หน้าแรก คอลัมนิสต์ พล.อ.นิพัทธ์ ...

พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก | สาธารณรัฐกอทูเล…วันนี้ก็มาถึงจนได้

12.01.26 | 12:55 น.

สาธารณรัฐกอทูเล – 7 มกราคม 2569 ผู้นำกลุ่มกะเหรี่ยง (1 ในรัฐของประเทศเมียนมา) ที่อิงแอบ…แนบชิดกับไทยทางทิศตะวันตก ประกาศเปรี้ยง ขอเป็นเอกราช ขอแยกตัวออกจากสหภาพเมียนมา ตั้งดินแดนของ “ชนเผ่ากะเหรี่ยง” ชื่อ สาธารณรัฐกอทูเล (Republic of Kawthoolei)

อาณาเขตประเทศไทยทางทิศตะวันตกที่มีพรมแดนบางส่วนเชื่อมต่อกับสาธารณรัฐกอทูเลน่าจะร้อนระอุอีกครั้ง หากในอนาคตเกิดความขัดแย้งระหว่างสหภาพเมียนมากับสาธารณรัฐกอทูเล

การประกาศขอแยกตัวของกอทูเลยังเป็นเพียงคำประกาศกว้างๆ ยังไม่มีรายละเอียดเรื่องพื้นที่และเงื่อนไขอื่นๆ พื้นที่ครอบครองในปัจจุบันอยู่ตรงไหน น่ากังวลที่สาธารณรัฐกอทูเลมีพื้นที่ติดกับหลายจังหวัดของประเทศไทย

(รัฐกะเหรี่ยงติดต่อกับ จ.แม่ฮ่องสอน ตาก และกาญจนบุรี)

แผ่นดินพม่า มีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 135 กลุ่ม มีกลุ่มหลัก 7 กลุ่ม ที่ต่อสู้เพื่อสิทธิในการกำหนดอนาคตของตนเอง ต้องการอำนาจปกครองตนเอง หรือเอกราช ขณะที่รัฐบาลทหารต้องการรวมศูนย์อำนาจ

Advertisement

เป็นประเทศที่มีสงครามกลางเมืองยาวนานที่สุดในโลกกว่า 80 ปี

กองทัพก่อรัฐประหารปี 2564 ทำให้เกิดการประท้วงและขบวนการต่อต้านนำไปสู่การรวมตัวของกลุ่มต่อต้านต่างๆ ที่สู้รบกับทหารทั่วประเทศ

เป็นสงครามกลางเมืองที่ซับซ้อน มีรากฐานมาจากการเรียกร้องเอกราชของกลุ่มชาติพันธุ์และต่อต้านอำนาจรัฐบาลทหารดุเดือดขึ้นหลังการรัฐประหาร

1 ในกลุ่มต่อต้านที่เข้มแข็งคือ สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) ซึ่งกองทัพพม่าพยายามทำสงครามเพื่อสลายกองกำลังนี้มาตลอด

ช่วง พ.ศ.2540 กองทัพพม่าใช้สงครามจิตวิทยาให้พระสงฆ์กะเหรี่ยงนำกลุ่มชาว “กะเหรี่ยงพุทธ” แยกตัวออกมาเป็นกองกำลังกะเหรี่ยงพุทธ (DKBA) แล้วติดอาวุธให้เพื่อรบกับกะเหรี่ยงคริสต์

ช่วงเวลานั้น KNU ทรุดลงอย่างเห็นได้ชัด หากแต่ “ผลประโยชน์” เป็นตัวตั้ง-เป็นหลักคิดเสมอมา มีการแปรพักตร์ ย้ายขั้ว เปลี่ยนข้างกันอีกหลายตลบ

ที่ผ่านมาราว 80 ปี ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีกองกำลังติดอาวุธกะเหรี่ยงข้ามไป-มา ทั้งปกติและไม่ปกติ เกิดสถานการณ์ตึงเครียดบ่อยครั้ง แต่ที่แน่นอนที่สุด ชาวกะเหรี่ยงจะอพหนีสงครามเข้ามาในไทย…กลับออกไปบ้าง ไม่กลับบ้าง

ชาวกะเหรี่ยงในเมียนมาอยู่ติดกับชายแดนไทยจำนวนมากที่สุดตั้งแต่ จ.แม่ฮ่องสอน ลงไปถึง จ.ราชบุรี

คำว่า กอทูเล หมายถึง รัฐที่ปราศจากความชั่วร้ายและการกดขี่

ขมิ้นกับปูน คือ คำนิยามระหว่างชาวพม่า-กะเหรี่ยง

ชนเผ่ากะเหรี่ยงเป็นใคร เหตุไฉนจึงไม่กินเส้นกับพม่า

ชาวกะเหรี่ยงในพม่าคาดว่ามีประชากรประมาณ 5-7 ล้านคน

ความบาดหมาง-แผลในใจ แต่เก่าก่อน…

ในปี พ.ศ.2491 หลังจากพม่าได้รับเอกราชจากอังกฤษ พื้นที่ลุ่มน้ำสาละวินและพื้นที่ใกล้เคียงที่ชาวกะเหรี่ยงอาศัยอยู่ได้รับการกำหนดให้เป็น รัฐกะเหรี่ยง (Karen State)

คำว่า รัฐกะเหรี่ยง ถูกใช้เป็นทางการภายใต้มาตรา 180 วรรค 1 ของรัฐธรรมนูญปี 1947

พ.ศ.2507 หลังจากการรัฐประหารของนายพลเนวิน พื้นที่ดังกล่าวได้รับการเปลี่ยนเป็น รัฐกอทูเล

พ.ศ.2517 ชื่อรัฐกอทูเลถูกเปลี่ยนกลับมาเป็นรัฐกะเหรี่ยงอีกครั้ง

ย้อนเวลากลับไป พ.ศ.2492 ในสมัยอังกฤษปกครองพม่า ชนเผ่ากะเหรี่ยงดิ้นรนต่อสู้เพื่อสิทธิในการปกครองตนเอง หรือขอเป็นเอกราชจากพม่า โดยกลุ่มที่มีบทบาทมากที่สุดคือ KNU (Karen National Union) ซึ่งเป็นองค์กรทางการเมืองและมีกองกำลังติดอาวุธ

ช่วงอังกฤษปกครอง ชนเผ่ากะเหรี่ยงที่อยู่ตามหุบเขาได้หันมานับถือศาสนาคริสต์ โดยการเผยแผ่ศาสนาของมิชชันนารีชาวอเมริกันและครูสอนศาสนาชาวอังกฤษ

เมื่อชาวกะเหรี่ยงฟัง พูด อ่าน เขียน ภาษาอังกฤษได้ดี ชาวกะเหรี่ยงจึงมีโอกาสเหนือกว่าชนเผ่าอื่น ได้ไปเรียนหนังสือในอังกฤษ กลับมาทำงานในเมืองหลวง เมืองใหญ่ ทำงานแบบผู้มีความรู้และได้รับราชการในกองทัพอังกฤษ

อังกฤษที่ทราบดีว่ากะเหรี่ยงไม่ชอบขี้หน้าพวกพม่า เลยสนับสนุนให้กะเหรี่ยงได้ทำงานเป็นฝ่ายปกครอง สนับสนุนให้เป็น ตำรวจ

เมื่อเกิดสงครามระหว่างสงครามพม่า-อังกฤษ กะเหรี่ยงจงรักภักดีต่ออังกฤษ …ไปช่วยกองทัพอังกฤษรบกับชาวพม่า

ชาวพม่า…แค้นฝังหุ่น เป็น แผลเรื้อรัง ที่รักษาไม่หายนับร้อยปี

แต่ไหนแต่ไร เมื่อเหตุการณ์ปกติสุขกะเหรี่ยงก็ไปมาค้าขาย ข้ามไป-ข้ามมา ค้าขายกับฝั่งไทย

ในความเป็นเผ่ากะเหรี่ยงก็แยกย่อยแตกต่างกันไปอีกหลายสาขา มีถิ่นที่อยู่อาศัยกระจายกันออกไปตามขุนเขา ใช้ชีวิตในที่สูง เพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ ตั้งหลักแหล่งอยู่บนที่สูงตั้งแต่เกิดจนตาย

กะเหรี่ยงที่อพยพลงมาสู่ที่ราบก็มี…

ชาวกะเหรี่ยงประมาณ 3 ล้านคนอาศัยอยู่ในสามเหลี่ยมปากแม่น้ำอิรวดี เมื่อใช้ชีวิตอยู่ในที่ราบก็ทำนา ชุมชนกะเหรี่ยงแยกออกจากกันด้วยภาษา วัฒนธรรม

ในช่วงสงครามเย็น (หลังสงครามโลกครั้งที่ 2) ชนเผ่ากะเหรี่ยงทำตัวเป็นรัฐกันชน เคยช่วยไทยสกัดกั้นคอมมิวนิสต์พม่าจากจีนแผ่นดินใหญ่ (Communist Party of Burma : CPB) มิให้กองกำลังคอมมิวนิสต์จากจีนเข้ามาถึงชายแดนไทย เรามีสัมพันธ์อันดีต่อกัน ในขณะที่กองทัพพม่าไม่ค่อยพอใจนัก

กะเหรี่ยงทั้งหลายเมื่อเดือดร้อนก็ข้ามมาไทย เมื่อสงบก็กลับไป ชาวกะเหรี่ยงในไทยก็คอยอุ้มชูดูแลกันเองทุกครั้ง

การพูดคุย-เจรจาระหว่างรัฐบาลพม่ากับชนเผ่ากะเหรี่ยงและกลุ่มอื่นๆ เกิดขึ้นหลายครั้ง แต่จบลงแบบพังไม่เป็นท่า… ได้ยิน ได้ฟังมาตลอดนับสิบปี

กองกำลังทหารในกองทัพภาคที่ 3 ของไทยหลายทศวรรษที่ผ่านมาคุ้นชินกับสงครามชายแดน ที่ทำให้ชาวกะเหรี่ยง รวมถึงกลุ่มชาติพันธ์อื่นๆ ทะลักเข้ามาในไทยจนแทบจะเป็น ขาประจำ หน่วยงานฝ่ายปกครองตามแนวชายแดนต้องเตรียมที่พักพิง อาหาร ยารักษาโรค น้ำดื่ม โดยเฉพาะ ทุกหน้าแล้ง

ธันวาคม 2564 ช่วงโควิด-19 ชนเผ่ากะเหรี่ยงจากพม่าหนีตายเข้ามาในไทย ข้ามแม่น้ำ เดินเท้าเข้ามาราว 5 พันคน

ชายแดนไทยด้านตะวันตกเผชิญกับสารพัดภัยคุกคาม ยาเสพติด อาวุธสงคราม โดยเฉพาะค้ามนุษย์ เพราะบางกลุ่มต้องจ่ายเงินให้นายหน้าเพื่อเข้ามาในประเทศไทย เป็นข่าวแทบทุกวัน

การสกัดกั้นตามชายแดนเป็นเรื่องปลายเหตุที่ไทยรับภาระมาตลอด

(ยังมีชาย หญิง เด็ก คนแก่ จากพม่า ที่ยังตกค้างในค่าย ผู้หนีภัยจากการสู้รบ 9 แห่ง ใน 4 จังหวัดชายแดนไทยอีกราว 9 หมื่นคน ตั้งแต่ พ.ศ.2527 ยังคาราคาซัง ไม่มีใครรับไป…)

กะเหรี่ยงในแผ่นดินไทยดั้งเดิมก็มีเยอะนะครับ

กะเหรี่ยง หรือปกากะญอ มีจำนวนมากที่สุดในกลุ่มชาวเขาในไทย จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์เชื่อกันว่ากลุ่มกะเหรี่ยงเป็นคนกลุ่มที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ประเทศไทยมานานหลายร้อยปี

ชาวกะเหรี่ยงเป็นกลุ่มคนที่รักความสงบ ผูกพันกับธรรมชาติและไม่ชอบการต่อสู้ หรือความรุนแรง มักหลีกเลี่ยง จะไม่ข้องเกี่ยวกับคนภายนอกชุมชนของตนและมักตั้งหมู่บ้านอยู่ห่างไกลชุมชนอื่น

ในภาคกลางของประเทศไทย…มีหลักฐานว่ากะเหรี่ยงอพยพเข้ามาเป็นจำนวนมากตั้งแต่สมัยพระเจ้าอลองพญา เนื่องจากปัญหาสงครามและความขัดแย้งระหว่าง พม่ากับมอญ

เมื่อมอญเป็นฝ่ายพ่ายแพ้พม่า…กะเหรี่ยงได้ให้ที่หลบภัยและช่วยเหลือมอญ ในที่สุดก็อพยพตามมอญ…ลี้ภัยมาอยู่ในไทย

จากสมุดราชบุรี ซึ่งเป็นรายงานของมณฑลราชบุรีในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว …ได้กล่าวถึงกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีอยู่มากมายและได้กล่าวถึงชาวกะเหรี่ยง ซึ่งแสดงให้เห็นชัดเจนว่าได้มีการตั้งหลักแหล่งแน่นอนภายใต้การปกครองของสยามมาตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์

ในเมืองราชบุรี กาญจนบุรี และเพชรบุรี กะเหรี่ยงพวกนี้มาจากเมืองมะกวย แขวงเมืองมะละแหม่งทางใต้ของพม่า…

ช่วงแรก…ได้อพยพเข้ามาประมาณ 100 คน มาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ห้วย ชองกะเลีย ต่อมาก็มีการอพยพเพิ่มเติมเรื่อยมา เมื่อมีจำนวนมากขึ้นก็ขอเข้ามาอยู่ภายใต้การปกครองของสยาม จึงได้ตั้งผู้ปกครองเป็นลำดับ โดยได้รับพระราชทานเบี้ยหวัดเงินปีเช่นเดียวกับข้าราชการท้องถิ่นอื่นๆ

ผู้นำชาวกะเหรี่ยงได้รับแต่งตั้งเป็น พระยาศรีสุวรรณคีรี

เจ้าเมืองสังขละบุรี ต้องลงไปถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาที่กาญจนบุรี 3 ปี/ครั้ง โดยจะนำเอาผ้าทอสีขาวสีแดงที่ชาวกะเหรี่ยงทอเอง 20 ผืน ต้นดอกไม้เงิน 2 ต้น เครื่องยาสมุนไพรและของป่าเป็นเครื่องบรรณาการไปถวายที่กรุงเทพฯ (ฉลอง สุนทราวาณิชย์, 2550 : 23-24)

เมื่อมองย้อนไปในประวัติศาสตร์… ชาวกะเหรี่ยงคือ พี่น้อง เพื่อนบ้าน ที่ไปมาหาสู่เนืองๆ …ทุกครั้งที่มีภัยสงคราม

พล.อ.เนอดา เมียะ บุตรชาย “นายพลโบเมียะ” อดีตผู้นำ KNU ได้ประกาศสถาปนาตนเองเป็นประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐกอทูเล พร้อมจัดตั้งคณะรัฐบาล ที่ค่ายอูเกอคี บ้านชูกะลี ต.ชูกะลี อ.วาเล่ย์ จ.เมียวดี รัฐกะเหรี่ยง ประเทศเมียนมา

โดยระบุว่าเป็นสิทธิอันชอบธรรมของชนชาวกะเหรี่ยง ภายใต้หลักกฎหมายระหว่างประเทศและสิทธิมนุษยชนสากล

ในการจัดตั้งรัฐบาลกอทูเล พลโทซอซา เกโพ เป็นรองประธานาธิบดีคนที่ 1 นายเดวิด ตากาบอ รองประธานาธิบดีคนที่ 2 นายซอโพ ทูเลย์ เป็นนายกรัฐมนตรี และนายเดวิด ลอว์ดู เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

กะเหรี่ยงด้วยกันเองก็มิใช่จะเป็นเอกภาพ มีการแย่งชิงกันเอง

พ.ศ.2565 เนอดา เมียะ เคยถูกปลดออกจากตำแหน่งโดย KNU เนื่องจากรับผิดชอบต่อการสังหารพลเรือน 25 คน โดยกลุ่ม KNU ประกาศว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกับเนอดา เมียะ

ประการสำคัญคือ กะเหรี่ยง KNU ไม่ให้น้ำหนักการสถาปนาเอกราช “สาธารณรัฐกอทูเล” แม้แต่น้อย

(หมายเหตุ …28 ธ.ค.68 รัฐบาลทหารพม่าจัดให้มีการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ถูกกำหนดจัดเป็น 3 ช่วงไปจนถึงปลาย ม.ค.69 ใน 274 เมือง จาก 330 เมืองทั่วประเทศ โดยเมืองที่ไม่มีการจัดให้ลงคะแนน เพราะถือว่าไม่มีเสถียรภาพเพียงพอก็ไม่ต้องเลือก ส่วนผลการเลือกตั้งคาดว่าจะทราบในช่วงปลายเดือน ม.ค.69)

คาดกันว่าจะไม่มีการลงคะแนนเสียงมากถึงครึ่งหนึ่งของประเทศ แม้แต่ในเมืองที่มีการจัดให้ลงคะแนนเสียงก็ไม่ใช่ว่าทุกเขตเลือกตั้งจะไปลงคะแนน ทำให้ยากที่คาดการณ์จำนวนผู้ที่จะไปใช้สิทธิ

ดูทรงแล้ว…การประกาศจัดตั้งสาธารณรัฐกอทูเล น่าจะเป็น “ดีลลับ” ที่มีผลประโยชน์ก้อนยักษ์ตอบแทนเฉพาะกลุ่ม เพราะที่ผ่านมาเป็นการ “เล่นละครเติมเงิน” กันมาตลอด…