำนักต่างๆ โดยเฉพาะสวนดุสิตโพล กลับสะท้อนออกมาว่าคะแนนและความนิยมของ คสช.และรัฐบาลลดลง
ปัญหาหนักหน่วงก็คือปัญหาในทางเศรษฐกิจ
ปัญหารองลงมาก็คือ ปัญหาอันเป็นข้อสงสัยต่อการทุจริตคอร์รัปชั่น และปัญหาอันเป็นความสงสัยต่อการเลือกตั้ง
เป็นไปได้อย่างไร ในเมื่อ “ประชานิยม” ก็ไม่มีอะไรเหลืออยู่แล้ว มีแต่การผนึกตัวรวมพลังกับทุนใหญ่ภายใต้คำขวัญ “ประชารัฐ”
“คสช.” น่าจะเป็น “ความหวัง”
หากดูผ่านกระบวนท่าต่อ “วัดพระธรรมกาย” หากดูผ่านกระบวนท่าต่อ “รถกระบะ” ความหวังก็ริบหรี่อย่างยิ่ง
ขณะเดียวกัน เมื่อผ่านเข้าสู่โครงการจัดซื้อ “เรือดำน้ำ” เมื่อผ่านเข้าสู่ร่างกฎหมายคุ้มครองและส่งเสริมมาตรฐานวิชาชีพสื่อ
ก็ยิ่งไม่แน่ใจในความเชื่อมั่นอันเคยมีต่อ “คสช.”
3 ปีที่ผ่านมาแทนที่จะเปี่ยมด้วย “ผลงาน” หากกลับสร้างความคลางแคลง ไม่แน่ใจ

