เมื่อ ‘บาซาร์’ ขยับก็เขย่าบัลลังก์อิหร่านมหาอำนาจศาสนจักร
ผู้เขียนเขียนเรื่องการเมืองต่างประเทศมานาน ตั้งแต่สมัยยังต้องใส่ซองติดแสตมป์ส่งต้นฉบับ จนมาถึงยุคที่กดทวีต (หรือ X ในปัจจุบัน) ไม่กี่วินาทีคนก็อ่านกันเป็นร้อยคน มีสิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนสังเกตเห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าคือ ปากท้อง มักจะเป็นชนวนที่ทรงพลังกว่า อุดมการณ์ เสมอ และสิ่งที่เกิดขึ้นในอิหร่านตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ.2568 ที่ผ่านมา ก็พิสูจน์ความจริงข้อนี้อีกครั้งหนึ่ง
ปฐมบทจาก “บาซาร์” ถึงท้องถนน เรื่องมันเริ่มที่กรุงเตหะราน เมืองหลวงของอิหร่านครับ เมื่อบรรดาพ่อค้าในตลาดแกรนด์บาซาร์ (Grand Bazaar) ซึ่งเปรียบเสมือนหัวใจทางเศรษฐกิจของอิหร่าน พากันปิดร้านประท้วงนัดหยุดงาน ซึ่งสาเหตุก็ไม่มีอะไรซับซ้อนไปกว่าการที่ค่าเงินเรียล (Rial) ของอิหร่าน มันดิ่งเหวลงไปแตะระดับที่ว่าถือเงินเป็นปึกยังซื้อไข่ไก่ได้ไม่กี่ฟอง อัตราเงินเฟ้อพุ่งทะลุ 40% ประชาชนหาเช้ากินค่ำเริ่มมองไม่เห็นอนาคต
ที่น่าสนใจคือ ประวัติศาสตร์อิหร่านบอกเราว่า เมื่อใดก็ตามที่พวกพ่อค้าบาซาร์ขยับ เมื่อนั้นรัฐบาลต้องหนาวสั่น เพราะคนกลุ่มนี้แหละที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการปฏิวัติอิสลามเมื่อ 47 ปีที่แล้ว ใน พ.ศ.2522 แต่มาคราวนี้ พวกเขากลับหันมาประท้วงระบอบที่พวกเขาเคยร่วมสร้างขึ้นมาเอง
วิกฤตซ้อนวิกฤต ถ้าถามว่าทำไมต้องเป็นช่วงนี้ สามารถสรุปให้ฟังง่ายๆ เป็นข้อๆ ดังนี้
1) เศรษฐกิจพังพินาศ : ค่าเงินเรียลอ่อนค่าลงเกือบ 50% ในรอบปี พ.ศ.2568 ประชาชนต้องรีบเอาเงินออมไปซื้อทองหรือเงินสกุลต่างประเทศเพื่อเอาตัวรอด รัฐบาลเองก็ถังแตกจนต้องยกเลิกการอุดหนุนราคาเชื้อเพลิงและสินค้าจำเป็น ทำให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มพุ่งพรวด ราคาสินค้าจำเป็นขึ้นราคาเป็นรายชั่วโมง
2) แผลเก่าจากต่างแดน : อย่าลืมว่าเมื่อกลางปี พ.ศ.2568 อิหร่านโดนอิสราเอลและสหรัฐอเมริกา ถล่มโครงสร้างพื้นฐานด้านนิวเคลียร์ไปชุดใหญ่ ไม่ใช่แค่เสียทรัพย์สินนะครับ แต่เสียหน้าอย่างรุนแรง ทำให้ความเชื่อมั่นในอำนาจของผู้นำสูงสุดเสื่อมถอยลง
3) ความเหลื่อมล้ำที่ปิดไม่มิด : ขณะที่ประชาชนอดมื้อกินมื้อ แต่ภาพความร่ำรวยของชนชั้นนำและกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติ (IRGC) กลับชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดคำถามว่า เงินภาษีและทรัพยากรของชาติหายไปไหนหมด?
ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 28 ธันวาคมปีที่แล้ว มาจนถึงวันนี้ การประท้วงได้ลุกลามจากพ่อค้าไปสู่กลุ่มนักศึกษาและชนชั้นแรงงานในทั่วประเทศแล้ว ข้อมูลล่าสุดระบุว่ามีผู้เสียชีวิตไปแล้วอย่างน้อย 45 ราย และถูกจับกุมอีกนับพัน รัฐบาลพยายามแก้ปัญหาแบบเดิมๆ คือ ตัดอินเตอร์เน็ต และใช้กำลังปราบปราม แต่ดูเหมือนว่าคราวนี้ความโกรธแค้นจะก้าวข้ามความกลัวไปเสียแล้ว
ครับ! หากจะโทษวิกฤตครั้งนี้ว่าเป็นผลจากสถานการณ์ที่เลวร้ายดังกล่าวแต่เพียงอย่างเดียว ก็คงเป็นการมองปัญหาแบบผิวเผินเกินไป เนื่องจากอิหร่านประสบปัญหารัฐแข็งแต่สังคมอ่อนมานาน ระบบการเมืองรวมศูนย์อำนาจสูง แต่ขาดกลไกปรับตัว การตัดสินใจสำคัญอยู่ในมือของนักบวชที่เชี่ยวชาญศาสนา แต่ไม่เชี่ยวชาญเศรษฐกิจหรือสิ่งแวดล้อม เมื่อโลกเปลี่ยนไป รัฐศาสนากลับยืนอยู่กับที่ และเมื่อโลกเผชิญวิกฤตสิ่งแวดล้อม อิหร่านก็เผชิญมันโดยไม่มีเครื่องมือรับมือ
แม้ว่าในทุกวิกฤตของอิหร่าน ชื่อของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม จะต้องถูกกล่าวถึงเสมอ กองกำลังนี้ไม่ใช่เพียงทหาร หากเป็นทั้งนักธุรกิจ นักการเมือง และผู้พิทักษ์อุดมการณ์ ครั้งนี้ พวกเขายังคงยืนข้างระบอบ แต่ต้องเผชิญโจทย์ที่แก้ยากยิ่ง นั่นคือการควบคุมการประท้วงที่ไม่มีผู้นำ ไม่มีองค์กร และไม่มีข้อเรียกร้องเชิงอุดมการณ์ หากมีเพียงความต้องการพื้นฐานสามประการ น้ำ อาหาร และศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์
ทหารอาจสลายฝูงชนได้ แต่ไม่อาจสลายความจริงว่าระบบกำลังล้มเหลว ในฐานะนักเรียนรัฐศาสตร์ ผู้เขียนมองเห็นฉากทัศน์ที่เป็นไปได้อยู่ 3 ทาง คือ
1.การปราบปรามอย่างนองเลือด (The Hard Crackdown) รัฐบาลศาสนาอิหร่านอาจเลือกใช้กำลังขั้นเด็ดขาดเพื่อรักษาอำนาจไว้ ซึ่งอาจจบลงด้วยชัยชนะระยะสั้นของรัฐบาล แต่จะทิ้งบาดแผลลึกและความชอบธรรมที่หมดสิ้นไป จนรอวันระเบิดใหม่ที่รุนแรงกว่าเดิม
2.การปรับโครงสร้างอำนาจภายใน หากชนชั้นนำเริ่มเห็นว่าเรือกำลังจะจม อาจมีการ “เชือดไก่ให้ลิงดู” หรือบีบให้ผู้บริหารระดับสูงบางคนลาออกเพื่อลดแรงเสียดทาน (เหมือนกรณีประธานธนาคารกลางที่ลาออกไปก่อนหน้านี้) แต่อาจจะไม่เพียงพอถ้าไม่แก้ที่โครงสร้างการเมือง
3.สู่จุดเปลี่ยนของระบอบ หากกองทัพหรือเจ้าหน้าที่ระดับล่างเริ่มปฏิเสธที่จะยิงประชาชน อิหร่านอาจก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครองครั้งใหญ่ที่สุดในรอบเกือบ 50 ปี
ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร อิหร่านได้มาถึงจุดที่ “ความเชื่อถือ” (Trust) ระหว่างรัฐกับประชาชนขาดสะบั้นลงแล้ว รัฐบาลที่ปกครองโดยอ้างอาณัติจากสวรรค์ แต่ไม่สามารถทำให้อิ่มท้องได้ในโลกมนุษย์ ย่อมเป็นรัฐบาลที่อยู่ยาก เราต้องตามดูกันต่อไปครับว่า ฤดูหนาวในเตหะรานปีนี้ จะสิ้นสุดลงด้วยสันติภาพหรือเปลวเพลิงที่เผาผลาญทุกอย่างจนราบคาบ
โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

