เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเอกสาร “ข้อมูลเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติ เพื่อให้ความเห็นชอบการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่” ของ กกต.มาถึงบ้านผมสองฉบับ ซึ่งก็ไม่ทราบว่าทำไมได้สองฉบับและบ้านอื่นได้มากกว่าหรือน้อยกว่านี้หรือไม่
คำถามสำคัญก็คือเอกสารนี้ได้ประโยชน์อะไร เพราะเขียนมาค่อนข้างวกวน ในจำนวนสามสิบกว่าหน้า (สำหรับผมมาเป็นแผ่นพับง่ายๆ น่าจะดีกว่า)
ทั้งที่มีให้เลือกแค่เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบเท่านั้นเอง
มองในแง่บวกต่อไปนี้อยากให้ กกต.ทำเอกสารที่ง่ายกว่านี้ และมีลักษณะที่ interactive ได้มากกว่านี้ เช่นในเอกสารแจ้งสิทธิในการเลือกตั้ง สถานที่ และขั้นตอนการวางหีบ อยากให้ กกต.ลงทุนกับเอกสารนี้ให้คนสามารถส่งกลับไปที่ กกต.หลังจากเลือกตั้งว่า การจัดการเลือกตั้งจริงเป็นไปตามที่เขียนมาไหม ตั้งแต่การจัดคูหา ขั้นตอน หรือแนวโน้มการสื่อสาร และการทุจริตในการจัดการเลือกตั้ง หรือแจ้งเบาะแสการทุจริตได้ง่ายขึ้นด้วย
จากที่ผมทำวิจัยการเลือกตั้งมาหลายปี ผมไม่ได้คิดว่า กกต.อยู่ตรงข้ามประชาธิปไตย เพียงแต่เขามีโลก วิธีคิด และวิธีปฏิบัติในแบบของเขานั่นแหละครับ ซึ่งในระยะยาวมันก็คือระบบราชการของการเลือกตั้ง electoral bureaucracy นั่นแหละครับ
เช่นการพูดเรื่องของระเบียบการลงประชามติที่ไม่ตรงกับระเบียบการเลือกตั้ง หรือการแบ่งพื้นที่การเลือกตั้งที่ต้องการเฉลี่ยคนให้เท่าๆ กันในแต่ละเขตมากกว่าเรื่องของความคุ้นชินของประชาชน และความผูกพันของวัฒนธรรม
อย่างไรก็ตาม พอยิ่งใกล้การเลือกตั้ง คือเหลือเวลาหนึ่งเดือน ประเด็นเรื่องของการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นก็ดูจะเริ่มชัดเจนขึ้น แม้ว่าการไปลงมติอาจจะขลุกขลักอยู่สักหน่อย
อย่างน้อยการเลือกตั้งครั้งนี้ที่ทำพร้อมการลงประชามติเห็นชอบ/ไม่เห็นชอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ทำไปด้วยกัน
และเรื่องสำคัญก็คือ การลงมติรอบนี้ทำให้เราเห็นว่าน่าจะมีความเป็นไปได้ว่าการลงมติเห็นชอบให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่น่าจะได้รับความสนใจมากขึ้นในช่วงจากนี้ไป และการรณรงค์ไม่เห็นชอบอาจจะไม่ชัดเท่าไหร่
ไม่ได้แปลว่าการเห็นชอบจะผ่าน แต่การรณรงค์ไม่เห็นชอบดูจะเปลืองแรงมากกว่า
แต่ประมาทอิทธิพลของการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารไม่ได้หรอกครับในช่วงใกล้ๆ วันลงคะแนน
ซึ่งก็คงย้อนกลับไปใหม่ว่าเอกสารที่ กกต.แจกไม่ได้ช่วยอะไร หรือให้หลักอะไรในโลกของการบิดเบือนข้อมูลสักเท่าไหร่
แต่ในภาพรวมของบรรยากาศการรณรงค์นี้
ก็จะเห็นว่าการรณรงค์เห็นชอบนั้นทำได้กว้างขวางขึ้น ในบรรยากาศที่เปิดกว่าการทำประชามติรัฐธรรมนูญสองครั้งที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ในบรรยากาศของการทำรัฐประหาร
ได้แต่ฝากความเห็นไว้ว่า การพิจารณาประเด็นเรื่องของการเห็นชอบ ไม่เห็นชอบ ต่อรัฐธรรมนูญมันมีความสำคัญ เพราะมันมีผลต่อการทำงานของการเมืองและประชาธิปไตย
การเลือกตั้งที่เรากำลังขับเคลื่อนร่วมกันอยู่นี้มันไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนการเมืองได้ ถ้ากรอบกติกาและกลไกต่างๆ มันไม่เอื้อ (ภาษาวิชาการเรียกว่าสถาบัน แต่อาจจะสับสนกับคำนี้ได้ง่าย) ดังนั้น จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ภายใต้กลไกของระบอบประชาธิปไตยก็เป็นเรื่องที่น่าจะสร้างความหวังได้
ที่สำคัญการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยังมีหนทางอีกยาวไกล มันเป็นโอกาสที่จะได้มาพูดคุยกันจากหลายฝ่ายในแง่ของเนื้อหาและกระบวนการ ซึ่งก็น่าจะเป็นนิมิตหมายอันดีในการเดินหน้าไปด้วยกัน
ในส่วนที่เหลือของบทความนี้จะขอตั้งข้อสังเกตเรื่องของการรณรงค์เลือกตั้งต่อในฐานะบันทึกปรากฏการณ์ทางการเมืองในช่วงนี้
ประการแรก ผมคิดว่าเรื่องการดีเบตจะลดความน่าสนใจลง จะมีแต่เรื่องโพลและข่าวรายวัน เพราะการดีเบตจะเริ่มอีกทีประมาณปลายเดือน
แต่กระนั้นก็ตามการดีเบตก็จะลดพลังลง เพราะจุดใหญ่ใจความยังอยู่ที่เรื่องของผลโพล และการลุ้นว่าคนที่ยังไม่ตัดสินใจนั้นจะตัดสินใจไปทางไหน
ประการที่สอง ผลโพลจะให้คำตอบได้แค่คะแนนบัญชีรายชื่อ และความนิยมของตัวผู้ได้รับเสนอรายชื่อเป็นนายกฯของแต่ละพรรค ไม่ได้มีผลต่อคะแนนเขตมากนัก เพราะในแต่ละเขตมีเงื่อนไขปัจจัยอีกมากมาย
ประการที่สาม ผลโพลออนไลน์ของแต่ละสำนักข่าวจะเผชิญกับปัญหาการ “ทำพื้นที่ออนไลน์” ของแต่ละพรรคมากขึ้น หมายถึงการที่กองเชียร์หรือกลไกทีมทำงานของแต่ละพรรคจะเข้ามาลงคะแนนเพื่อให้ทีมของตัวเองได้เปรียบ
และค่าใช้จ่ายต่อหน่วยในการทำนั้นน้อยกว่าการลงพื้นที่จริงอยู่มากมาย
ประการที่สี่ สื่อและคนเสพสื่อสนใจอยู่สองเรื่องในการรณรงค์ในการเลือกตั้งครั้งนี้ คือ จำนวนเก้าอี้ที่คาดว่าจะได้ของแต่ละพรรค และจุดยืนในการตั้งรัฐบาลของแต่ละพรรค ว่าจะตั้งร่วมกับใครบ้าง มากกว่าเรื่องนโยบาย
ประการที่ห้า นโยบายของแต่ละพรรคไม่ได้ต่างกันมาก มีต่างกันในระดับโครงการในแง่
ลดแลกแจกแถม หรือจำนวนตัวเงิน
ประการที่หก เมื่อพรรคประชาชนเปิดตัวคนนอกจะมาเป็นทีมทำงาน ซึ่งตอนแรกคือว่าที่รัฐมนตรี แต่ต่อมาก็ยังไม่แน่ใจว่าจะเป็นตำแหน่งไหน ข้อดีก็คือ ทำให้แต่ละพรรคต้องคิดให้ชัดว่าประชาชนควรได้รับรู้ว่าใครควรจะได้เป็นรัฐมนตรีบ้าง
แต่คำถามที่ยังค้างคาก็คือ ส.ส.ควรจะมาเป็นรัฐมนตรีสักแค่ไหน และที่กระทรวงไหนบ้าง
จำเป็นไหมที่ต้องเอานักปฏิบัติมาเป็นรัฐมนตรี
อะไรคือคุณสมบัติของความเป็นรัฐมนตรีกันแน่?
เรื่องนี้น่าจะไม่มีคำตอบตายตัว บางทีก็ขึ้นกับยุคสมัย นักการเมืองที่เป็นรัฐมนตรีได้ดีก็มีให้เห็นอยู่มากมาย
เทคโนแครต และอดีตข้าราชการหลายคนที่เคยมาทำงานในตำแหน่งนี้ก็มีที่โลกลืมไปแล้วก็มี หรือที่ไม่เข้าท่าเข้าทางก็มีมาก
ในทางบวก เราคงจะต้องมาตั้งหลัก กันว่า บทบาทของพรรค ทีมงานพรรค ส.ส.เขต ส.ส.บัญชีรายชื่อ ผู้ได้รับเสนอชื่อจากพรรคในฐานะทีมงานระดับรัฐมนตรีและว่าที่รัฐมนตรี และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นั้นจะทำหน้าที่อย่างไร
ประการที่เจ็ด การเลือกตั้ง อบต.ในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา จะส่งผลกับโค้งสุดท้ายของการรณรงค์การเลือกตั้งทั่วไปในเดือนหน้าอย่างแน่นอน โดยเฉพาะการเลือกตั้งในระดับเขตนอกพื้นที่เทศบาล กทม. และพัทยา แต่จะส่งผลมากเท่าไหร่ขึ้นอยู่กับความเข้าใจของพลวัตการเลือกตั้งและการเมืองท้องถิ่นที่ “คนพูดเยอะ แต่ศึกษาน้อย”
อย่างไรก็ตาม ที่เขียนมานี้ต้องใช้ความระมัดระวังในการวิเคราะห์และเข้าใจ เพราะกลไกการระดมคะแนนในระดับท้องถิ่น ทั้ง อบต. อบจ. เทศบาล ส.ก. นั้นมีผลต่อการเลือกตั้งระดับชาติ
แต่ไม่ได้หมายความว่า “ผลการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น” จะเป็นไปในทิศทางเดียวกับ “ผลการเลือกตั้งในการเลือกตั้งระดับชาติ” อย่างตรงไปตรงมา
การวิเคราะห์หน้าสื่อมักสนใจอนุมานจากผลการเลือกตั้งล่าสุด และตัวผู้เล่น คือผู้สมัคร
แต่การทำความเข้าใจ “ตัวผู้เลือก” คือประชากรในพื้นที่ว่ามีความเปลี่ยนแปลงอย่างไร มีกลุ่มไหนบ้าง ทั้งในส่วนของการแยกแยะตามช่วงวัย ที่เริ่มสนใจมากขึ้น แต่ในส่วนอื่นยังน้อยอยู่ เช่น เศรษฐสถานะ และเรื่องราวอื่นๆ ของเขา
มาลองดูกันครับว่าในโค้งท้ายๆ ของการรณรงค์เลือกตั้ง และประชามติ รธน. จะมีอะไรน่าสนใจเพิ่มเติมขึ้นอีกไหมครับ

