
ประเทศเพื่อนบ้านในโลกซึ่งตั้งอยู่ใกล้ชิดติดกัน มักปะทะขัดแย้งเรื่องเขตแดนและวัฒนธรรม ดังนี้
(1.) ต้นเหตุจากประวัติศาสตร์เชื้อชาติ ถูกใช้ในการเมืองชาตินิยม (2.) จากนั้นนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลทั้งสองประเทศ (3.) โดยที่ประชาชนไม่รู้อีโหน่อีเหน่และไม่มีความขัดแย้งระหว่างประชาชน แต่ถูกกระตุ้นด้วยพลังชาตินิยมให้ด้อยค่าซึ่งกันและกันอย่างรุนแรงในโซเชียล
มิวเซียมสยามควรมีกิจกรรมทางวิชาการอันเป็นส่วนหนึ่งของการบรรเทาความรุนแรง ด้วยการจัดแสดงนิทรรศการถาวร เรื่องคนไทยหรือความเป็นไทยหลายชาติพันธุ์มีวัฒนธรรมร่วมของอุษาคเนย์ เพื่อรู้เท่าทันและมีความเข้าใจตรงกันอย่างมีสติตามหลักฐานวิชาการอย่างเคร่งครัด
ทั้งนี้ เป็นไปตามข่าวล่าสุดว่ายกระดับมิวเซียมสยามสู่การเป็นพื้นที่การเรียนรู้เชิงสาธารณะที่เชื่อมโยงประวัติศาสตร์เข้ากับประเด็นร่วมสมัย ดังนี้
สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ สพร. หรือ OKMD พลิกโฉมการเรียนรู้สู่โครงสร้างพื้นฐานใหม่ของสังคมไทย โดยเฉพาะส่วนของมิวเซียมสยาม ซึ่งมีบอกไว้ดังนี้
“ในมิติของพื้นที่การเรียนรู้ มิวเซียมสยาม (Museum Siam) ยังคงทำหน้าที่เป็น “กระจกสะท้อนสังคม” ที่ชวนตั้งคำถามมากกว่าให้คำตอบสำเร็จรูป
ในปีนี้เราได้ยกระดับจากพื้นที่จัดแสดง สู่การเป็น “พื้นที่เรียนรู้เชิงสาธารณะ” ที่เชื่อมโยงประวัติศาสตร์เข้ากับประเด็นร่วมสมัย เปิดโอกาสให้เยาวชนและครอบครัวได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นบนพื้นฐานของความเข้าใจในความหลากหลาย”
[ดร. ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ สพร. มติชน วันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม 2569 หน้า 4]
“เชื้อชาติไทย” ไม่มีจริง แต่ถูกยัดเยียดให้เชื่อ
คนไทยหรือความเป็นไทยของทางการมีแต่หยุดนิ่งแข็งทื่อไม่เคลื่อนไหว แต่ทรงพลังและมีอิทธิพลทางความคิดในสังคมทุกวันนี้มาจากประวัติศาสตร์เชื้อชาติที่ถูกเสกสรรปั้นแต่งใหม่โดยไม่มีหลักฐานวิชาการสนับสนุนเพื่อสนองการเมืองชาตินิยม พ.ศ. 2482 มีเนื้อหาโดยสรุป ดังนี้
(1.) คนไทย เชื้อชาติไทย สายเลือดบริสุทธิ์ (2.) ถิ่นกำเนิดในจีน ถูกขับไล่ต้องอพยพยกโขยงถอนรากถอนโคนลงทางใต้ ถึงดินแดนไทยปัจจุบัน (3.) กรุงสุโขทัย เป็นราชธานีแห่งแรกของคนไทยในดินแดนไทย แล้วต่อด้วยกรุงศรีอยุธยา, กรุงธนบุรี, กรุงรัตนโกสินทร์
ความเป็นเชื้อชาติไทยของทางการถูกคนไทยบางกลุ่มใช้งานเอาเปรียบและข่มเหงคนไทยจำนวนมากที่อ่อนแอกว่าตั้งแต่ พ.ศ. 2482 จนปัจจุบัน
แต่งานวิจัยทางวิชาการมีผลสรุปต่างไปว่าไม่มีจริงเรื่องเชื้อชาติ ดังนี้
(1.) เชื้อชาติไม่มีในโลก เป็นผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์นานาชาติประกาศทั่วโลก และหลังจากนั้นประเทศต่างๆ ในโลกยกเลิกเชื้อชาติ ดังนั้น เชื้อชาติไทยไม่มี
(2.) ไม่เคยพบหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีว่าคนไทยมีถิ่นกำเนิดในจีน แล้วมีการอพยพยกโขยง
(3.) ไม่เคยพบหลักฐานว่ากรุงสุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรกของคนไทย
แต่สตอรี่ของประวัติศาสตร์เชื้อชาติยังมีอำนาจต่อสังคมไทย เพราะชนชั้นนำไม่ประกาศยกเลิกเป็นทางการ
ความเป็นไทยโดยสัญชาติ
ความเป็นไทยไม่เคยหยุดนิ่ง พอพูดว่า “ความเป็นไทย” จบไป ความเป็นไทยก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว หลักฐานวิชาการทางประวัติศาสตร์โบราณคดีและมานุษยวิทยายืนยันคนเป็นไทยโดยสัญชาติและไม่หยุดนิ่งดังต่อไปนี้
(1.) คนเป็นไทยโดยสัญชาติซึ่งมาจากชาวสยามบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา พูดภาษาไทยเรียกตนเองว่าไทย หรือคนไทย (ตามหลักฐานพบในจดหมายเหตุลาลูแบร์)
(2.) ชาวสยามเป็นลูกผสมของชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์ “ร้อยพ่อพันแม่” ในอุษาคเนย์ [พบหลักฐานเก่าสุด คือ “สยามกก” (เสียมกุก) ภาพสลักบนระเบียงปราสาทนครวัด ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ลุ่มน้ำมูล ต่อมาชาวสยามลุ่มน้ำมูล ร่วมกับชาวละโว้ที่ลพบุรี สถาปนาอโยธยา บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา สืบเนื่องจนเป็นอยุธยา]
ชาวสยามเหล่านี้พูดภาษาไทยเป็นภาษากลาง หลังจากนั้นกลายตนเป็นคนไทยมีความเป็นไทยด้วยภาษาและวัฒนธรรมร่วมอุษาคเนย์ การกลายตนเป็นไทยไม่หยุดนิ่งจึงมีสืบเนื่องต่อมาจนปัจจุบัน แล้วยังมีต่อไปในอนาคต
(3.) คำว่าไทย มาจาก ไท (แปลว่าคนมีสังกัดมูลนาย) ต่อมาหลังรับศาสนาพุทธเถรวาท แบบลังกา ใช้ภาษาบาลี จึงแปลงคำว่า ไท เป็นบาลีตามความเชื่อสมัยนั้นว่า เทยฺย แล้วแผลงเป็นไทย
[พุทธ เถรวาท แบบลังกา มีเริ่มแรกในรัฐอโยธยา บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ครั้นหลังจากนั้นแผ่ไปสุโขทัย และนครศรีธรรมราช]
ถอดรหัสไทย
เมื่อมีนิทรรศการถาวรเรื่องความเป็นไทยหลายชาติพันธุ์ ดังนั้นนิทรรศการถอดรหัสไทยในมิวเซียมสยามทุกวันนี้ควรปรับเป็นนิทรรศการหมุนเวียน แล้วยกไปตระเวนจัดแสดงทั่วประเทศเพื่อกระตุ้นการตั้งคำถามความเป็นไทยในท้องถิ่นนั้นๆ ซึ่งมีแตกต่างและหลากหลายนับไม่ถ้วน
